หน้าแรก คอลัมนิสต์ เป็นผู้พร้อมเ...

เป็นผู้พร้อมเพรียงมีความประนีประนอมกันเถิด

2.07.23 | 16:00 น.

เป็นผู้พร้อมเพรียงมีความประนีประนอมกันเถิด

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชได้โพสต์ข้อความว่า  เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำคณะสงฆ์พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฝ้าถวายสักการะและกราบทูลรายงานการปฏิบัติงาน โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชได้ยกพุทธภาษิตมาเป็นพระโอวาท ความว่า

“ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย

และความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว เป็นผู้พร้อมเพรียง

มีความประนีประนอมกันเถิด. นี้เป็นพระพุทธานุศาสนี.

Advertisement

ขอทุกท่านจงน้อมนำพระบรมพุทโธวาทนี้ ไปเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติตน และบริหารภารกิจการงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตหรือเล็กน้อย โดยยึดมั่นในสันติธรรม ขันติธรรม เมตตาธรรม และสามัคคีธรรม อันจักเป็นเหตุให้เกิดความปลอดภัยขึ้นได้ในสังคมทุกระดับ”

ความหมายหนึ่งของความประนีประนอมคือ การผ่อนหนักให้เป็นเบา คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) การน้อมนำพระพุทโธวาทข้างต้นไปประยุกต์ใช้ใน จชต. น่าจะหมายรวมถึงการ “ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก และไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” ดังเช่น มีเรื่องเล็กที่เป็นการแสดงความคิดเห็น ก็มีคนกล่าวหาว่ามีเจตนาล้มล้างระบอบประชาธิปไตย แต่พอฝ่ายตนล้มระบอบประชาธิปไตยโดยการกระทำ อีกทั้งยังทำเป็นอาจิณ ก็อ้างความจำเป็นสารพัด

เหตุการณ์หนี่งที่เกิดขึ้นใน จชต. คือ “ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ” จัดกิจกรรมเปิดตัวที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยเชิญนักวิชาการแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” พร้อมทั้งทำแบบสอบถาม ถามผู้เข้าร่วมว่า “คุณเห็นด้วยกับ สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย” และมีช่องให้ใส่เครื่องหมาย ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย สังเกตว่าแบบสอบถามนี้ใช้การไม่ได้ในทางวิชาการ เพราะมีการถามนำ และผู้ถามพึงรู้ว่าการทำประชามติที่ถามถึงนั้น ไม่ถูกกฎหมายอยู่แล้ว แต่ก็มองเป็นเรื่องเล็กได้ ไม่ควรกล่าวหาดำเนินคดีกับนักศึกษาที่ทำเพียงแต่ถาม แต่ตัวแทนของทางราชการให้สัมภาษณ์ว่า “เมื่อมาดูถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนสะท้อนว่าเป็นงานทางวิชาการ เป็นการจำลองสถานการณ์ แต่หากมองว่าเป้าหมายของการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงมาตลอด 19 ปี ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเป้าหมายคืออะไร คงไม่แค่เพื่อทดลองปฏิบัติ และคงไม่มีเป้าหมายเพื่อสนทนาทางวิชาการ แต่เป้าหมายที่เขาต้องการคือการแบ่งแยกดินแดน โดยมีการเคลื่อนไหวมาโดยลำดับ ไม่เฉพาะการเคลื่อนไหวด้านความรุนแรงเท่านั้น … ทางราชการมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยการใช้มาตรการทางกฎหมาย จึงจำเป็นจะต้องเข้าดำเนินคดีต่อทุกการกระทำที่เข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมาย” เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที โดยตีความว่า แม้เป็นเพียงการสอบถาม แต่เข้าข่ายผิดกฎหมายเพราะเล็งเห็นเจตนาแอบแฝง (แต่เจตนาให้ดูจากการกระทำของผู้นั้น มิใช่ของผู้อื่น มิใช่หรือ)

พระพุทโธวาทที่ยกมากล่าวข้างต้น เน้นว่าเราไม่ควรวิวาทกันเพราะเป็นภัย การไม่วิวาทเป็นความปลอดภัย ทำให้นึกถึงคำว่าทะเลาะวิวาท ที่มักเป็นเหตุให้ทำร้ายกันทางร่างกาย ตามกฎหมายอาญา ถ้าฝ่ายหนึ่งในการทะเลาะวิวาททำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่ทำร้ายตอบ ฝ่ายผู้ทำร้ายย่อมได้รับโทษ แต่ถ้ามีการทำร้ายตอบ ทั้งสองฝ่ายต้องรับโทษ พระพุทโธวาทจึงสอนให้ยึดมั่นในสันติธรรม และขันติธรรม ใครโกรธอย่าโกรธตอบถึงขั้นประทุษร้ายกันเลย

ปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมคือการสื่อสารออนไลน์ ทำให้เกิดการด่าทอกันมากมายที่อาจเรียกว่า “ผรุสวาจา” ก็ว่าได้ ผมคิดว่า วจีกรรมมาจากมโนกรรม พูดง่าย ๆ ว่าที่ด่าเพราะใจมันโกรธ ผรุสวาจา แม้ไม่ใช่สัมมาวาจาแต่ก็พอทนได้ คือสามารถใช้ขันติธรรม (tolerance) รับฟังไว้ว่าที่เขาโกรธนั้นมันเรื่องอะไร เผลอ ๆ อาจใช้ความกรุณาช่วยบรรเทาได้ แต่ความโกรธอาจยกระดับเป็นความเกลียดชัง และข้อความแสดงความเกลียดชังก็มีมากมายในสื่อสังคมออนไลน์ ขอเรียกวาจาเกลียดชังให้เข้าชุดภาษาบาลีว่า โทสวาจา (hate speech) โดยโทสะนอกจากจะแปลว่าโกรธแล้วยังหมายรวมถึงความเกลียดด้วย มาถึงจุดนี้ ความเห็นอาจแบ่งเป็น 2 แบบ คือแบบจิตวิทยาสังคม และแบบจิตวิทยาเสรีนิยม ฝ่ายเสรีนิยมเห็นว่าการแสดงความเกลียด ตราบใดที่ไม่มีการยุยงให้ใช้ความรุนแรง ก็ควรปล่อยให้ระบายอารมณ์ไป ถึงอย่างไรก็ห้ามหรือปรามไม่ได้

แต่ความเกลียดชังอาจยกระดับเป็นการด้อยค่าความเป็นมนุษย์ของผู้เห็นต่าง เช่น เรียกผู้ที่เราเกลียดว่าเป็นสัตว์ที่ร้ายกาจต่าง ๆ ทำให้เกิดอุปาทานว่า การทำร้ายผู้เห็นต่างจึงไม่เชิงทำร้ายคน หากเป็นการทำร้ายผู้ที่ตกต่ำกว่าคน ขอเรียกการยุยงให้ใช้ความรุนแรงว่าเป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ที่ช่วยจะให้การใช้ความรุนแรงทางกายภาพมีพลังทางอารมณ์และมีเหตุผลสนับสนุน (justified) ขอเรียกการใช้คำพูดหรือข่าวสารที่ยุยงให้ใช้ความรุนแรงว่า ประทุษวาจา (Do Harm Speech) ในเรื่องประทุษวาจา หวังว่าทุกคนจะเห็นด้วยว่าเป็นภัยอันสืบเนื่องมาแต่การวิวาท จริงอยู่ เราจะปลอดภัยมากขึ้นถ้าไม่วิวาทกัน ทว่าห้ามการวิวาททำได้ยาก จึงต้องหาทางลดภัย เช่น ลดภัยจากประทุษวาจาที่มาจากสื่อสังคมออนไลน์ และอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 พรรคการเมือง จำนวน 35 พรรคได้ลงนามในจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้ง ภาคผนวกของจรรยาบรรณดังกล่าวเป็นเรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งอาจช่วยลดภัยที่มาจากสื่อสังคมออนไลน์ดังที่กล่าวถึงข้างต้น จึงขอย่อสาระของภาคผนวกของจรรยาบรรณมาเสนอดังนี้

ควรลดพฤติกรรมและกลวิธีทางสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นอันตราย อาทิ

● การใช้ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation)

● การด้อยค่าเชิงอัตลักษณ์ (Discrimination of Identity)

● การยั่วยุปลุกปั่นที่มุ่งร้ายให้เกิดความรุนแรงต่อผู้อื่น (Dangerous Speech and Incitement of Violence)

● การจงใจรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล (Doxxing) เพื่อข่มขู่คุกคาม (Harassment)

● การใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation)

●การแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น (Impersonation)

ฯลฯ

บนสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน มีการทะเลาะกันในหลายเรื่อง และเรื่องที่อยู่ในความสนใจเรื่องหนึ่งที่พอเป็นกรณีตัวอย่างของการวิวาทกัน คือเรื่องของนักเรียนอายุ 15 ปีคนหนึ่งชื่อ หยก เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ได้เขียนบทความที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์ ที่เล่าเรื่องและมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ จึงขอนำบางส่วนของบทความที่หมอยงยุทธเขียนมาเล่าต่อ ดังนี้

“กรณีนี้มี 2 ด้าน ด้านที่ 1 คือ ความเห็นต่างทางการเมือง อันที่จริง ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปิดใจกว้างกับความเห็นต่าง ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นพลเมือง ที่มีความปรารถนาดีต่อสังคม ทำให้เรามีทางเลือก มองเห็นปัญหาและทางออกที่หลากหลาย แทนความเกลียดชัง (เพราะไปเห็นว่า ถูกผิด ดีเลว ) ด้านที่ 2 คือ เรื่องของวัย ที่จริงผู้ใหญ่ทุกคนก็เคยผ่านการเป็นวัยรุ่นมาแล้ว จึงไม่ยากที่จะเข้าใจได้ว่า เป็นวัยที่แสวงหาอัตลักษณ์และความเป็นตัวของตัวเอง จนอาจแสดงออกที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่อย่างเราได้ แต่ด้วยการฟัง เราก็จะมองข้ามการแสดงออกบางอย่างที่ดูเหมือนรุนแรงไปได้ ในที่สุดเขาก็จะกลับมามีบทบาทในทางสร้างสรรค์ ในทางตรงข้าม ถ้าใช้วิธีไม่ยอมรับและกดดัน ความขัดแย้งก็จะไปในทางรุนแรงมากขึ้น ยิ่งต่างฝ่ายมีสังคมและสื่อสังคมของตนเอง ก็ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความเกลียดชังและข่าวลวงต่าง ๆ อย่างที่เราสัมผัสได้ในเวลานี้”

หมอยงยุทธจึงเสนอว่า “ในสื่อสังคมออนไลน์ เราต้องช่วยกัน 2 ไม่ (ไม่ผลิตและไม่ส่งต่อ) 1 เตือน (ด้วยเหตุผล) เพื่อให้สังคมไทยกลับมาอยู่บนพื้นฐานของการเปิดรับความเห็นต่างโดยไม่เกลียดชัง เพื่อที่จะทำให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้ … กรณีที่บานปลายไปแล้ว อย่างที่เป็นข่าว ควรให้สายวิชาชีพ ที่จะทำงานโดยไม่มีอคติทางเมือง เข้ามาเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย สร้างความเข้าใจระหว่าง 3 ฝ่าย โดยเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์ของกระทรวง พม. และนักวิชาชีพสุขภาพจิตของกระทรวงสาธารณสุข การหาทางออกร่วมกันอาจต้องใช้เวลาบ้าง ในระหว่างนี้ โรงเรียน ในฐานะเป็นฝ่ายผู้ใหญ่กว่า ก็ควรอนุญาตให้เด็กได้เข้าเรียนก่อน โดยสร้างความเข้าใจกับเด็กและผู้ปกครองอื่น ๆ ในการอยู่ร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวจะต้องหยุดการเสนอข่าวที่เป็นการละเมิดสิทธิ์ของเยาวชน แม้การเสนอข่าวจะมีการเบลอหน้า แต่ด้วยระบบสารสนเทศในปัจจุบัน ก็ทำให้เชื่อมโยงถึงเยาวชนได้โดยไม่ยาก ทางที่ดีที่สุดคือ ยุติการนำเสนอ แต่หันไปสนใจกับปัญหาและสาเหตุในระดับสังคมที่ต้องแก้ไข สื่อสังคมจะต้องไม่สร้างความเกลียดชัง เราควรพัฒนาไปถึงจุดที่ “ยอมรับความเห็นต่าง” โดยไม่สร้างความเกลียดชังอีกฝ่ายและไม่เสนอข่าวลวง (โดยอาจไม่รู้ตัว) เพื่อกล่าวร้ายอีกฝ่าย อย่าเอาข้อมูลข่าวลวงมาหักล้าง อย่างเช่นที่ปรากฏในสื่อสังคมว่า “แม่หยก” ให้สัมภาษณ์ ทั้ง ๆ ที่จริงเป็นผู้ให้ความเห็นที่ใช้สรรพนามแทนตนว่า “แม่” เท่านั้น

จิตใจที่เกลียดชังนั้นไม่ดี ทั้งกับตนเองเพราะทำให้มีอารมณ์/ความเครียด และทั้งยังไม่ดีต่อผู้อื่นด้วย เพราะจะทำให้เราก้าวร้าวต่อความเห็นต่าง และพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุน/สร้างความรุนแรง ทำให้แม้จะปรารถนาดี แต่กลับกลายเป็นผลร้ายต่อตนเองและสังคม

ความเห็นต่างอยู่รอบตัวเรา พวกเขาก็ล้วนเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง คนร่วมชุมชน/สังคม เดียวกับเรา จะไปชิงชังกันทำไม เมื่อเปิดรับความเห็นต่าง เราก็จะเห็นทางออก ซึ่งไม่ได้อยู่สุดขั้วข้างใดข้างหนึ่ง เพราะทางออกระหว่างกลางยังมีอยู่มาก เราหมดเวลากับความ “เกลียดชัง”และ “ความรุนแรง””

ขอทบทวนว่า ในเรื่องข่าวสารที่เป็น โทสวาจา และประทุษวาจา นั้น หมอยงยุทธมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเพื่อการใช้สื่อสังคมอย่างรับผิดชอบคือ ช่วยกัน 2 ไม่ (ไม่ผลิตและไม่ส่งต่อ) 1 เตือน (ด้วยเหตุผล)

สมเด็จพระสังฆราชได้ให้พระโอวาทว่า “แนวทางประพฤติปฏิบัติตน และบริหารภารกิจการงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตหรือเล็กน้อย … ให้เป็นผู้พร้อมเพรียงมีความประนีประนอมกันเถิด”

ผมนึกถึงเรื่องใหญ่โตเรื่องหนึ่งในขณะนี้ ที่จะชี้ชะตาการเมืองว่าจะดำเนินไปอย่างไร นั่นคือเรื่องการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกนายกรัฐมนตรี ขณะที่เขียนบทความนี้ มีข่าวว่ามีการประนีประนอมกันได้ในเรื่องแรก คือพรรคเพื่อไทยยอมผ่อนผันให้แก่พรรคก้าวไกล ซึ่งมีข่าวว่าจะเสนอชื่อปดิพัทธ์ สันติภาดา ให้สภาผู้แทนราษฎรเลือก ปดิพัทธ์ชูประเด็นสำคัญคือ สร้างรัฐสภาที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นของประชาชน ต้องคอยฟังผลการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 กรกฎาคมต่อไป

มีข่าวว่าเมื่อออมชอมกับพรรคก้าวไกลแล้ว พรรคเพื่อไทยขอมัดใจพรรคก้าวไกลว่า ถ้าหัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่ผ่านด่านสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะยังกอดคอกันตั้งรัฐบาล คราวนี้การตัดสินใจมาตกอยู่ที่ ส.ว. คือมีแคนดิเดตเป็นนายกรัฐมนตรีให้เลือกก่อน คือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถ้าไม่เลือกก็หมายความว่าชอบแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยมากกว่า ซึ่งมีชื่อให้เลือก 3 ชื่อคือ 1) แพทองธาร ชินวัตร 2) เศรษฐา ทวีสิน 3) ชัยเกษม นิติสิริ

ถือได้ว่าการเลือกแคนดิเดตคนหนึ่งคนใดในบรรดา 4 คนนี้ มีความชอบธรรม เพราะมาจากการเสนอชื่อของพรรคการเมือง 2 พรรค คือพรรคก้าวไกลที่ได้รับการเลือกจากประชาชนประมาณร้อยละ 39 (ดูจากจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อจำนวน 39 คนของพรรค) และพรรคเพื่อไทยที่ได้รับการเลือกจากประชาชนประมาณร้อยละ 29 (ดูจากจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อเช่นกัน) มีเสียงประชาชนสนับสนุนพรรคทั้งสองรวมกันประมาณร้อยละ 68 ซึ่งเป็นเสียงข้างมากอย่างชัดเจน

อนึ่ง มาตรา 114 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “สมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ” ถ้าปวงชนชาวไทยประมาณร้อยละ 68 แสดงออกผ่านการลงคะแนนเสียงที่สุจริตแล้ว และส.ว. ยังไม่รับฟัง ยังจะผู้แทนปวงชนได้อย่างไร การอยู่ในอาณัติของปวงชนเท่านั้นที่ควรถือเป็นสรณะมิใช่หรือ อย่าให้ ส.ว. บางคน จะด้วยเหตุผลใดมาครอบงำ อย่าเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองที่ไม่มีเสียงข้างมากเพราะจะเข้าไปบริหารราชการได้ไม่นาน อย่าเลือกหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี ส.ส. บัญชีรายชื่อในสังกัด 1-3 คน (ประชาชนออกเสียงสนับสนุนพรรคนั้น ๆ เพียงร้อยละ 1-3) เลย เพราะนั่นจะเป็นชนวนการทะเลาะวิวาท มิใช่การประนีประนอม จึงอยากขอร้องให้ทุกฝ่าย เป็นผู้พร้อมเพรียงมีความประนีประนอมกัน ตามพระพุทธโอวาทเถิด

โคทม อารียา