หน้าแรก คอลัมนิสต์ ธรรมของนักปกค...

ธรรมของนักปกครองมาจากพระ

6.07.23 | 12:00 น.

ธรรมของนักปกครองมาจากพระ

ได้ฟังพระพยอมท่านพูดถึงการปกครองบ้านเมืองของนักการเมืองปัจจุบันจากมือถือในโลกโซเชียลแล้วปลื้มใจ เพราะท่านชี้ผิดชี้ถูกได้ แต่บางท่านกลับไปตำหนิท่านว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ นั่นว่าเข้านั่น! ใช้คำว่ากิจของสงฆ์มาเสริมวลีให้คำน่าเชื่อถือมากขึ้น ความจริงแล้วคนที่ไปตำหนิท่านนั่นแหละจะประสบบาปเพราะไปตำหนิพระที่ท่านทำถูกต้องแล้ว บางคนคงไม่เข้าใจ จึงขอตั้งเป็นคำถามเพื่อความกระจ่างว่า ทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นธรรมของผู้ปกครองบ้านเมืองนั้นมาจากไหน? ใครบัญญัติ? ตอบว่า มาจากพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระราชาผู้ปกครองบ้านเมืองใช้ปกครองบ้านเมือง เราจะเห็นว่าในเวลา
มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทย พระราชาจะทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดย
ธรรม ถามว่าธรรมข้อไหนล่ะที่จะใช้ปกครองน่ะ ตอบว่า ทศพิธราชธรรมนี่แหละที่พระราชาต้องนำไปปฏิบัติ ขอให้ดูคนที่ไม่ปฏิบัติในทศพิธราชธรรม จะเสียหายอย่างไร? ในทศพิธราชธรรมนั้นมีสิบข้อ เช่น ทาน ศีลห้า และความไม่โกรธ เป็นต้น ขณะนี้ทั่วโลกปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเลือกผู้ปกครองเอง พระราชาเป็นเพียงประมุขทำหน้าที่เพียงแต่งตั้งผู้ที่ประชาชนเลือกตั้งมาเท่านั้น ดังนั้น การปกครองทุกวันนี้จึงเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี พวกเราไม่เคยเห็นพระเจ้าแผ่นดินแสดงความโกรธต่อหน้าประชาชนเลย แต่คนไทยเราเคยเห็นนายกฯแสดงความโกรธต่อหน้าประชาชน เป็นไง! งามไหมล่ะ นี่คือตัวอย่างผู้ไม่ประพฤติในทศพิธราชธรรมข้อที่สาม ดังนั้น ที่บางคนพูดว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ จึงผิด เพราะในเมื่อพระพุทธเจ้าทรงสอนแล้วจะมีใครคนไหนที่จะเหมาะในการที่จะพูดเล่า

เพื่อให้เห็นความเป็นหน้าที่ของพระที่ต้องแสดงธรรมของนักปกครอง จึงขอยกพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์สอนให้พระราชาใช้ปกครองบ้านเมือง หลักการปกครองดังว่ามานั้นโดยสรุปมีอยู่ 5 ข้อ คือ หนึ่ง ถือธรรมเป็นอำนาจในการปกครอง สอง จัดการ รักษา ป้องกัน และคุ้มครองผู้ใต้ปกครองโดยธรรม สาม ไม่ให้อธรรมเกิดขึ้นในบ้านเมือง สี่ สงเคราะห์คนยากจนด้วยทรัพย์ ห้า เข้าไปหาสมณะเพื่อถามหลักธรรมของการปกครอง ในหลักการทั้ง 5 นี้ท่านเรียกว่า จักกวัตติวัตร แปลว่า ข้อปฏิบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ ในที่นี้จะอธิบายเฉพาะข้อที่หนึ่งกับข้อสองและข้อที่ห้า ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกชื่อ พระสูตรและอรรถกถาแปล เล่มที่ 15 หน้า 99 ดังต่อไปนี้

ในข้อที่หนึ่ง พระพุทธองค์ย้ำคำว่าธรรมเป็นอำนาจถึงเก้าครั้ง (พระราชฤาษีสอนพระโอรส ผู้เป็นพระราชา) ว่าพ่อจงอาศัยธรรมเท่านั้นในการปกครอง จงสักการธรรมในการปกครอง จงเคารพธรรมในการปกครอง จงนับถือธรรมในการปกครอง จงบูชาธรรมในการปกครอง จงยำเกรงธรรมในการปกครอง จงมีธรรมเป็นธงในการปกครอง จงมีธรรมเป็นยอดในการปกครอง จงมีธรรมเป็นใหญ่ในการปกครอง ข้อที่สอง พระองค์ย้ำในข้อนี้ว่า การปกครองคือการรักษาประชาชน การป้องกันประชาชน และการคุ้มครองประชาชน ทำอย่างไรเรียกว่ารักษาประชาชน การไม่เบียดเบียนการเก็บภาษีมากเกินไป เป็นต้น เรียกว่าการรักษาประชาชน การเก็บภาษีที่ดีพระองค์ให้เก็บเหมือนพระอาทิตย์เผาน้ำให้ระเหยเป็นไอน้ำขึ้นไปเป็นฝน เมื่อตกลงมาชุ่มฉ่ำชื่นใจ หรือท่านใช้ศัพท์ว่า เก็บภาษีชนิดที่ประชาชนไม่รู้ตัวว่าถูกเก็บภาษี ทำอย่างไรเรียกป้องกันประชาชน การป้องกันทรัพย์สมบัติของประชาชน เป็นต้น เรียกว่าป้องกันประชาชน ทำอย่างไรเรียกว่าคุ้มครองประชาชน การคุ้มครองประชาชนคือการระวังอุบัติภัยของประชาชน การรักษา การป้องกัน และการคุ้มครองพระพุทธองค์ให้ทำตั้งแต่พ่อแม่ของตน และครอบครัวของตน ตลอดไปถึงข้าราชการทหาร พลเรือน ประชาชน สมณะ และเนื้อและนกอาณาจักร นี่คือการปกครองบ้านเมือง

ส่วนในข้อที่ห้า พระพุทธองค์ตรัสสอนว่าผู้ปกครองบ้านเมืองควรเข้าไปหาพระสมณะ ผู้มีศีล เรียนถามท่านว่า ท่านขอรับ! กุศลกรรมคืออะไร อกุศลกรรมคืออะไร กรรมที่ไม่มีโทษคืออะไร กรรมที่มีโทษคืออะไร กรรมที่ควรเสพคืออะไรกรรมที่ไม่ควรเสพคืออะไร ขอแปลเป็นภาษาชัดๆ ว่า ท่านครับ! การซื้อเสียงควรทำไหม การซื้อ ส.ส.ให้มายกมือสนับสนุนตนควรทำไหม การตั้งงบประมาณทำโครงการหนึ่งแล้วเพิ่มงบประมาณเงินหลวงนั่นแหละเข้ากระเป๋าตัวเองควรทำไหม นี่คือคำสอนที่พระพุทธองค์สอนให้ผู้ปกครองงบบ้านเมืองเข้าไปหาพระในพระราชอาณาจักรแล้วเรียนถามท่าน ถามว่าทุกวันนี้มีผู้ปกครองคนใดไปหาพระเพื่อเรียนถามหลักการปกครองบ้าง ตอบว่าไม่มีข่าวมาเลย มีแต่ข่าวผู้มีศักดิ์เข้าไปหาพระ ให้ดูฤกษ์ทำการปฏิวัติซึ่งเป็นการหาฤกษ์เพื่อทำผิดกฎหมายเท่านั้น

Advertisement

นี่คือหลักฐานที่ยกมาอ้างว่า พระพยอมท่านทำถูกต้องแล้ว ถามว่าทำไมพระรูปอื่นท่าน
ไม่พูดการเมืองเลย ตอบว่า ที่พระเมืองไทยไม่พูดการเมืองเลยเพราะสาเหตุสองประการคือหนึ่ง ท่านไม่รู้เพราะไม่ได้อ่านพระไตรปิฎก สอง เพราะเกรงใจทางราชการ เนื่องจากพระไทยทุกวันนี้ที่มีตำแหน่งและมียศจะได้รับเงินเดือนประจำเรียกว่า นิตยภัต ทั้งที่ความจริงพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในพระวินัยว่า ห้ามพระรับใช้พระราชา ถ้าทำการรับใช้พระราชาปรับอาบัติทุกกฏ เป็นอาบัติอย่างเบา แต่พระประเทศพม่าท่านไม่ยอมรับเงินของรัฐบาลเพราะกลัวเป็นอาบัติ แต่น่าจะไม่ใช่กลัวอาบัติหรอก น่าจะกลัวเสียความเป็นอิสระมากกว่า หรือกลัวความเป็นเบี้ยล่างทางการมากกว่า ขอให้ดูง่ายๆ ว่าเวลาทางราชการมาทำพิธีในพระอุโบสถ เช่น มาทอดกฐิน เป็นต้น ข่าราชการจะสวมรองเท้าเข้าโบสถ์เลย พระเมืองไทยไม่กล้าบอกให้ถอดรองเท้า แต่พระพม่าไม่ยอมให้ชาวบ้านสวมรองเท้าเข้าในโบสถ์เด็ดขาด ไม่มีการเกรงใจกัน ไม่เฉพาะเข้าโบสถ์หรอก แม้ชาวบ้านจะเข้าเขตวัดก็ต้องถอดรองเท้าเลย

บทความเรื่อง ธรรมของนักปกครองมาจากพระ เกิดขึ้นเพราะในโลกโซเชียลมีการตำหนิพระพยอมที่ท่านพูดวิจารณ์การเมืองโดยหาว่าท่านไปทำเรื่องไม่ใช่กิจของสงฆ์ คือวิจารณ์การเมือง เพราะความจริงแล้วเป็นหน้าที่ของพระที่จะต้องเทศน์ให้ชาวพุทธรู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ผู้ปกครองบ้านเมืองปฏิบัติตัวอย่างไร และยิ่งไปกว่านั้นพระพุทธเจ้าสอนให้ผู้ปกครองบ้านเมืองต้องเข้าไปหาพระด้วยตัวเอง เพื่อถามหลักธรรมดังกล่าวซึ่งได้กล่าวมาแล้วข้างบน และจะดีที่สุดขอให้ชาวพุทธไปเปิดพระไตรปิฎกอ่านเองจะได้ความรู้มากมาย ขอแจ้งแหล่งที่มาอีกครั้ง คือพระไตรปิฎกแปลไทย เล่มที่ 15 หน้า 99-144 หรือถ้าลำบากเรื่องหาพระไตรปิฎก ขอให้ไปที่ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไปซื้อหนังสือตำรา ชื่อ ปัญหาปรัชญาการเมืองของโลกตะวันออก phi 4203 ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมหลักธรรมที่ พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกลงไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวหมดแล้ว และในหนังสือดังกล่าวอยู่ในหน้า 145 และหน้า 313

ขอสรุปพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนผู้ปกครองบ้านเมืองคือพระราชาในสมัยนั้นสองข้อสุดท้าย เพื่อให้เห็นความไพเราะของพระพุทธพจน์ดังต่อไปนี้ “ดูก่อน มหาราชะ! ขอพระองค์จงประพฤติธรรมในพระสมณพราหมณ์ (เพื่อถามปัญหา) เมื่อพระองค์ประพฤติธรรมในสมณพราหมณ์แล้ว เมื่อพระองค์สวรรคตแล้วพระองค์จะไปสู่สวรรค์ ดูก่อนมหาราชะ! ขอพระองค์จงประพฤติธรรมในเนื้อและนกในพระราชอาณาจักร (ให้อาหารและอภัยทาน)เ มื่อพระองค์ประพฤติธรรมในเนื้อและนกแล้ว เมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว จะไปสู่สวรรค์” เอวังขอยุติแต่เพียงนี้

ทวี ผลสมภพ