หน้าแรก คอลัมนิสต์ ละเมิดรวมหมู่...

ละเมิดรวมหมู่ : หรือการละเมิดลิขสิทธิ์จะไม่ใช่ปัญหาเดียว?

26.12.16 | 13:30 น.

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในคลื่นความโกลาหลของการระดมเสียงเพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีผู้ยกตัวอย่างหนึ่งขึ้นมาว่าเป็นสาเหตุที่เราควรมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพื่อจัดการกับปัญหาลิขสิทธิ์ โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ร่างใหม่กับเรื่องปัญหาลิขสิทธิ์อย่างที่เขาคนนั้นยกมานัก แต่ก็สนใจมากพอที่จะตามข่าวไว้

โดยคราวนี้เป็นเหตุการณ์น่าสลดของบริษัทผลิตแผ่นซีดีและดีวีดีแห่งหนึ่งที่ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนาน ที่ใช้เงินลงทุนจำนวน 20 ล้านบาท เพื่อซื้อลิขสิทธิ์การแสดงสดของสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนชื่อดังชาวไทย เพื่อมาบันทึกเป็นดีวีดีจำหน่ายทั่วไป โดยตระเตรียมสินค้าไว้ประมาณ 2 แสนชุด แต่เมื่อไปตรวจสอบยอดก็พบว่าผ่านไปห้าวัน ขายได้เพียง 13,000 ชุดเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก จนทำให้เป็นเหตุไปตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิป หัวข้อ “20 ล้านบาทที่หายไปกับ FB Live” โดยเนื้อหาระบุว่ายอดขายที่ลดลงนี้ เป็นผลเนื่องมาจากการละเมิดลิขสิทธิ์ของเพจดังต่างๆ ที่เอาแผ่นของตนไปฉายขึ้น Facebook Live เพื่อเรียกยอดไลค์ ยอดแชร์ และคิดว่านี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดขายไม่ตรงตามเป้าอย่างที่
คาดการณ์

ผู้บริหารท่านนี้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเฟซบุ๊กไลฟ์ เว็บหนังเถื่อน ได้เข้ามาละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อติดต่อไปบางแห่งก็ปิดให้ แต่บางแห่งก็ไม่ยอมปิดให้ ได้ไปแจ้งความไว้แล้ว ก่อนหน้านี้ยอดขายการแสดงสแตนด์อัพคอเมดี้ของนักแสดงรายเดียวกัน สองครั้งที่ผ่านมา ก็ลดลงเหลือเพียง 1 แสนชุดต่อรอบเท่านั้น ครั้งที่แล้วๆ มามีการละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านยูทูบ ซึ่งติดต่อไปเขาก็เอาลงหรือปิดกั้นให้ แต่ครั้งนี้เจอพิษจากเฟซบุ๊กไลฟ์
ยอดเหลือเพียงไม่กี่หมื่นชุด อาจเป็นเหตุต้องปิดกิจการ จึงขอวอนให้ประชาชนช่วยอุดหนุนสินค้าที่ถูกลิขสิทธิ์

เมื่อค้นข้อมูลดูก็พบว่าการแสดงสองครั้งที่ผ่านมาของนักแสดงคนนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 และ 2558 ตามลำดับ (ก่อนจะแสดงครั้งหลังสุดที่เป็นข่าวในปี 2559) คือห่างกันโดยเฉลี่ยหนึ่งถึงสองปีครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานในโลกเทคโนโลยี (นับจากปี 2556 จนปัจจุบันคือประมาณ 3 ปี)
พอทราบข่าวว่าผู้ผลิตสินค้าลิขสิทธิ์จะต้องเลิกกิจการ ผมก็รู้สึกเห็นใจและเสียใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะปัญหาลิขสิทธิ์ทั้งหมดจริงหรือ? หมายความว่า ถ้าไม่มีผู้ละเมิดลิขสิทธิ์เลย ดีวีดีการแสดงครั้งนี้จะขายได้อย่างถล่มทลายจริงหรือไม่?

ตัวเลขที่ตกลงนั้นไม่สามารถเอามาอ้างได้ว่าทั้งหมดเป็นเพราะคนละเมิดลิขสิทธิ์ กระทั่งหากเราเอายอดจำนวนผู้ชมเฟซบุ๊กไลฟ์ทั้งหมดมาบวกกันก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า ถ้าไม่มีเฟซบุ๊กไลฟ์แล้วพวกเขาจะซื้อแผ่น (แน่นอน อาจมีบ้างที่ไปซื้อแผ่นลิขสิทธิ์ แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเป็นจำนวนมากขนาดที่จะทำให้ยอดขายได้ตามเป้า) คือ เราไม่สามารถนำจำนวนคนดูเฟซบุ๊กไลฟ์มาคูณราคาแผ่น แล้วบอกว่านั่นคือเงินที่หายไป ได้

Advertisement

ข่าวนี้มาพร้อมๆ กับอีกข่าวหนึ่งที่ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะแจกซีดีเพื่อเป็นสื่อการสอนให้กับเด็กๆ ซึ่งก็มีคนแชร์มาวิพากษ์วิจารณ์ว่า แจกซีดีเนี่ยนะ ไม่มีเครื่องเล่น ฯลฯ ผมเข้าใจว่าไม่ใช่คอมพิวเตอร์ของทุกคนจะไม่มีเครื่องเล่นซีดี คนที่ใช้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่ยังมีเครื่องเล่นซีดีอยู่ก็มีเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ มีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่มีเครื่องเล่นซีดี และการแจกซีดีครั้งนี้อาจไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ทั้งสองเรื่องอาจเป็นเรื่องเดียวกัน-ที่คนไม่ซื้อ เพราะคนไม่ซื้อเฉยๆ หรือเปล่า ไม่ใช่เพราะว่าคน 100% ดูของผิดลิขสิทธิ์ แล้วจึงไม่ซื้อ

เมื่อเราบอกว่ายอดขายตกลงจนเป็นเหตุให้อาจต้องเลิกกิจการนั้น เราไม่สามารถบอกได้ 100% ว่าเป็นเพราะปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ การที่ยอดขายตกลงอาจมีสาเหตุมาจากเรื่องอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยร่วมด้วย เช่น ความนิยมของนักแสดงคนดังกล่าวตกลงหรือเปล่า? การ “บันทึก” ที่ไม่ได้มีคุณค่าเท่ากับการชมรอบสด ทำให้สื่อนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้วหรือเปล่า? คนจำนวนมากหันไปดูวิดีโอสตรีมมิ่งแทนที่จะเป็นซีดีแล้วหรือเปล่า? และความอุดมสมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร สื่อบันเทิงที่มากขึ้น ทำให้คนพวกนี้คิดว่าการดูซีดีบันทึกการแสดงครั้งนี้เป็นการเสียเวลาสำหรับพวกเขา (ที่จะไปดูอย่างอื่นที่บันเทิงกว่า) หรือเปล่า?

สิ่งที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตคือมันทำให้คนสองฝั่งมาเจอกันง่ายขึ้นโดยตัดทอนตัวกลางที่ไร้ประสิทธิภาพ (ไร้ประสิทธิภาพในความหมายที่ว่า “ไม่เอื้อให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูล”) ออก แล้วให้ผลดีกับตัวกลางใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าแทนอย่างที่เรารู้ มันพาให้ผู้โดยสารกับรถมาเจอกันได้ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ มันพาให้คนซื้อกับคนขายมาเจอกันโดยไม่ต้องเช่าพื้นที่ มันพาให้ผู้เช่ากับเจ้าของห้องมาเจอกันได้โดยไม่ผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและเช่นกัน มันก็พาเนื้อหามาเจอกับคนได้โดยที่ลดแรงเสียดทานทางกายภาพลงไป ถ้าคุณไม่สามารถปรับตัวเพื่อให้อยู่ในระบบแบบนี้ได้ อินเตอร์เน็ต (และจริงๆ ก็คือสังคม ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่าดีหรือเลวนะครับ) ก็จะตัดคุณออกจากระบบอย่างไม่ใยดี

ถ้าจะพูดให้ยุติธรรม ก็ต้องบอกด้วยว่าผู้บริหารบริษัทดีวีดีคนดังกล่าวก็ได้สำรวจวิธีการเผยแพร่ข้อมูลแบบใหม่ๆ แล้วเช่นกัน โดยบอกว่าคราวที่แล้วได้ลองติดต่อกับแอพพลิเคชั่นดูหนัง แต่ก็ยังไม่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคนัก ปีนี้เลยไม่เลือกวิธีนั้นเลย ซึ่งก็ไม่แน่นะครับ, ในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านไป ผู้บริโภคอาจพร้อมรับเทคโนโลยีนั้นแล้วก็ได้ แต่ทางบริษัทก็ไม่ได้ลองใช้

ผมไม่คิดว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่ถูก แต่การบอกว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสาเหตุที่ทำให้ยอดขายตกต่ำลงทั้งหมด (หรือกระทั่ง “ยอดขายส่วนใหญ่”) ก็ไม่น่าจะเป็นจริงอีกเช่นกัน

นอกจากปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์แล้ว การยึดโยงกับอดีตโดยไม่มองสาเหตุอื่นๆ เช่นนี้ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่าเป็นห่วง

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล