สร้างคุณภาพให้ ‘รัฐสภา’

4.07.23 | 12:20 น.

สร้างคุณภาพให้ ‘รัฐสภา’

มีคนไม่น้อยมองว่าการถกเถียงเพื่อช่วงชิงตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” เป็นเรื่องไม่ค่อยเป็นสาระสักเท่าไร

ยิ่งเหตุผลในการแย่งชิง คือต้องการตำแหน่งนี้เพราะอยากสร้างเกียรติยศให้ตัวเอง สร้างศักดิ์ศรีให้พรรค ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นการมองเห็น ตำแหน่ง “ประธานรัฐสภา” มีคุณค่าแต่สัญลักษณ์ของเกียรติยศ มองไม่เห็นว่ามีประโยชน์อะไรกับบทบาทการจัดการประเทศให้เจริญรุ่งเรืองอะไร

หากเทียบกันใน 3 ประมุข แห่งอำนาจอธิปไตย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการแล้ว

“ประธานรัฐสภา” แห่งอำนาจนิติบัญญัติอธิบายถึงบทบาทที่มีคุณค่ามากกว่าศักดิ์ศรีได้ยากกว่า นายกรัฐมนตรี หรือประธานศาล

Advertisement

ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่

คำตอบก็คือ “เปล่าเลย” ไม่ใช่แน่นอน

ใน 3 อำนาจอธิปไตยที่ประกอบขึ้นเป็น “ระบอบประชาธิปไตย” นั้น “อำนาจนิติบัญญัติ” มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ “ประชาธิปไตย” ที่ไม่ได้เลือกตั้ง “อำนาจบริหาร” โดยตรง และ “อำนาจตุลาการ” ถูกบัญญัติให้มาจากการแต่งตั้ง ไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกของประชาชน

“นิติบัญญัติ” แทบจะเป็นอำนาจเดียวที่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง

“ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ที่เป็น “ประธานรัฐสภา” โดยตำแหน่งจึงถือว่ามีความสำคัญยิ่ง หากเป็นประเทศที่ศรัทธาใน “อำนาจประชาชน” เพราะหากขับเคลื่อนประเทศด้วยตระหนักการรักษาคุณค่าของ “อำนาจประชาชน”

คุณค่าของ “ประธานรัฐสภา” จะต้องไม่ใช่แค่หัวโขนเกียรติยศของคน หรือแค่เป็นศักดิ์ศรีของพรรค

แต่ควรจะเป็นศูนย์กลางแห่งการแสดงประสิทธิภาพของ “อำนาจประชาชน”

ถ้า “รัฐสภา” จัดการบทบาทได้เต็มอำนาจ ทำหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพ

ในภารกิจ “นิติบัญญัตญัติ” อันหมายถึงการออกแบบและผลิตกฎหมาย จะทำให้ประเทศมีกฎหมายที่เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศสู่ความเจริญรุ่งเรือง และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สงบ ทันสมัยสอดคล้องกับความเปลี่ยแปลงของโลก ปิดทางให้ประชาชนมีโอกาสในการทำมาหากินสร้างอนาคตที่ดีอย่างเท่าเทียม พร้อมๆ กับการชำระกฎหมายที่ล้าหลัง สร้างความไม่เป็นธรรม เป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำให้หมดไป

กฎหมายที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการพัฒนาประเทศ และความเท่าเทียมเป็นธรรม จะทำให้ “ตุลาการ” ที่ใช้อำนาจตาม “ตัวบท” มีเครื่องมือที่ทันสมัยในการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียม และเปิดทางให้การพัฒนาประเทศเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทุกคน ไม่ถูกผูกขาดจนสร้างความเหลื่อมล้ำ อันเป็นเหตุของการทำลายความสุข ความสงบของการอยู่ร่วมกัน

ขณะที่ในภารกิจตรวจสอบประสิทธิภาพของ “อำนาจบริหาร” หาก “รัฐสภา” ตระหนักในหน้าที่เป็นอำนาจที่ส่งเสริมการบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ควบคุมรัฐบาลให้หนักแน่นในการทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างเป็นที่หวังได้ในการสร้างอนาคตที่รุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

หากแต่ที่ผ่านมาไม่เป็นเช่นนั้น

“สมาชิกรัฐสภา” ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นหลัก

บทบาทส่วนใหญ่ของ “สมาชิกผู้แทนราษฎร” เน้นที่การดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่ เพื่อรักษาฐานเสียง หรือรักษาผลประโยชน์ให้ “เจ้าของพรรคที่ตัวสังกัด” หรือ “ดูแลผลประโยชน์ของผู้ให้ทุนสนับสนุน” แทบจะทอดทิ้งหน้าที่ในการศึกษาความเป็นไปของประเทศ เพื่อออกแบบ สร้าง หรือชำระกฎหมายให้เหมาะสมกับหน้าที่ตาม “อำนาจนิติบัญญัติ”

ละทิ้งหน้าที่ในสภา ปล่อยให้การประชุมล่มซ้ำซาก จนชวนอิดหนาระอาใจ ซื้อขายการยกมือกันที่ครึกโครม สร้างความเสียหายต่อ “ผู้แทนอำนาจประชาชน” อย่างยับเยิน ทำให้ข้ออ้างที่ก่อความรังเกียจในกลไกของประชาธิปไตย

ขณะที่ “สมาชิกวุฒิสภา” แสดงบทบาทชัดเจนในการปกป้อง “อำนาจที่แต่งตั้งพวกตัว” เข้ามา การลงมติเกือบทั้งหมดเป็นเพียง “ฝักถั่ว” ที่ชูกันตาม “ใบสั่งของผู้มีอำนาจ” ทำหน้าที่เพียงเพื่อ “รักษาอำนาจ”

ทั้ง “รัฐสภา” ต่างพากันทอดทิ้งภารกิจในบทบาทที่แท้จริงของ “อำนาจนิติบัญญัติ” จนผู้คนหลงลืมว่ามี “รัฐสภา” ไว้ทำอะไร

ที่น่าเศร้ามากกว่านั้นคือ ที่ผ่านมาผู้ทำหน้าที่ “ประมุขอำนาจนิติบัญญัติ” ทั้งที่ชัดเจนว่าถูกกำหนดให้ควบคุม และบริหาร “รัฐสภา” ให้ทำหน้าที่ตามครรลองให้เกิดประสิทธิผล และทรงประสิทธิภาพ กลับมองไม่เห็น หรือทำตัวเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองมีภารกิจอะไร

เอาแต่บ้าอยู่ในการรักษาศักดิ์ศรี โดยคิดว่าการนั่งอยู่ในเก้าอี้ที่มี่ชื่อตำแหน่งคือการรักษาเกียรติยศแล้ว หาใช่การสร้างเกียรติศักดิ์ด้วยการทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพไม่

ด้วยเหตุนี้เองที่ การเลือก “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ที่จะทำหน้าที่ “ประธานรัฐสภา” ที่จะมีขึ้นหลังการเลือกตั้งที่ประชาชนแสดงเจตนารมณ์ในความตื่นตัวในอำนาจสูงยิ่งครั้งนี้

จะต้องเลือกให้ได้ “ประธานสภา” ที่เป็นมาตรฐานใหม่อย่างเหมาะสม มาทำหน้าที่ที่ควรจะเป็น ด้วยหวังได้ในประสิทธิภาพ

หมดยุคที่จะเพ้อเจ้อเรื่องศักดิ์ศรีในหัวโขน อย่างไม่เคยรู้ในหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองเสียที