ดุลยภาพดุลยพินิจ : กระจายอำนาจต้องลองอีกสักตั้ง

ดุลยภาพดุลยพินิจ : กระจายอำนาจต้องลองอีกสักตั้ง

การกระจายอำนาจเป็น 1 ใน 23 ข้อของ (ร่าง) MOU ที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบและจะผลักดันร่วมกัน จากการสดับรับฟังข่าวจากสื่อต่างๆ นั้น เห็นได้ว่าการกระจายอำนาจของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลนั้น หมายถึงการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ทั้งในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลต่างๆ รวมถึงการให้บางจังหวัดที่มีความพร้อมจัดการตัวเองและสามารถเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเองได้ เห็นทีว่าการกระจายอำนาจที่แคระแกร็นมานานน่าจะผลิดอกออกผลได้ในคราวนี้

การกระจายอำนาจในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่กำหนดให้มีการกระจายอำนาจ อย่างเป็นขั้นตอนและได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ได้ถึงร้อยละ 35 และต้องดำเนินการให้ถึงเป้าภายในปี 2549 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการกระจายอำนาจของเราเป็นการกระจายอำนาจแบบยูเทิร์น กลับไปกลับมา เช่น การก่อสร้างทางหลวงในชนบท ซึ่งแต่แรกตั้งใจว่าจะมีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น แต่ในที่สุดส่วนกลางก็ยังตั้งกรมใหม่คือกรมทางหลวงชนบทขึ้นมารับผิดชอบ ส่วนการกระจายอำนาจในช่วงแรกๆ ก็เป็นการกระจายภารกิจที่ส่วนกลางไม่ค่อยอยากได้ เป็นภารกิจที่มีงบประมาณน้อย งานมาก มิหนำซ้ำบางภารกิจที่กระจายลงมาก็ไม่ได้อนุมัติงบประมาณตามมาให้ด้วย แม้ในระยะหลังจะมีงบประมาณตามมาก็เป็นงบประมาณที่ตั้งเป้าไว้แล้ว มิได้เป็นงบประมาณที่ อปท. สามารถตัดสินใจใช้จ่ายได้เองตามความจำเป็นของพื้นที่ ที่สำคัญก็คือเวลาที่รัฐบาลกลางประกาศลดภาษีเพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน (และให้ได้ใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง) รัฐบาลส่วนกลางก็เลือกที่จะลดภาษีของท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นที่มี
รายได้น้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยลงไปอีก จำนวนงบประมาณที่เคยตั้งเป้ามีกรอบเวลาที่ชัดเจนไว้ก็เปลี่ยนเพียงเงื่อนไขที่ไม่ต้องมีกรอบเวลาตามที่ได้กำหนดไว้ ดังนั้น ในปี 2563 รายได้ของท้องถิ่นเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของรัฐบาลแล้วอยู่ในระดับร้อยละ 29.5 และเป็นสัดส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เงินอุดหนุนที่ท้องถิ่นได้ในปัจจุบันก็ไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำกล่าวคือ อปท. ที่มีขนาดใหญ่และอยู่ในเมือง เช่น เทศบาลได้เงินอุดหนุนต่อหัวมากกว่า อบต. ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า

นอกจากนั้น กฎระเบียบและข้อบังคับจากส่วนกลางยังไม่เอื้อต่อการออกข้อบัญญัติของท้องถิ่นให้สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ยิ่งในเขตพื้นที่อนุรักษ์ กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของส่วนกลางยังเป็นกรอบที่เข้มงวด ทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะก่อให้เกิดนวัตกรรมการบริหารที่เหมาะสมกับพื้นที่ตน เพราะกลัวจะผิดระเบียบและข้อบังคับของกระทรวงต่างๆ จนอาจเรียกว่าเป็นการกระจายอำนาจแบบมัดตราสัง อปท.แทบจะกระดุกกระดิกไม่ได้ แนวคิดที่ยังครอบงำสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบราชการเป็นแนวคิดกระแสหลักที่มองว่า อปท.เป็นเพียงองค์กรที่ให้บริการสาธารณะ รับถ่ายโอนภารกิจตามนโยบายของส่วนกลาง ทั้งๆ ที่ประโยชน์ของการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นก็คือการสร้างรากฐานประชาธิปไตยให้ท้องถิ่น ให้บริการสาธารณะให้แก่คนในท้องถิ่นที่สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของพื้นที่

Advertisement

การกระจายอำนาจไม่ควรจำกัดอยู่แค่กระจายอำนาจให้ อปท.เท่านั้น แต่ควรจะรวมไปถึงการ กระจายอำนาจให้ปัจเจกชน องค์กรชุมชน และประชาคมในท้องถิ่นให้มีศักยภาพ สามารถลุกขึ้นมาร่วมกัน สนับสนุนการเกาะเกี่ยวกันเป็นเครือข่ายทั้งของรัฐและทั้งของเอกชนเพื่อจัดการภารกิจทางสังคมได้ดีขึ้นในปัจจุบัน กระบวนทัศน์ของคนรุ่นใหม่นิยมเสียสละแรงงานและทรัพย์สินไปช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นมากกว่าการลงทุนในพระพุทธศาสนา ทำให้มีทางเลือกที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมในสังคมใหม่ๆ มากขึ้น ดังนั้น การกระจาย อำนาจจึงควรรวมไปถึงการสนับสนุนกลุ่มคนและประชาคมที่สามารถรวบรวมทรัพยากรบุคคล ความรู้ และมีจิตอาสาที่จะพัฒนาสังคม แต่ในปัจจุบันรัฐกลับมีแนวคิดจะออกกฎหมายใหม่มาควบคุมองค์กรประชาชนที่ไม่แสวงหากำไรด้วยการออกบทบังคับที่เข้มงวดด้วยเกรงว่ารับทุนจากผู้ไม่ประสงค์ดี ทั้งๆ ที่องค์กรส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่พยายามร่วมกันรับใช้สังคมและสามารถเข้าถึงผู้ด้อยโอกาสได้ดีกว่าองค์กรของรัฐ

การกระจายอำนาจที่พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลสัญญาไว้ควรต้องรวมไปถึงการเสริมสร้างและอภิบาลเครือข่ายของผู้ได้ส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ในวงการกว้างเพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรมจากมุมมองของกลุ่มต่างๆ และให้เกิดการตรวจสอบและกำกับกันเองในสังคม เช่น การรวมกลุ่มของผู้บริโภคเพื่อป้องกันสิทธิและลดอำนาจเหนือตลาดของกลุ่มทุน การสนับสนุนการสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มคนที่สนใจประเด็นสาธารณะที่เหมือนกันและคล้ายกันให้เข้มแข็งมากขึ้น การ กระจายอำนาจแบบหลังนี้เรียกว่าการกระจายอำนาจแบบเครือข่าย ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นความแตกต่างจากการกระจายอำนาจแบบเดิม (รูปที่ 1)

การกระจายอำนาจในแบบที่ 1 แม้จะมีข้อดีคือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากร แต่ก็มีความเสี่ยงสูง อันอาจเกิดจากการฉ้อฉลหรือคอร์รัปชั่นและจากความเสี่ยงในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ ถ้าศูนย์กลางไร้ประสิทธิภาพหรือเกิดความล้าในการบริหารจัดการก็จะทำให้ทั้งระบบอ่อนแอ และทำให้เกิดความเสียหายมากตามมา แบบที่ 2 เป็นการกระจายแบบแยกศูนย์ก็อาจลดความเสี่ยงลงได้ตราบใดที่จุดอ่อนของระบบไม่ได้อยู่ที่ศูนย์กลางใหญ่ ส่วนแบบที่ 3 เป็นการกระจายอำนาจแบบเครือข่ายจะมีความได้เปรียบในด้านความเร็ว ความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการไปตามเงื่อนไขในความต้องการในระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ เครือข่ายแบบกระจายศูนย์ยังทำให้คนในท้องถิ่นรู้สึกถึงการมีส่วนร่วม ความเป็นเจ้าของ รวมถึงเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของตนและยังสามารถขยายขอบเขตการบริการของเครือข่ายได้ง่ายโดยไม่มีข้อจำกัด เนื่องจากไม่ต้องพึ่งการตัดสินใจจากศูนย์กลาง การกระจายอำนาจ
แบบหลังนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับขอบเขตการปกครองหรือพื้นที่ อาจจะประสานกันได้ผ่านเครือข่ายดิจิทัล แต่จุดอ่อนก็คือต้นทุนในการประสานงานระหว่างหน่วยย่อยต่างๆ และหากแต่ละหน่วยย่อยมีความสามารถแตกต่างกันมากอาจจะทำให้มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น

Advertisement

บนเส้นทางประชาธิปไตย การขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสังคมอาจจะมีต้นทุนบ้าง แต่ก็น่าจะคุ้มในระยะยาว และต้นทุนจะต่ำลง ถ้าหากเราร่วมมือกัน!!

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image