หมอลำ กำเนิดหลายพันปีแล้ว ไม่ต้าน ‘ป๊อป’ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

หมอลำมีต้นตอหรือรากเหง้าจากการละเล่นในพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว ปัจจุบันถูกทำให้เป็น “ป๊อป” ด้วยการจัดการคำร้องและทำนองกลมกลืนกับวัฒนธรรมเพลงลูกทุ่ง

จึงไม่เป็นอย่างคำอธิบายในโซเชียลว่า “หมอลำ” หมายถึงผู้มีความชำนาญในการบรรยายเรื่องราวต่างๆ ด้วยทำนองเพลง มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง”

ล่าสุดมีข่าวจาก จ.ร้อยเอ็ด ว่ามีการประชุมเชิงวิชาการผลักดันหมอลำให้ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก (ที่มา : https://www.khaosod.co.th/newspaper/newspaper-insidepages/news_7737334 28 มิถุนายน 2566) ซึ่งควรเปิดกว้างนิยามและคำอธิบายมิให้ใครฉวยใช้ข้อมูลเท็จเหมือนกรณี “เมืองสิบเอ็ดประตู”

หมอลำเป็นการแสดง “ไม่ไทย” ในอีสาน ที่ปรับตนกลมกลืนวัฒนธรรมป๊อป แล้วได้รับความนิยมกว้างขวางมากทั้งในไทยและในระดับสากล โดยมีพัฒนาการเก่าแก่จากการละเล่นในพิธีกรรมถึงการแสดงเป็นมหรสพ

Advertisement

ความเป็นมาของหมอลำมียาวนานจากการละเล่นขับลำทำขวัญของคนกลุ่มที่พูดภาษาไท-ไตหลายพันปีแล้ว ครั้นต่อมาได้ปรับเปลี่ยนดัดแปลงเป็นการแสดงมหรสพสืบเนื่องถึงปัจจุบัน

ต้นตอหมอลำมีรากเหง้าเก่าแก่ จึงมีลักษณะเสรี และมีความฉับไวต่อการปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อความทันสมัยและแข็งแรงอยู่รอดในโลกไม่เหมือนเดิม

ลักษณะเสรีของหมอลำมีเหตุจากปลอดการครอบงำของวัฒนธรรมความเป็นไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะดินแดนที่ราบสูงอีสานอยู่นอกอำนาจรัฐใหญ่ และถูกทอดทิ้งหลายร้อยปีจากศูนย์กลาง

ชาวอีสานประกอบด้วยคนหลายเผ่าพันธุ์และหลายวัฒนธรรม นับถือศาสนาอีสานซึ่งมีศาสนาผีเป็นแกนสำคัญแล้วผสมกับพุทธ, พราหมณ์แบบพื้นเมือง โดยตั้งหลักแหล่งกระจัดกระจายตามลุ่มน้ำและแหล่งน้ำ เช่น หนอง บึง บุ่ง ทาม ฯลฯ

ที่ราบสูงอีสานเป็นแอ่งอารยธรรมเก่าแก่ของอุษาคเนย์ ซึ่งมีผู้คนหนาแน่น และมีทรัพยากรมั่งคั่งด้วยเหล็กและเกลือสินเธาว์มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ทั้งเคยมีรัฐใหญ่หลายรัฐบริเวณลุ่มน้ำมูลและชี แต่ร่วงโรยแล้วลดความสำคัญลงเมื่อเศรษฐกิจ-การเมืองเปลี่ยนไปราว 700-800 ปีมาแล้ว ทำให้ผู้คนดั้งเดิมของรัฐเหล่านั้นโยกย้ายไปเป็นประชากรของรัฐใหญ่แถบที่ราบลุ่ม เช่น ภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา, โตนเลสาบของกัมพูชา

หลังจากนั้นมีคนจากสองฝั่งโขง ซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มคนในวัฒนธรรมลาวจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงโยกย้ายเข้ามาแทนที่ โดยเลือกทำเลตั้งหลักแหล่งแห่งหนใหม่เป็นบ้านเล็กเมืองน้อยกระจายตามแหล่งน้ำ แล้วขยายตัวเติบโตเป็นชาวอีสานสืบเนื่องหมอลำจนทุกวันนี้

[ยกเว้นเมืองนครราชสีมา บริเวณลุ่มน้ำมูลตอนต้นน้ำ เพราะไม่ลาว และไม่นิยมหมอลำ แต่อยู่ในวัฒนธรรมภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา นิยมเพลงโคราชในประเพณีเดียวกับเพลงฉ่อย, เพลงพาดควาย (ขอบเขตพื้นที่เมืองนครราชสีมาสมัยโบราณสิ้นสุดที่เมืองพิมาย พ้นจากนั้นออกไปเป็นพื้นที่ของลาว พบหลักฐานไม่น้อย เช่น นิราศหนองคาย ว่าพ้นเมืองพิมายมีลำน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน เมื่อข้ามไปก็เข้าเขตเมืองลาว มีกลอนนิราศกำกับว่า “สิ้นเขตแดนพิมายเมืองชำเลืองแล เข้าแขวงแควเมืองลาวชาวอารัญ”)]

1.การละเล่นในพิธีกรรม

หมอลำมีรากเหง้าจากการละเล่นขับลำทำขวัญในพิธีกรรมของชุมชนดั้งเดิมมากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว โดยขับลำคำคล้องจองเคล้าด้วยเสียงแคนเป่าคลอ ถูกจัดให้มีทุกครั้งเมื่อคนได้รับผลกระทบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างจากวิถีทั่วไปและจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ได้แก่ วิถีชีวิตทั่วไป (มีเด็กเกิดใหม่, แต่งงาน, ขึ้นเรือนใหม่, มีคนตาย ฯลฯ) และปรากฏการณ์ธรรมชาติ (ฝนแล้ง, น้ำท่วม, ลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิต ฯลฯ)

ขับลำทำขวัญด้วยคำคล้องจอง (ปัจจุบันเรียกร่ายโบราณ) และทำนองสั้นๆ ง่ายๆ เป็นการละเล่นไม่เคร่งครัดที่เคล้าด้วยเสียงแคนเป่าคลอ คนทำหน้าที่ขับลำและเป่าแคนในพิธีกรรมทำขวัญเป็นใคร? เรียกชื่ออะไร? ไม่พบหลักฐานตรงๆ แต่ปัจจุบันเรียกหมอขวัญและหมอแคน

[การละเล่น หมายถึง ทุกคนที่ร่วมพิธีมีส่วนร่วมในการละเล่น หรือเป็นส่วนหนึ่งของการละเล่น โดยไม่แยกส่วนออกเป็นคนเล่นและคนดู]

ผู้หญิงเป็นคนขับลำและคนเป่าแคน เพราะหญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรมและเป็นผู้ครอบครองเครื่องมือช่าง (ปัจจุบันเรียกศิลปะ) เช่น เครื่องดนตรี, เครื่องมือตีหม้อและทอผ้า เป็นต้น พบในพิธีกรรมเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าลงข่วงผีฟ้า และ งันเฮือนดี

ลงข่วงผีฟ้า หมายถึง พิธีวิงวอนร้องขอบริเวณลานกลางบ้านด้วยถ้อยคำทำนองพิเศษต่อผีฟ้า (เรียก “เลี้ยงข่วงผีฟ้า”) ให้คุ้มครองคนทั้งหลายบรรเทาหรือพ้นจากการเจ็บป่วย ซึ่งนับเป็นการละเล่นในพิธีกรรมขับลำทำขวัญด้วยคำคล้องจองอย่างหนึ่งที่มีต่อคนเจ็บท้องข้องใจ เจ็บไข้ได้ป่วย ให้มีพลังต้านทานความลำบากยากเข็ญเหล่านั้น

พิธีกรรมลำผีฟ้าทุกวันนี้มักเรียกหมอลำผีฟ้า (แต่คนเป่าแคนเป็นผู้ชาย เพราะหาผู้หญิงเป่าแคนไม่ได้แล้ว) แล้วเข้าใจทั่วกันว่ามีเพื่อรักษาคนเจ็บป่วย ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความหมายดั้งเดิมว่าเพียงบำบัดเท่านั้น

ผีฟ้า, ผีแถน หมายถึง บรรพชนตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์สืบเนื่องถึงล่าสุดที่ตายไปแล้วเป็นผีขวัญ ซึ่งถูกเชิญขึ้นไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับแถนบนฟ้า และมีอำนาจเหนือธรรมชาติเพื่อคอยปกป้องคุ้มครองคนที่ยังมีชีวิตในชุมชนและบ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัยให้ร่มเย็นเป็นสุข (แถน หมายถึง ฟ้า ตรงกับคำภาษาจีนว่าเทียน แปลว่าฟ้า)

งันเฮือนดี หมายถึงขับลำทำขวัญเมื่อมีคนตาย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพราะขวัญหาย บรรดาญาติพี่น้องเพื่อนบ้านในชุมชนต้องร่วมกันมีพิธีทำขวัญ โดยผู้หญิงเป็นหมอขวัญและหมอแคน แล้วเป็นแม่งานทั้งหมด 2 ตอน ดังนี้

ตอนแรก พิธีสู่ขวัญ เพื่อเรียกขวัญคืนร่างให้ฟื้นเป็นปกติ

ตอนหลัง พิธีส่งขวัญ เพื่อส่งขวัญของคนตายเป็นผีเรียกผีขวัญไปสิงสู่อยู่รวมกับผีบรรพชน ในโลกหลังความตายซึ่งเชื่อกันในคนหลายกลุ่มว่าอยู่บนฟ้า โดยดูจากภาพเขียนหลายพันปีมาแล้วบนเพิงผาเป็นรูปหมาส่งผีขวัญหลายแห่งเขียนไว้ในทิศทางขึ้นลงจากข้างบนซึ่งหมายถึงท้องฟ้า

พิธีส่งขวัญมีข้อความบอกทางผีขวัญว่าคนตายต้องล่องเรือแพทางน้ำไปเมืองฟ้า (มีร่องรอยเหลืออยู่ใน ไต-ไท บางกลุ่มของเวียดนามภาคเหนือ) เริ่มด้วยบอกเล่าประวัติคนตาย ตั้งแต่กำเนิดกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วแต่งงานมีลูกมีหลานจนแก่เฒ่าเจ็บไข้ล้มตาย จากนั้นเชิญผีขวัญกินข้าวปลาอาหาร เสร็จแล้วออกเดินทางไปเมืองฟ้า ผ่านหมู่บ้านต่างๆ หลายแห่ง แล้วล่องเรือหรือแพไปทางน้ำอันเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับเมืองฟ้า

คำขับลำเพื่อส่งผีขวัญมีเป็นร้อยแก้วสลับด้วยคำคล้องจองตามจังหวะที่ต้องการ ดังที่มีเอกสารเรื่องกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุงอยู่ในพงศาวดารล้านช้างในลาว กับเล่าความเมืองของไทดำในเวียดนาม คำส่งขวัญคนตายไปเมืองฟ้าเป็นคำคล้องจองที่หมอขวัญใช้ขับลำด้วยทำนองเสียงโหยหวน มีลูกคอกลั้วเป็นครั้งคราวตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ไม่พบตัวบทจริงๆ จึงคาดเดาว่าเนื้อความรำพึงรำพันสั่งเสียสั่งลาผู้คนเครือญาติ, สัตว์, สิ่งของ, ภูมิสถานบ้านเรือน, ป่าดงพงไพร ที่ขวัญเดินทางผ่านไป

[สรุปจากหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทดำ : รากเหง้าวัฒนธรรม-สังคมไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ ยุกติ มุกดาวิจิตร (สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก มกราคม 2557 หน้า 23-49)]

ทั้งตอนแรกและตอนหลังไม่กำหนดจำนวนวันมีพิธีกรรม จึงมักมีหลายวันหลายคืนต่อเนื่องกันตามตกลงในชุมชน มีการละเล่นสนุกสนานอย่างยิ่ง เช่น เล่านิทานโดยอ่านจากหนังสือผูกใบลานเป็นทำนอง (เรียกทำนองอ่านหนังสือ), เล่นดีดสีตีเป่าร้องรำทำเพลงขับลำคำกาพย์กลอน กับเล่นว่าเพลงโต้ตอบ ฯลฯ

ตามประเพณีลาวในอีสาน “งันเฮือนดี” หมายถึง งานฉลองมีสนุกสนานอย่างยิ่งด้วยการละเล่นเป็นมโหสพคบงันอึกทึกครึกโครม (มโหสพ กลายคำจาก มหรสพ หมายถึง การละเล่นหลายอย่างในงานฉลอง)

งัน หมายถึง งานฉลองสนุกสนานอย่างยิ่ง ไม่ใช่งานอาชีพในชีวิตประจำวัน เช่น หุงข้าว, ทำนาทำไร่ ฯลฯ เฮือนดี น่าจะกลายจาก เรือนผี หมายถึงเรือนที่มีคนตายเพราะขวัญหาย

[มีรายละเอียดอีกมากอยู่ในหนังสือ ขวัญเอ๋ย ขวัญมาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2562]

ทำขวัญ, ลงข่วงผีฟ้า, งันเฮือนดี การละเล่นซึ่งมีต้นตอหลายพันปีมาแล้ว บางชุมชนยังทำสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็มีพัฒนาการสร้างสรรค์อย่างเสรีไม่มีขาดสายกลายเป็นการแสดงเรียกหมอลำ

2.การแสดงเป็นมหรสพ

หมอลำ คือ การแสดงเป็นมหรสพ ที่สืบเนื่องการละเล่นขับลำในพิธีกรรมทำขวัญเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ซึ่งผู้แสดงแต่งตัวปกติเหมือนที่แต่งกายในชีวิตประจำวัน ส่วนจะแต่งแต้มสีสันเพิ่มบ้างด้วยผ้าทอพิเศษย่อมเป็นไปตามถนัดของแต่ละบุคคล

[การแสดง หมายถึง กิจกรรมเกี่ยวข้องมหรสพ ที่แยกกันระหว่างคนแสดงกับคนดูการแสดง (ซึ่งต่างกันอย่างตรงข้ามกับการละเล่น)]

ทั้งนี้โดยมีพัฒนาการอย่างช้าๆ ทยอยปรับเปลี่ยนในคราวเดียวกันหรือสอดคล้องกันกับการขยายตัวของชุมชนระดับหมู่บ้านเติบโตเป็นชุมชนเมือง เนื่องเพราะมีการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชุมชนอื่นทั้งที่อยู่ห่างไกลและใกล้เคียง

พบร่องรอยเป็นหลักฐานอยู่ในคำบอกเล่าเรื่องกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุง (อยู่ในพงศาวดารล้านช้างและตำนานขุนบรม) มีความโดยสรุปว่าแถนหลวงส่งขุนบูลม (ขุนบรม) ขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มคนที่อยู่รวมเป็นบ้านเมืองสำเร็จแล้ว ต่อจากนั้นแถนหลวงมีบัญชาให้ถ่ายทอดการละเล่นเป็นการแสดงแก่คนทั้งหลายในบ้านเมือง ได้แก่ “เครื่องอันจักเล่นจักหัว และเสบลำคำขับทั้งมวล” แล้วบอกแนวทำเครื่องประโคม “ฆ้องกลองกรับเจแวงปี่พาทย์พิณเพียะเพลงกลอน-ขับพิณ”

เล่าเรื่อง น่าจะเป็นการแสดงหมอลำสมัยแรกสืบเนื่องจากการละเล่นขับลำในพิธีทำขวัญ โดยเป็นหญิงลำคนเดียวเล่าเรื่องต่างๆ คลุกเคล้าด้วยเสียงแคนคลอ

สมัยแรกของหมอลำเป็นแบบไหน? ยังไม่เคยพบหลักฐานบอกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นจะสรุปอย่างหนึ่งอย่างใดตายตัวมิได้ แต่ตั้งข้อสังเกตได้ว่าทุกวันนี้มีหมอลำพื้น หมายถึง เล่าเรื่องด้วยคำขับลำเป็นทำนองเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาต่างๆ รวมทั้งเรื่องราวในตำนานนิทาน ซึ่งบางทีเรียกหมอลำพื้นว่าหมอลำเรื่อง (พื้น เป็นคำลาว แปลว่าเรื่องราว, ตำนาน, นิทาน, ประวัติความเป็นมาต่างๆ)

น่าเชื่อว่าเป็นประเพณีสืบเนื่องจากขับลำส่งขวัญขึ้นฟ้าสู่โลกหลังความตายของคนชั้นนำในงันเฮือนดี ซึ่งมีเล่าเรื่องความเป็นมาของเผ่าพันธุ์และของคนตายซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของเผ่าพันธุ์นั้น

นอกจากนั้นยังมีเล่านิทานเรื่องต่างๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น (หลังรับศาสนาจากอินเดีย หานิทานได้จากชาดกและอื่นๆ) ได้แก่ กาละเกด (การะเกด), สินไซ (ศิลป์ชัย), นางแตงอ่อน, ท้าวหน้าผากไกลกระโด้น ฯลฯ

โต้ตอบแก้กันเชิงสังวาส น่าจะเป็นหมอลำสมัยหลังสืบเนื่องขยายตัวจากหมอลำเล่าเรื่อง โดยหญิง-ชายลำโต้ตอบแก้กันเชิงสังวาส (สืบเนื่องพิธีกรรมขอฝน) บางทีเรียกหมอลำกลอน, หมอลำโจทย์-แก้ ซึ่งมีลำชิงนางหรือลำชิงชู้ เป็นต้น

นับแต่นี้ไปหมอลำมหรสพมีการปรับเปลี่ยนตนเองเป็นระยะๆ เพื่อความอยู่รอดตามสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจ-การเมือง ซึ่งไม่คงที่ หมอลำแบบต่างๆ เหล่านี้มีกลุ่มคนดูของตนมากบ้างน้อยบ้างตามความนิยมคลุกเคล้าไป หมอลำแบบใหม่มีขึ้นไม่ได้ทำให้หมอลำแบบเก่าสูญหายในพริบตา แต่ยังดำรงอยู่ทุกแบบเท่าที่ความนิยมยังมีบ้าง ครั้นภายหลังบางแบบค่อยๆ จางไปเมื่อไม่ยอมปรับตัวเอง ดังนี้

หมอลำประเพณี มีเล่น 3 คน ได้แก่ หมอลำหญิง, หมอลำชาย, หมอแคน

ทำนองลำมีหลากหลาย ได้แก่ ลำพื้น, ลำเรื่อง, ลำชิงชู้, ลำโจทย์แก้, ลำต่อกลอน, ลำเกี้ยว, ลำเต้ย ฯลฯ

ครั้นนานไปมีรวมเป็นกลุ่มเรียกวง, คณะ เพื่อรับจ้างเล่นตามที่มีผู้หาหรือว่าจ้างไปเล่น โดยบางวงบางคณะมีความชำนาญลำบางทำนองเป็นที่รู้กัน แล้วเรียกตามความชำนาญนั้น เช่น หมอลำพื้น ชำนาญลำพื้น, หมอลำเรื่อง ชำนาญลำเรื่อง เป็นต้น

หมอลำเพลิน เล่นรวมกันเป็นหมู่แต่งตัวเลียนแบบลิเก (ซึ่งมีกำเนิดในกรุงเทพฯ สมัย ร.5) เล่นเป็นเรื่อง “นิยาย” มีพระเอกนางเอกอย่างลิเก บางทีเรียกลิเกลาว เพราะแต่งตัวลิเกร้องอย่างลำลาว

ผู้รู้ประเพณีอีสานบอกว่าหมอลำเพลินเป็นต้นเค้าหมอลำในวัฒนธรรมป๊อป (หรือหมอลำป๊อป) ที่จะแตกแขนงกิ่งก้านสาขาเป็นหมอลำชื่อต่างๆ ได้แก่ หมอลำซิ่ง, หมอลำลูกทุ่ง ฯลฯ รวมถึงหมอลำอินเตอร์ก็ได้

หมอลำตามประเพณีกับหมอลำเพลินต้องปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอดให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อปจากโลกตะวันตกที่ทรงพลังมหาศาล หลังรัฐบาลประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก พ.ศ. 2504 (มีขึ้นจากการปฏิวัติของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์) นับแต่นี้ไปมีชื่อเรียกต่างๆ ได้แก่ หมอลำลูกทุ่ง ทับซ้อนอย่างแยกไม่ได้กับหมอลำซิ่ง, หมอลำอินเตอร์ หมายถึงการแสดงทลายกรอบหมอลำเก่าอย่างสิ้นเชิง แล้วมุ่งเข้าสู่สากลอย่างมั่นใจไม่กลัวฝรั่ง (อย่างที่ความเป็นไทยกลัวมาก) ทำให้คนเกือบทั่วโลกรู้จักแล้วร่วมสนุกอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูกับหมอลำ

[หมอลำเป็นการแสดงมหรสพ มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากอยู่ในงานวิจัยเรื่อง หมอลำซิ่ง : กระบวนการปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมดนตรีของหมอลำในภาคอีสาน โดย สนอง คลังพระศรี วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2541]

  • มือป้องหู

หมอลำเมื่อเริ่มเล่นหรือแสดงมักใช้มือป้องหู เป็นกิริยาแสดงความนอบน้อมทักทายตามประเพณีดั้งเดิมของคนอุษาคเนย์

ส่วนไหว้และกราบเป็นวัฒนธรรมพราหมณ์-พุทธจากอินเดีย ซึ่งรับเข้ามาภายหลัง

มือป้องหูของหมอลำไม่เกี่ยวกับการฟังเสียงตัวเอง เพราะไม่มีผลและเป็นลักษณะสมัยใหม่ที่ไม่จำเป็นในสมัยดั้งเดิม

  • ทำนองลำ ลูกคอ และเอื้อนโหยหวน

หมอลำมีทำนองลำเป็นลักษณะพิเศษ ที่สืบเนื่องจากประเพณีขับลำในวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วยลูกคอและเสียงโหยหวนสูงต่ำสั้นยาวอย่างเสรี ไม่มีกำหนดตายตัว

ลูกคอ หมายถึง เอื้อนเสียงสั้นยาวเป็นลูกคลื่นในลำคออย่างคะนองคล่องแคล่วครื้นเครง คล้ายอึกอักตะกุกตะกักอย่างคนติดอ่าง (แต่ไม่ติดอ่าง) เพราะทำต่อเนื่องเป็นทำนองยืดยาวก็ได้

เอื้อนโหยหวน หมายถึง เอื้อนเสียงโหยหวนโอดพันสูงต่ำ เหมือนคร่ำครวญยืดยาวอย่างไพเราะและเสรีไม่มีกำหนดสั้นยาวตายตัว

ลูกคอและเอื้อนโหยหวน เป็นทำนองของหมอลำได้จากประเพณีขับลำในวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงซึ่งเป็นต้นตอเดียวกันกับแบบแผนอื่นๆ หรือเป็นต้นแบบให้ประเพณีต่างๆ ที่แพร่กระจายสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เทศน์มหาชาติ, ลำสวดต่างๆ เช่น สวดคฤหัสถ์, ขับเสภา รวมทั้งกระบวน “เอื้อน” ในร้องเถาของเพลงไทยเดิมที่มีสามชั้น, สองชั้น, ชั้นเดียว

  • คำขับลำ “ท่องจำ” ไปเล่น

หมอลำมาจากประเพณีขับลำทำขวัญหลายพันปีมาแล้ว คำขับลำมีรากเหง้าจากคำคล้องจองในตระกูลไท-ไต

คำขับลำของหมอลำเรียกกลอนลำ แต่งโดยผู้มีภูมิรู้ (ที่เรียกต่อมาว่า ครู) มอบหมอลำไปท่องจำเพื่อแสดง เพราะหมอลำส่วนมากหรือเกือบหมดล้วนแต่งไม่ได้ในบทลำหรือกลอนลำ สืบเนื่องจากชาวบ้านทั่วไปเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก

ดังนั้นหมอลำต้องท่องจำตามครูบอกหรือแต่งเท่านั้น เมื่อนานไปอาจมีบางคนเลียนแบบแต่งเองได้

คำคล้องจองดั้งเดิมมีลักษณะเสรีเต็มที่ และมีขนาดสั้นๆ แล้วค่อยๆ ยืดยาวขึ้นเรื่อยๆ ตามต้องการใช้บอกเล่าเป็นเรื่องราวที่มียาวขึ้น จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคำพูดในชีวิตประจำวัน โดยไม่กำหนดแบบแผน ไม่กำหนดจำนวนคำและสัมผัสว่าต้องอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น

[ตรงข้ามกับร้อยกรองที่คุ้นเคยทุกวันนี้ ล้วนให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เรียกสมัยหลังจนปัจจุบันว่าฉันทลักษณ์ หมายถึงกำหนดจำนวนคำแต่ละวรรค และกำหนดสัมผัสเสียงระหว่างวรรค]

ครั้นหลังรับศาสนาจากอินเดีย แบบแผนคำคล้องจองได้รับยกย่องเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมทางศาสนา เช่น บทสวด, บทเทศน์มหาชาติ, บทสรรเสริญ หรือประณามพจน์ ฯลฯ แล้วถูกเรียกว่า ร่าย มีทั้งร่าย (ปกติ) และร่ายยาว

  • กลอนร่าย, กลอนลำ, กลอนร้อง

คำคล้องจองเป็นต้นทางของคำประพันธ์ประเภทร้อยกรองที่รู้จักทั่วไปในทุกวันนี้ว่ากลอน มี 3 พวก คือ กลอนร่าย, กลอนลำ, กลอนร้อง

  1. กลอนร่าย ใช้ในการละเล่นในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ใช้เซิ้ง เรียก กลอนเซิ้ง, ใช้สวด เรียก กลอนสวด, ใช้เทศน์ เรียก กลอนเทศน์
  2. กลอนลำ ใช้ทั่วไปในงานมหรสพ เช่น หมอลำต่างๆ นับเป็นต้นทางของโคลง (หนังสือจินดามณีเรียกโคลงลาว) เช่น โคลงสอง, โคลงสาม, โคลงสี่, โคลงห้า (ใช้แต่งโองการแช่งน้ำ), โคลงดั้น เป็นต้น
  3. กลอนร้อง หรือรู้กันทั่วไปอีกว่ากลอนเพลง ใช้เล่นเพลงโต้ตอบ เรียก กลอนหัวเดียว แล้วพัฒนาเป็นกลอนหก, กลอนแปด ต่อมาเรียกตามลักษณะงานว่า กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนเพลงยาวนิราศ ฯลฯ

[มีอธิบายอย่างละเอียดใน โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524]

ในคำบอกเล่ามีคำคล้องจอง คำบอกเล่าเป็นวรรณกรรมเก่าสุดของกลุ่มชนพูดตระกูลภาษาไต-ไท ซึ่งนอกจากใช้พูดในชีวิตประจำวันแล้วคนกลุ่มนี้ยังใช้บอกเล่าปากต่อปาก เป็นเรื่องราวความเป็นมาต่างๆ เรียกในภายหลังต่อมาว่า คำบอกเล่า (ปัจจุบันตรงกับ นิทาน)

คำบอกเล่ายุคแรกๆ ไม่ยืดยาว มักเป็นเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับกำเนิดคนและความเป็นมาของเผ่าพันธุ์กับโคตรตระกูลหมอผีผู้นำ ซึ่งคนทั้งชุมชนเชื่อร่วมกันว่าล้วนเป็นเรื่องจริง และเฮี้ยนหรือศักดิ์สิทธิ์ที่ใครจะละเมิดมิได้ จึงแสดงออกร่วมกันด้วยพิธีกรรม เช่น ทำขวัญ, ขอฝน ฯลฯ

คำบอกเล่ายุคแรกๆ เป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยคำคล้องจองกับไม่คล้องจองปนอยู่ด้วยกัน โดยไม่จำแนกหรือไม่แยกออกจากกัน

ผู้หญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรม ทำหน้าที่จดจำความเป็นมา แล้วบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นทำนองง่ายๆ มีคนเป่าปี่หรือเป่าแคนคลอเมื่อมีพิธีเลี้ยงผี, ทำขวัญ ฯลฯ

ครั้นนานไปให้ความสำคัญคำคล้องจองมากขึ้น ข้อความใดต้องการเน้นเป็นพิเศษให้ขลังและเฮี้ยนน่าเลื่อมใส จะขับลำเป็นคำคล้องจองด้วยเสียงโหยหวนและลูกคอสั่นสะเทือน

ในที่สุดคำคล้องจองมีความสำคัญเหนือภาษาพูดปกติ เมื่อมีพิธีกรรมต้องขับลำเป็นทำนองเคล้าคลอปี่กับแคน ต้นตอหมอลำ, ช่างขับ

  • สอย

สอย คือ สำนวนที่นิยมพูดเสริมหรือสอดแทรกเมื่อหมอลำได้ลำตกบท เป็นคำคล้องจองปากเปล่าสั้นๆ ที่ร้องสอดแทรกขัดจังหวะหมอลำอย่างหยอกล้อเพื่อความสนุกสนานทั้งหมอลำและผู้ฟัง

เล่นสอย ผู้ฟังหมอลำจะเป็นใครก็ได้ ร้องกลอนสอดแทรกขึ้นมา ถ้าผู้สอยเก่งๆ ถูกเรียกว่า หมอสอย (ปัจจุบันผู้สอยหรือหมอสอยมีน้อย บางงานจะจ้างหมอสอยไปทำหน้าที่สอยโดยเฉพาะก็มี บางงานก็จ้างหมอสอยเป็นคู่สอยโต้ตอบกัน)

เนื้อหา กลอนสอยส่วนมากถ้อยคำออกไปในทางหยาบโลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศทั้งของคนและสัตว์เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน บางครั้งก็เป็นเรื่องความแปรเปลี่ยนสังคมและคติเตือนใจ ผู้สอยและผู้ฟังก็ไม่ถือโทษโกรธกัน

คำสอย คำสอยส่วนมากเป็นคำคล้องจองที่เรียกต่อมาว่าโคลงสาร ซึ่งคิดคำเตรียมไว้ก่อนแล้ว (มักใช้ไม่เต็มบท) เริ่มด้วย “สอย สอย” แล้วว่าเนื้อหา เมื่อจบเนื้อหาก็ปิดท้ายด้วยสร้อย 3 คำว่า “นี่กะสอย” บางครั้งก็ร้องตวัดลิ้นเสียง กรูๆ ๆ ๆ แล้วจึงเอ่ยคำว่า “สอย สอย” ก็มี

[ปรับปรุงจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 13 (สุภณ สมจิตศรีปัญญา) เรียบเรียง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2542 หน้า 4482-4483]

ตัวอย่างสอยพบในสารานุกรมฯ จะยกมาดังนี้

สอยสอย          นกแตดแต้              บินข้วมปลายตาล
เอาแม่มาน              ปานอุ้มไหเหล้า นี่กะสอย
[ข้วม-ข้าม, แม่มาน-คนท้อง]

สอยสอย        สาวส่ำน้อย              งอยขี้ขอนจิก
ขอนพาพลิก            ขี้ติดตะโพก นี่กะสอย
[สาวส่ำน้อย-สาวรุ่น, งอย-เกาะ]

สอยสอย        นกแตดแต้              บินข้วมทางเกวียน
สาวนักเรียน           ลาครูเล่นบ่าว นี่กะสอย
[ข้วม-ข้าม, บ่าว-หนุ่ม]

สอยสอย        แม่บอกเอาน้อง        ทำท่าปวดหัว
แม่บอกเอาผัว         มื้อใด๋ละแม่ นี่กะสอย
[เอาน้อง-เลี้ยงน้อง, เอาผัว-มีผัว]

สอยสอย        หัวสิงไค้                 เป็นกอพะยะ
สาวมักพระ             เพลแล้วบ่เมือ นี่กะสอย
[หัวสิงไค้-ตะไคร้, พะยะ-อาการรุงรัง]

สอยสอย        นกจิบเฟียง             ปี้นกจิบเฟียง
สาวหน้าเหลียง        เอาผัวแต่น้อย นี่กะสอย
[เหลียง-เหลือง, แต่น้อย-ตั้งแต่ยังเด็ก]

สอยสอย        นกแตดแต้              บินข้วมปลายตาล
เอาผัวทหาร            ปานขี่จักรยานลงค้อย นี่กะสอย

สอยสอย        ผักกระเดากินกับ     ลาบกระท้าง
เอาเมียแม่ฮ้าง         ปานส้างแซ่งหัก นี่กะสอย
[ความหมาย ผักสะเดากินกับลาบกิ้งก่า ยักษ์ไม่ค่อยอร่อย แต่งงานกับแม่หม้ายผัวทิ้ง คล้ายบ่อน้ำพังทลาย]
[กระท้าง-กิ้งก่าตัวใหญ่, แม่ฮ้าง-แม่หม้ายผัวทิ้ง, ส้างแซ่ง-บ่อน้ำที่กรุด้วยอิฐ]

สอยสอย        เตะฟ้า                    แม่เฒ่าเตะฟ้า
เตะบาดใด๋              แตกกลางพ้าย้า นี่กะสอย
[บาดใด๋-ที่ใด, พ้าย้า-อาการแตกกว้า พ้าว้าเพ่อเว่อ ก็ว่า]

สอยสอย        เฒ่าบ้านเพิ่น           ธรรมะธัมโม
เฒ่าบ้านโต             แฮ่งเฒ่าแฮ่งห้าว นี่กะสอย
[เพิ่น-เขา คนอื่น, โต-ตัว ตัวเรา, แฮ่ง-ยิ่ง, ห้าว-กล้า บ้าบิ่น]

สอยสอย        ผักอี่ตู่                    ใบหู่ใบหด
ผู้เฒ่าเหม็นตด         งวกพู้นงวกพี้ นี่กะสอย
[งวก-เหลียวหน้า, พู้นพี้-นู้นนี้]

สอยสอย        เฒ่าสิตาย               บ่ฮู้จักความ
ห่มผ้านวม              เฮ็ดกันอยู่ญะญะ นี่กะสอย
[เฮ็ด-ทำ, ญะญะ-อาการ เสียงดัง]

สอยสอย        เฒ่าสิตาย               บายของผัว ว่าแม่นโบกหมาก
ตั้งที่แท้                  แม่นสากตำของ นี่กะสอย
[บาย-จับ ลูบคลำ, โบก-กระบอก]

สอยสอย        น้ำท่วมข้าว             เห็นแต่ใบวีๆ
น้ำท่วมหี                หมอยลอยอ่องล่อง

สอยสอย        สมัยนี้สมัยพัฒนาดี กินข้าวกะกินข้าวโรงสี
หีกะหีใส่ห่วง…นี่กะสอย

  • หมอลำ มีกำเนิดจากพิธีกรรมหลายพันปีแล้ว

หมอลำ มีกำเนิดหรือประวัติความเป็นมาจากหมอขวัญกับหมอแคนในศาสนาผี (ก่อนรู้จักศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดีย) มากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว หรือราว พ.ศ. 1

ความหมายของหมอลำ คือคนผู้ได้รับยกย่อง ว่ามีความรู้และความชำนาญการร้องรำทำเพลง ด้วยสำเนียงโหยหวนและลูกคอเป็นทำนองของกลุ่มชนลุ่มน้ำโขง ซึ่งคลุกเคล้าด้วยเสียงแคนของหมอแคนตั้งแต่ต้นจนปลาย

หมอ หมายถึง คนผู้มีความรู้และความชำนาญเป็นพิเศษในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง, ลำ หมายถึง ทำนองหรือลีลาต่อเนื่องยืดยาวไม่มีตอนจบกำหนดตายตัว

หมอลำเป็นชื่อเรียกแพร่หลายบริเวณลุ่มน้ำโขงตั้งแต่เวียงจันลงไปถึงจำปาสัก ส่วนทางลาวเหนือตั้งแต่หลวงพระบางขึ้นไปเรียกช่างขับด้วยความหมายเดียวกัน (กับหมอลำ) ต่อมาช่างขับมาจากลาวเหนือส่งแบบแผนประเพณีลงภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นถูกพัฒนาเป็นขับเสภา

หมอลำมีความเป็นมาจากหมอขวัญหมอแคนล้วนเป็นผู้หญิง นุ่งยาว ปล่อยชายผ้าสองข้าง มีเครื่องประดับเป็นขนนกและใบไม้สวมหัว ร่วมกันขับลำคำคล้องจองทำนองง่ายๆ แล้วเป่าแคนคลอ พร้อมฟ้อนประกอบพิธีทำขวัญสู่โลกหลังความตาย กิริยาฟ้อนของทุกคนมีระเบียบเป็นระบบไม่ตัวใครตัวมัน เท่ากับมีแบบแผนยืด-ยุบ สืบเนื่องจากก่อนหน้านั้นนานมากแล้ว (ลายเส้นจำลองจากลายสลักบนขวานสำริด 2,500 ปีมาแล้ว ขุดพบในหลุมศพเมืองดงเซิน ริมแม่น้ำซองมา จ. ถั่นหัว ประเทศเวียดนาม)
  • หมอขวัญ หมอแคน

ต้นตอหมอลำความเป็นมาจากประเพณีขับลำทำขวัญในพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว หลักฐานเก่าสุดที่พบขณะนี้ในพิธีกรรมหลังความตายที่เวียดนาม เป็นลายสลักรูปกลุ่มคนทำกิริยาอาการต่างๆ บนเครื่องมือสำริด ราว 2,500 ปีมาแล้ว (ร่วมสมัยวัฒนธรรมบ้านเชียง)

ลายสลักรูปคนหมู่หนึ่งแต่งกายคล้ายหญิงทำท่าฟ้อนกับทำท่าเป่าแคน น่าจะหมายถึงบุคคลพิเศษกำลังประกอบพิธีกรรมทำขวัญในศาสนาผี บุคคลอย่างนี้ปัจจุบันเรียกหมอขวัญกับหมอแคน ซึ่งจะมีพัฒนาการต่อไปเป็นหมอลำหมอแคน

หมอขวัญ สร้างสรรค์คำขับลำจากคำคล้องจองด้วยเสียงโหยหวนและลูกคอ ร้องขวัญ เรียกขวัญ ส่งขวัญ และวิงวอนร้องขอต่อผีฟ้าเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร โดยหมอขวัญเป็นผู้ทำหน้าที่แทนคนทั้งหมดในชุมชน

[กลอนลำทำขวัญสมัยแรกเป็นคำคล้องจองง่ายๆ สั้นๆ ไม่ยืดยาวอย่างปัจจุบัน]

หมอแคน สร้างสรรค์ภาษาพิเศษและศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสื่อสารกับผีฟ้าด้วยการเป่าแคนแสนเสนาะเคล้าคลอคำขับลำของหมอขวัญ ทำโดยผู้แปลงภาษามนุษย์ (ของหมอขวัญ) เป็นภาษาผีฟ้าด้วยแคน (คือดนตรี) สื่อสารกับผีฟ้าผีแถนหมายถึงผีบรรพชน

[ลิ้นแคนทำด้วยแผ่นสำริดบางเฉียบ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีก้าวหน้ามากเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว ร่วมสมัยวัฒนธรรมบ้านเชียง]

  • ขับลำทำขวัญ 

ทำขวัญเป็นพิธีกรรมเมื่อมีสิ่งเกิดขึ้นทั้งจากเหตุดีและเหตุไม่ดี เกี่ยวกับขวัญของคนซึ่งเป็นส่วนไม่มีตัวตนของร่างกาย เช่น มีเด็กเกิดใหม่, แต่งงาน, ขึ้นเรือนใหม่, เจ็บไข้ได้ป่วย, ตาย

พิธีทำขวัญมีขึ้นโดยหมอขวัญหมอแคนร่วมกับเครือญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านทั้งชุมชน โดยเฉพาะพิธีกรรมหลังความตายในวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงเรียก “งันเฮือนดี” มีขับลำทำขวัญครึกครื้นและครึกโครม ซึ่งน่าจะเป็นต้นตอหมอลำ

พิธีกรรมขับลำทำขวัญหลังความตาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมสู่เสพสังวาส เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ และเจริญพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารสำหรับชุมชน (ไม่เป็นเรื่องความกำหนัดอย่างหฤหรรษ์เป็นส่วนตัว) พบหลักฐานโบราณคดีหลายอย่างทั้งภาพเขียนบนเพิงผาและบนผนังถ้ำ แล้วยังพบประติมากรรมสำริดขนาดเล็กประดับฝาภาชนะบรรจุกระดูกคนตายหลายพันปีมาแล้ว เป็นรูปหญิงชายนอนประกบกันทำท่าสมสู่ ซึ่งข้อมูลทางวิชาการเหล่านี้มีมากโดยรวบรวมไว้ในหนังสือ 2 เล่ม ได้แก่ ขวัญเอ๋ย ขวัญมาจากไหน? (สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2562) และ เซ็กซ์ดึกดำบรรพ์ของบรรพชนไทย (สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2560)

ร้องรำทำเพลงเป็นพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว หลังจากนั้นมีพัฒนาการเป็นลำเล่านิทานและการละเล่นเพลงโต้ตอบแก้กันด้วยถ้อยคำเชิงสังวาสสองง่ามสองแง่ของหญิงชายในชุมชนทางลุ่มน้ำโขงเรียกหมอลำ ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยาเรียกสืบมาว่าเพลงฉ่อย เป็นต้น

หมอแคน พบหลักฐานเก่าสุด 2,500 ปีมาแล้ว (ลายเส้นจำลองจากลายสลักบนขวานสำริด พบที่เวียดนาม)
  • หมอแคนยุคแรกเป็นหญิง

หมอแคนยุคแรกเป็นหญิง เพราะผู้หญิงเป็นเจ้าของงานศิลปะและวัฒนธรรมทั้งมวล รวมถึงหมอลำกับหมอฟ้อนก็เป็นผู้หญิง

แคนเก่าสุดอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว เป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ มีหลักฐานจากลายเส้นบนเครื่องมือสำริด พบฝังรวมกับศพที่เวียดนามและที่อื่น เช่น มณฑลยูนนานทางภาคใต้ของจีน

กว่าจะพบลายเส้นบนเครื่องมือสำริด แคนมีพัฒนาการก่อนหน้านั้นนับพันปีมาจากปี่ (ไม้กู่แคน) หลายเลารวมกันเสียบในลูกน้ำเต้าแห้ง ใช้เป่าได้หลายเสียงจากขั้วน้ำเต้า

เริ่มจากปี่เลาเดียวเสียบลูกน้ำเต้า เป่าได้เสียงเดียว เรียกปี่น้ำเต้า (ต่อมาไทยเคยเรียก เรไร) อีกนานมากจึงใช้หลายเลาเสียบเพิ่ม โดยลองผิดลองถูกยาวนานมาก ไม่มีใครประดิษฐ์คิดค้นด้วยตัวคนเดียว

แคนมีกำเนิดและพัฒนาการเกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรมในศาสนาผี เพื่อสร้างเสียงศักดิ์สิทธิ์สื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ (คือ ผี) ใช้วิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์ และเจริญในพืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงชุมชน

น้ำเต้าที่ใช้ทำแคน เป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อในศาสนาผีของคนทั้งโลกหลายพันปีมาแล้ว

ตระกูลไท-ไต ลุ่มน้ำโขงและพื้นที่ต่อเนื่อง เชื่อว่าน้ำเต้าเหมือนมดลูกของแม่ ดังนั้นคนมีกำเนิดออกมาจากน้ำเต้า ครั้นตายไปผีขวัญก็คืนสู่ครรภ์มารดาผ่านมดลูกของแม่ คือน้ำเต้าด้วยวิธี 2 อย่าง ได้แก่

(1.) เป่าแคนผ่านน้ำเต้า ส่งผีขวัญคืนสู่ครรภ์มารดา และ (2.) เก็บกระดูกคนตายไว้ในภาชนะดินเผารูปน้ำเต้า

หมอแคน, หมอลำ, หมอฟ้อน เป็นผู้หญิง แคนเก่าสุดอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว มีหลักฐานจากเครื่องมือสำริดหลายชิ้น บางชิ้นสลักลายเส้นรูปคนคล้ายผู้หญิงนุ่งผ้ายาวปล่อยชายสองข้าง มีเครื่องประดับสวมหัว แล้วทำอาการต่างกันดังนี้

  1. บางคนสองมือถือแคน ทำท่าเป่าพร้อมย่อเข่าเต้นฟ้อน (สมัยหลังเรียก หมอ แคน, ช่างแคน)
  2. บางคนยืนฟ้อนนำหน้า ทำท่าเหมือนขับลำคำคล้องจองเพื่อเรียกขวัญส่งขวัญ (สมัยหลังเรียก หมอลำ, ช่างขับ)
  3. บางคนยืนฟ้อนตามหลังเป็นกลุ่มมีหลายคนก็ได้ (สมัยต่อมาเรียก หมอฟ้อน, ช่างฟ้อน)

ที่ว่าคล้ายผู้หญิงเป็นหมอแคน, หมอลำ, หมอฟ้อน เพราะงานศิลปะและวัฒนธรรมยุคดั้งเดิมเป็นสมบัติของผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายไม่มีสิทธิ์

นอกจากนั้น ผู้หญิงเป็นเจ้าพิธีกรรมในศาสนาผี เป็นหมอขวัญ, หัวหน้าเผ่าพันธุ์ ส่วนผู้ชายเป็นบริวารของผู้หญิง

ด้วยเหตุดังนี้ แคนซึ่งมีลิ้นทำจากโลหะเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงในยุคนั้น จึงไม่เป็นสมบัติของคนทั่วไป แต่เป็นของคนชั้นนำหัวหน้าเผ่าพันธุ์

คนทั้งหมดอยู่ในพิธีกรรมหลังความตาย (เพราะพบสำริดในหลุมศพ) มีการละเล่นเต้นฟ้อนเป่าแคนและขับลำเพื่อเรียกขวัญและส่งขวัญไปสู่โลกหลังความตาย (สมัยหลังเรียก งันเฮือนดี) ซึ่งอาจอยู่บนฟ้าหรือที่ไหนๆ ไม่มีใครรู้ อันเป็นที่สิงสู่ของผีแถน และเป็นที่สิงสู่ของผีขวัญบรรพชนผู้ตายไปก่อนแล้วอยู่รวมกันเป็นหน่วยเดียว คอยปกป้องคุ้มครองผู้คนยังไม่ตาย กับบันดาลให้ชุมชนรับความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาหาร

กำเนิดแคนไม่เกี่ยวกับศาสนาพุทธและพราหมณ์ แต่หลังรับอารยธรรมจากอินเดีย มีผู้พยายามผลักดันให้แคนเป็นเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธและพราหมณ์ จึงผูกนิทานว่ามีกษัตริย์อินเดียเกี่ยวข้องกับกำเนิดแคน มีเสียงไพเราะเสนาะโสตราวเสียงนกการเวกแห่งฟากฟ้าป่าหิมพานต์ตามคติอินเดีย

นิทานเหล่านี้ไม่เป็นหลักฐานโดยตรงเรื่องกำเนิดแคน แต่เป็นพยานว่ามีผู้พยายามแต่งเรื่องใหม่ สร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แคนเป็นของนำเข้าจากอินเดียเหมือนเรื่องอื่นๆ เช่น ชาดกนอกนิบาต (เรียกปัญญาสชาดก), นาฏศิลป์และดนตรีไทย เป็นต้น

[แคน เป็นเครื่องเป่าเก่าแก่ของอุษาคเนย์ เทคโนโลยีซับซ้อน มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก อยู่ในงานวิจัยเรื่อง แคน : ระบบเสียงและทฤษฎีการบรรเลง โดย สนอง คลังพระศรี วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ดนตรี) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2554]

  • แคนในราชสำนักอยุธยา

แคนเป็นเครื่องเป่าของทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ทั้งบริเวณกลุ่มเกาะและภาคพื้นทวีป

ราชสำนักอยุธยายกย่องแคนเป็นเครื่องมือชั้นสูง ใช้บรรเลงในวงดนตรี (ชื่อวงอย่างหนึ่งคู่กับวงมโหรี) ทำหน้าที่คลอคำขับลำด้วยทำนองเสนาะยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน มีบอกในอนิรุทธคำฉันท์ (สมัยต้นอยุธยา) ดังนี้

จำเรียงสานเสียง
ประอรประเอียง                   กรกรีดเพยียทอง
เต่งติงเพลงพิณ                   ปี่แคนทรลอง
สำหรับลบอง                       ลเบงเฉ่งฉันท์

ระงมดนตรี
คือเสียงกระวี                      สำเนียงนิรันดร์
บรรสานเสียงถวาย              เยียผลัดเปลี่ยนกัน
แลพวกแลพรรค์                  บรรสานเสียงดูริย์

วรรคที่ว่า “ปี่แคนทร” ถ้าสะกดแบบปัจจุบันจะเป็น “ปี่แคนซอ” หมายถึง ขับลำ หรือร้องเข้ากับปี่หรือแคน (ซอ แปลว่า ขับลำร้อง)

วรรคที่ว่า “ระงมดนตรี” หมายถึง เสียงจากวงบรรเลงในราชสำนักเรียก “ดนตรี” (มีเครื่องมือ เช่น พิณ, ปี่, แคน) บรรเลงคลอขับลำทำนองเสนาะยอพระเกียรติด้วยกาพย์กลอน (เรียกรวมๆ ว่า ฉันท์ หมายถึง ร้อยกรอง ไม่หมายถึงคำประพันธ์จากอินเดีย ที่มี ครุ, ลหุ)

เพลงดนตรีและกาพย์กลอนซึ่งเป็นคำขับลำทั้งปวง จะแยกเป็นส่วนๆ มิได้ เพราะทั้งหมดมีกำเนิดและมีพัฒนาการควบคู่สอดคล้องกัน

[หมอลำ กำเนิดหลายพันปีแล้ว ไม่ต้าน “ป๊อป” ปรับปรุงจากหนังสือ โขน, ละคร, ลิเก, หมอลำ, เพลงลุกทุ่ง มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2563]

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image