หน้าแรก คอลัมนิสต์ เพลงลูกทุ่ง ม...

เพลงลูกทุ่ง มาจากเพลงไทยสากล โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

7.07.23 | 18:52 น.

เพลงลูกทุ่ง มีกำเนิดและพัฒนาการเป็นแขนงหนึ่งของเพลงไทยสากลในวัฒนธรรมป๊อป เนื้อหาสมัยแรกๆ เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางชนชั้น อันเนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรม หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

ดังนั้น เพลงลูกทุ่งมีกำเนิดการร้องและเล่นผูกกระชับกับวงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีสากลเป็นหลัก จึงมิได้มีกำเนิดจากวงดนตรีไทยเดิม หรือวงพื้นบ้านพื้นเมือง แต่อาจรับพลังหลายอย่างจาก “ของเก่า” ก็ได้ เช่น ฐานเสียงร้องเต็มเสียง, ทำนอง เป็นต้น

[เพลงลูกทุ่ง ปรับปรุงจากหนังสือ โขน, ละคร, ลิเก, หมอลำ, เพลงลูกทุ่ง มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2563]

  • เศรษฐกิจ-การเมืองของเพลงลูกทุ่ง

เพลงลูกทุ่ง ไม่ได้มีขึ้นลอยๆ จากสุญญากาศ แต่มีพัฒนาการยาวนานจากเพลงไทยสากล ใช้เครื่องดนตรีสากลของวงดนตรีสากล ประเภทเพลงตลาด หรือเพลงชีวิต (ไม่ใช่เพลงเพื่อชีวิต)

สภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจการเมือง รวมทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีส่วนกระตุ้นให้เกิดเพลงลูกทุ่ง ได้แก่ “ทรานซิสเตอร์” เทคโนโลยีใหม่ และการโยกย้ายแรงงานจำนวนมากจากชนบทเข้าโรงงานในกรุงเทพฯ กับปริมณฑล

Advertisement

การเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กระตุ้นให้เกิดเพลงไทยสากลต้นทางเพลงลูกทุ่ง (ต่อไปข้างหน้า) มีงานศึกษาค้นคว้าเป็นเล่มนานแล้ว โดย ธีรภาพ โลหิตกุล [ปฐมบทเพลงลูกทุ่ง และเพลงเพื่อชีวิตในเมืองไทย (พ.ศ. 2480-2500) สำนักพิมพ์โสมสาร พ.ศ. 2541]

ในที่สุดก็มีเพลงลูกทุ่ง ส่ง “สาร” ความทันสมัยจากเมืองสู่ชนบท

  • ทรานซิสเตอร์ 

เพลงไทยสากล สมัยแรกๆ เป็นที่นิยมกว้างขวางก่อน พ.ศ. 2500 เพราะเข้าถึงได้โดยฟังจากเครื่องรับวิทยุ (ระบบ AM ตั้งแต่แรกมีสถานีวิทยุในประเทศไทย ราว พ.ศ. 2465 ปลายแผ่นดิน ร.6)

แต่เครื่องรับวิทยุสมัยนั้นจำกัดอยู่ในกลุ่มคนมีฐานะ เพราะราคาแพง มีขนาดใหญ่โต เคลื่อนที่ไม่ได้ ต้องมีเสาอากาศสูง ต้องใช้แบตเตอรี่ (ถ่านไฟฉาย) เป็นก้อนโตจำนวนมาก

ครั้นหลัง พ.ศ. 2500 แรกมีเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์แพร่หลายเข้ามาถึงไทย ทำให้เครื่องรับวิทยุขนาดเล็กลง, เสาอากาศสั้นๆ, แบตเตอรี่ก้อนเล็กๆ, เคลื่อนที่ได้ (คือยกย้ายวิทยุติดตัวไปมาได้), มีสถานีออกอากาศหลายแห่งทั้งระบบ AM และ FM

ทรานซิสเตอร์เป็นเทคโนโลยีใหม่ พบครั้งแรกในสหรัฐเมื่อราว พ.ศ. 2490 วิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องแรกผลิตสู่ท้องตลาดเมื่อปลายปี พ.ศ. 2497 ทำให้เข้าถึงคนฟังได้ง่าย ส่งผลให้เกิดเพลงดนตรีแนวใหม่ คือ ร็อคแอนด์โรล ระบาดไปทั่วโลก

  • แรงงานจากชนบท 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2503) เพื่อความ “ทันสมัย” ของไทยเป็นสังคมอุตสาหกรรมแบบตะวันตก เริ่มมีโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ แล้วค่อยๆ กระจายออกไปชานเมืองและจังหวัดอื่นๆ โดยรอบ จึงต้องจ้างแรงงานจากชนบทเข้าทำงานในโรงงานเหล่านั้น

ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ดึงดูดแรงงานจากชนบทเข้าไปอยู่ในเมือง เป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางการเมือง (เผด็จการทหาร) ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 (17 กันยายน) จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหาร จอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วยกย่อง จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี

แรงงานจากชนบทจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดูจากการเปิดโรงงานต่างๆ และผลประกอบการบางโรงงาน ได้แก่ โตโยต้า เปิดโรงงานประกอบรถยนต์ที่สมุทรปราการ เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2507 ไทยไดมารู เปิดห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่น ที่ถนนราชดำริ เป็นห้างสรรพสินค้าสไตล์ตะวันตก ขายสินค้านำเข้า และมีบันไดเลื่อนตัวแรกของไทย เมื่อ 10 ธันวาคม 2507

มอเตอร์ไซค์ จากญี่ปุ่น ยอดขายเพิ่มขึ้น เมื่อมิถุนายน 2508

  • สามัญชนเมือง ผู้สร้างเพลงลูกทุ่ง

เพลงลูกทุ่ง โดยรวมๆ แล้วเป็นงานสร้างสรรค์แบบหนึ่งโดยสามัญชนเมือง แล้วแพร่หลายสู่ชนบทด้วยสื่อชนิดใหม่

ขณะเดียวกันก็ดูดกลืนรูปแบบการละเล่นของชาวชนบทไว้เป็นของตนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แล้วพัฒนาเพลงลูกทุ่งส่งให้ชนบทอีกครั้งหนึ่ง

เท่ากับศิลปะของชาวบ้านชนบท เกิดจากคนในเมืองที่พยายามสื่อในสิ่งอันเป็นที่ชอบใจของชาวชนบท

[เรียบเรียงใหม่โดยอ่านจากบทความเรื่อง “เพลงลูกทุ่งในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ (พิมพ์ครั้งแรกใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 6 ฉบับที่ 6 (เมษายน 2528)]

เพลงลูกทุ่ง ตั้งแต่ถูกเรียกอย่างกว้างขวางแล้วยอมรับอย่างเป็นทางการ ก็มีพัฒนาการสร้างสรรค์ต่อเนื่องยาวนานแตกแขนงหลายกิ่งก้านสาขาเกินกว่าจะประมวลได้หมด

โลกไม่เหมือนเดิม แต่คนบางกลุ่มไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง เพลงลูกทุ่งสมัยหลังๆ สืบจนทุกวันนี้อาจถูกพิพากษาจากคนบางกลุ่มที่อยากให้โลกเหมือนเดิม

  • เพลงไทยสากล ต้นตอเพลงลูกทุ่ง

เพลงไทยสากลแรกสุดชื่อ เพลงวอลทซ์ปลื้มจิต แต่งโดย กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (วังบางขุนพรหม) สมัย ร.5 ราว พ.ศ. 2446

หลังจากนั้นต่อมามีเพลงกล้วยไม้ แต่งโดย พรานบูรพ์ (นายจวงจันทร์ จันทร์คณา) สมัย ร.7 ราว พ.ศ. 2476

เพลงไทยสากล บรรเลงด้วยวงดนตรีสากลในกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มมีพัฒนาการในกองทหารด้วยแตรวง, วงดุริยางค์, วงโยธวาทิต ตั้งแต่สมัย ร.4 เรือน พ.ศ. 2400

(ซ้าย) วงดุริยางค์โยธวาทิตของกองทัพสยาม เดินแถวบรรเลงถวายพระเกียรติยศ มีฉากหลังเป็นพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ [ภาพวาดปกโน้ตเพลง Siamesische Wachtparade (เพลงสวนสนามชาวสยาม) แต่งโดยนายพอล ลินเคอ (Paul Lincke) นักแต่งเพลงชาวเยอรมันในปี ค.ศ. 1902 (พ.ศ. 2445) และอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในโอกาสเสด็จเยือนประเทศเยอรมนีเมื่อปี พ.ศ. 2450 (อธิบายโดย อติภพ ภัทรเดชไพศาล)] (ขวา) คีตกวีเพลงไทยสากลพระองค์แรกของสยาม คือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
เพลงดนตรีฝรั่งสมัยอยุธยา (ยุคก่อนเพลงดนตรีไทยสากล) คนไทยจำนวนหนึ่งคุ้นเคยเครื่องดนตรีฝรั่งยุโรปตั้งแต่แผ่นดินพระนารายณ์ เพราะชุมชนชาวยุโรปเริ่มมีการเรียนการสอนเพลงศาสนาคริสต์ในโบสถ์คาทอลิก นอกจากนั้นยังมีชาวโปรตุเกสในอยุธยาที่มีความสามารถถูกเกณฑ์เล่นดนตรีร้องรำทำเพลงในงานสมโภชบางเทศกาล

[ข้อมูลจากงานวิจัย 2 เล่ม คือ (1.) ชุมชนชาวโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2059-2310 โดย นายพิทยะ ศรีวัฒนสาร วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2541 หน้า 243 และ (2.) ดนตรีฝรั่งในกรุงสยาม : พัฒนาการดนตรีตะวันตกในสังคมไทย ระหว่าง พ.ศ. 2384-2484 โดย ณัฐชยา นัจจนาวากุล วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต (ดนตรี) มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2555 หน้า 18-42]

ต่อมาสมัยพระเจ้าตาก มีมโหรีฝรั่งอยู่ในขบวนเรือทวนแม่น้ำเจ้าพระยา จากกรุงธนบุรีถึงเมืองปทุมธานี ขึ้นไปรับพระแก้วมรกตที่เชิญลงมาจากเวียงจัน เมื่อ พ.ศ. 2323

  • วัฒนธรรมป๊อป

วัฒนธรรมป๊อป มีพลังผลักดันเพลงไทยสากลให้มีเสรี มากสีสัน ทันสมัย หวือหวา เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ทันท่วงที สนุก

ป๊อปมาจากโลกตะวันตก แล้วแพร่หลายเข้าถึงไทยอย่างมีพลัง ราวหลัง พ.ศ. 2470 โดยผ่านสื่อสำคัญครั้งนั้น เช่น การพิมพ์, การแสดงสาธารณะ, แผ่นเสียง ฯลฯ

ก่อนมีเพลงไทยสากล ในไทยมีเพลงดนตรีไทยแบบฉบับ (ตามประเพณีของภาคกลาง) ที่เรียกทั่วไปว่า มโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย

[เพลงดนตรีภาคอื่นๆ (ไม่ภาคกลาง) เช่น สะล้อซอซึง, แคน, พิณ, กาหลอ, ชาตรี ถูกกีดกันเป็นเพลงดนตรีพื้นบ้านพื้นเมือง หมายถึงไม่ไทย]

ดนตรีไทยแบบฉบับ เป็นปฏิปักษ์วัฒนธรรมป๊อป เพื่อรักษาจารีตดั้งเดิมไว้ และเพื่อผดุงสถานะคนชั้นนำเดิม

เมื่อมีเพลงไทยสากล และวงดนตรีไทยสากล นับแต่นี้ไปเพลงดนตรีไทยแบบฉบับถูกแช่แข็ง เรียกเป็น “วงดนตรีไทยเดิม” และ “เพลงไทยเดิม”

[สรุปจากบทความเรื่อง “ดนตรีไทยในวัฒนธรรมป๊อป” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนสุดสัปดาห์ 12-18 พฤศจิกายน 2553 หน้า 20-21]

ดนตรีไทยแบบฉบับ (หรือดนตรีไทยเดิม) แท้จริงแล้วคือดนตรีไทยประเพณีที่รับอิทธิพลแบบแผนดนตรีตะวันตก เพื่อแสดงอำนาจและบารมีความเป็นเลิศของผู้ดีกระฎุมพีคนชั้นนำสมัยนั้น ตั้งแต่สมัย ร.4 เรือน พ.ศ. 2400 (ดูใน ดนตรีไทย มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553 หน้า 134-143)

เพลงไทยสากล ตรงกับร้องเนื้อเต็ม เป็นจุดเริ่มต้นของเพลงทั้งหมดก่อนแยกเป็นเพลงลูกทุ่งกับเพลงลูกกรุง คำรณ สัมบุญณานนท์ อายุ 37-40 ปี ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2500-2504 โดยประมาณ ภาพนี้น่าจะเป็นช่วงที่ร้องเพลงไทยสากล (ก่อนเรียกเพลงลูกทุ่ง) อยู่ในวงดนตรีกรุงเทพแมมโบ เพราะหลังจากนั้น พ.ศ. 2506 เริ่มป่วยด้วยโรคปอดบวม เป็นนักร้องรับเชิญบ้าง จนถึง พ.ศ. 2509 ก็เงียบหายไปจากวงการ มีข่าวอีกครั้งก็เสียชีวิต 30 กันยายน พ.ศ. 2512 อายุ 49 ปี (ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=LqCoChEjRQg บรรยายโดย ชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต)
  • เพลงลูกทุ่ง

“เพลงลูกทุ่ง” ชื่อเรียกนี้มีขึ้นราว พ.ศ. 2507 ก่อนหน้านั้นไม่เรียกเพลงลูกทุ่ง แต่เรียก “เพลงไทยสากล” ซึ่งรับรู้กว้างขวางว่าเป็นเพลงทันสมัยแบบฝรั่ง ใครฟังแล้วเท่

เพลงไทยสากลเป็นที่รู้กันกว้างขวางนานแล้ว ว่าเมื่อเรือน พ.ศ. 2507 ค่อยๆ แยกเป็น 2 แขนง เรียกเพลงลูกกรุงกับเพลงลูกทุ่ง โดยมีพัฒนาการยาวนานพอสมควร ทั้งแตกต่างหลากหลายและคล้ายคลึงกัน พบรายละเอียดอยู่ที่ข้อเขียน 2 เรื่องของ “คนใน” ผู้มีส่วนสร้างสรรค์โดยตรง ได้แก่

(1.) ที่มาของเพลงลูกทุ่ง โดย มงคล อมาตยกุล ครูเพลงไทยสากล และนายวงดนตรีลูกทุ่งสมัยแรกเริ่ม และ (2.) ข้อคิดเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่ง โดย ประกอบ ไชยพิพัฒน์ ผู้จัดรายการโทรทัศน์คนแรกใช้ชื่อเพลงลูกทุ่งเมื่อปลายปี 2507 [พิมพ์รวมในหนังสือ เพลงลูกทุ่งไทย ภาค 2 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2534 หน้า 50-55]

เพลงลูกทุ่งมีกำเนิดและพัฒนาการจากเพลงไทยสากล ด้วยเครื่องดนตรีสากล (ของฝรั่ง) ร่วมกันกับเพลงลูกกรุง

ดังนั้นเพลงลูกทุ่งกับเพลงลูกกรุงจึงมีความเป็นมาร่วมกัน จนหาความแตกต่างไม่พบ หรือเกือบไม่มี

กำเนิดและพัฒนาการนี้มีขึ้นโดยสามัญชนในเมือง แล้วกระจายสู่ชนบทด้วยการสื่อสารคมนาคมแผนใหม่ ในขณะเดียวกันก็ดูดกลืนรูปแบบร้องรำทำเพลงของชาวบ้านในชนบทมาไว้เป็นของตน เพราะตลาดมีผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยเป็นคนในเมืองและในชนบท

[สรุปจากบทความ “เพลงลูกทุ่งในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 6 ฉบับที่ 6 เมษายน 2528 หน้า 95-100]

  • เพลงลูกทุ่งไม่มาจากเพลงไทยเดิม 

เพลงลูกทุ่ง เป็นสินค้าชนิดหนึ่งประเภทเพลงไทยสากลในกระแสป๊อปที่ผลิตในเมือง โดยมีตลาดอยู่ในเมืองและชนบท มีลักษณะสำคัญ เช่น

(1.) มีกำเนิดในเมือง (2.) ผลิตโดยสามัญชนในเมืองตามประเพณีหลวง (3.) สื่อข่าวสารของเมืองสู่ชนบท (4.) สื่อสภาพชนบทเข้าสู่เมืองและสู่ชนบทอื่นๆ ด้วยกันเอง (5.) ผู้ผลิตเพลงลูกทุ่งในเมืองดูดกลืนการละเล่นพื้นบ้านพื้นเมืองตามประเพณีราษฎร์เป็นของตน แล้วดัดแปลงปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งเป็นสินค้าต่อไป

[ปรับปรุงมาเรียบเรียงใหม่จากบทความเรื่อง “เพลงลูกทุ่ง ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 6 ฉบับที่ 6 (เมษายน) พ.ศ. 2528]

  • ไทยเดิม, พื้นบ้านพื้นเมือง

เพลงลูกทุ่ง โดยทั่วไปเชื่ออย่างง่ายๆ กว้างๆ ว่ามีกำเนิดจากเพลงไทยเดิม หรือเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง (ใครไม่เชื่อตามนี้จะถูกตำหนิติเตียนรุนแรงถึงขั้นด่าทอจากแฟนพันธุ์แท้คอเพลงลูกทุ่ง ผมเคยโดนแล้ว)

ที่เชื่ออย่างนั้นมีเหตุจากผู้ผลิตเพลงลูกทุ่งซึ่งเป็นสามัญชนในเมือง ต่างดูดกลืนซึมซับรับการละเล่นพื้นบ้านพื้นเมืองตามประเพณีราษฎร์เป็นของตน เพื่อดัดแปลงปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งเป็นสินค้าบันเทิง ผู้ศึกษาค้นคว้ากลุ่มแรกๆ เลยเหมารวมว่าเพลงลูกทุ่งมีกำเนิดจากเพลงไทยเดิมหรือเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง

ตามหลักฐานแท้จริง กำเนิดเพลงลูกทุ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเพลงไทยเดิม หรือเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง แต่มีพัฒนาการจากวัฒนธรรมป๊อปของฝรั่งล้วนๆ ที่เรียกเพลงไทยสากล ประเภท “เพลงชีวิต” ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2480 (ยังไม่แยกชื่อเพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง)

  • ปฏิปักษ์เพลงไทยสากลในป๊อป 

เพลงไทยเดิม เป็นสมบัติของคนชั้นนำ (ผู้ดีกระฎุมพี) กับกลุ่มผู้ผูกพันภักดีต่อคนชั้นนำ ซึ่งล้วนร่วมกันตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อวัฒนธรรมป๊อปที่มีเพลงไทยสากลเป็นพลังนำ

พลังวัฒนธรรมป๊อปแพร่กระจายกว้างขวางในไทย เมื่อเรือน พ.ศ. 2470 ราว 90 ปีมาแล้ว สมัย ร.7 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง (วิทยุของกรมไปรษณีย์ ออกอากาศครั้งแรก พ.ศ. 2471 สถานีวิทยุกรุงเทพฯ พญาไท ออกอากาศครั้งแรก พ.ศ. 2473 เป็นสถานีวิทยุแห่งแรกของไทย)

ก่อนหน้านั้นเพลงมโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย เรียก “เพลงไทย” (ไม่มีคำว่า “เดิม”) ครั้นหลังจากมี “เพลงไทยสากล” (ในวัฒนธรรมป๊อป) ก็แยกตนออกต่างหากอย่างยกตนว่า “เพลงไทยเดิม” แล้วหวงแหนและผูกขาดมาตรฐานความเป็นไทยไว้แต่ฝ่ายเดียวว่าสูงส่ง (หรือ “คลาสสิก”) กว่าเพลงอย่างอื่น

[ได้แนวคิดจากบทความเรื่อง “ดนตรีไทยในวัฒนธรรมป๊อป” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ใน มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 12-18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 หน้า 20-21 และข้อเขียนเกี่ยวกับปัญหาภายในที่ทำให้ดนตรีไทยเสื่อมสูญ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ (พ.ศ. 2497) พิมพ์ซ้ำใน ศิลปวัฒนธรรม เมษายน พ.ศ. 2547 หน้า 88-99]

ลักษณะปฏิปักษ์ต่อวัฒนธรรมป๊อป มีประจักษ์พยานเป็นตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ ดนตรีไทยทางโทรทัศน์รายการหนึ่งราว 50 ปีมาแล้ว ตั้งวงแบบสากล มีตั่งรองเครื่องดนตรีไทยเป็นอย่างๆ ไป ส่วนนักดนตรีไทยบรรเลงโดยนั่งเก้าอี้ และนักร้องหญิงชายยืนร้องกับไมโครโฟนตั้ง โดยร้องเพลงแต่งใหม่แบบ “เพลงเนื้อเต็ม” หรือ “ร้องเนื้อเต็ม” (กรณีร้องเนื้อเก่าตามประเพณี ก็นั่งพับเพียบบนตั่งที่เตรียมไว้)  มีคนดูจำนวนไม่น้อยชื่นชมชื่นชอบแล้วติดตามประจำ จนเป็นที่กล่าวขวัญสนั่นเมือง ซึ่งรวมผมด้วยคนหนึ่ง

แต่ออนแอร์ไม่นานก็ถูกคนชั้นนำกับกลุ่มผู้ผูกพันใกล้ชิดคนชั้นนำ รวมหัวต่อต้านก่นด่าสารพัด แสดงอาการเป็นปฏิปักษ์ต่อรายการดนตรีไทยทางโทรทัศน์อย่างนี้

ทั้งหมดเป็นหลักฐานสนับสนุนว่าเพลงลูกทุ่งไม่มาจากเพลงไทยเดิมและเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง แต่คนแต่งเพลงสมัยต่อมา (ก่อนแยกเป็นเพลงลูกทุ่ง) ดูดกลืนเอาบางส่วนของเพลงไทยเดิมกับเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองไปสร้างสรรค์เป็นเพลงไทยสากล

  • เพลงไทยเดิม 

เพลงไทยเดิม หรือเพลงดนตรีไทยแบบฉบับ มีต่างกัน 2 แบบ ได้แก่ แบบร้องเนื้อเต็ม กับแบบร้องเอื้อนมากลากยาว (คนชั้นนำยกย่องเป็นแบบฉบับร้องเพลงดนตรีไทย แล้วบังคับเรียนตามนี้ โดยเน้นอุดมคติเป็นปฏิปักษ์ต่อวัฒนธรรมป๊อป)

เพลงลูกทุ่ง สืบทอดมรดก “ร้องเนื้อเต็ม” จากขนบเพลงดนตรีสมัยอยุธยา ทั้งนี้จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่ไม่สืบทอดจารีตสมัยรัตนโกสินทร์ที่ผู้ดีกระฎุมพีนิยมร้องรับเพลงเถา “เอื้อนมากลากยาว”

ร้องเนื้อเต็มกับร้องรับเพลงเถา มีลักษณะต่างกันดังนี้

  1. ร้องเนื้อเต็ม หมายถึง ร้องตามสบายพร้อมกับดนตรีบรรเลงทำนองเคล้าคลอควบคู่กันไป (บางทีเรียกทำลำลอง) ตั้งแต่ต้นจนจบเพลง น่าจะมีพัฒนาการจากขับลำดั้งเดิมของกลุ่มคนตระกูลไต-ไท หลายพันปีมาแล้ว เช่น ขับซอยอยศ คลอด้วยเครื่องเป่า หรือเครื่องดีด, ลำผีฟ้า คลอด้วยแคน ฯลฯ

จึงกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับร้องเพลงไทยสากล ทั้งเพลงลูกทุ่งและเพลงลูกกรุง ซึ่งน่าจะเป็นวัฒนธรรมสากลร่วมกันทั้งโลก

ร้องเนื้อเต็มมี 2 แบบ ได้แก่ แบบหลวง และแบบราษฎร์

แบบหลวง คำร้องแต่งเป็น “กลอนเพลง” ไม่กำหนดตายตัวจำนวนคำ [กลอนแปดแบบสุนทรภู่ มีกำหนดจำนวนคำ มีวรรคละ 8 คำ]

หลักฐานมีอยู่ในบทมโหรีกรุงเก่า เรียกทั่วไปว่า ร้องมโหรี เช่น เพลงนางนาค, เพลงพระทอง, เพลงเหรา, เพลงน้ำลอดใต้ทราย เป็นต้น

[มีงานวิจัยสำคัญมากเกี่ยวกับเพลงดนตรีบรรเลงร้องเนื้อเต็ม โดย ศาสตราจารย์ พงษ์ศิลป์ อรุณรัตน์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับแก้ว]

แบบราษฎร์ เป็นเพลงร้องเล่นของชาวบ้าน อาจมีหรือไม่มีเครื่องดนตรีบรรเลงกำกับก็ได้ ถ้าจะมีก็เป็นเครื่องตีน้อยชิ้น เช่น ตีเกราะเคาะไม้, ตีกลอง เรียกโทนหรือกลองโทน เป็นต้น

ถ้าไม่มีเครื่องมืออะไรเลยก็ใช้ปรบมือให้จังหวะทำนอง ซึ่งทางดนตรีไทยของราชสำนักรับไปปรับใช้เรียก “ปรบไก่”

ร้องเนื้อเต็มแบบราษฎร์มีทั่วทุกภาคของไทย (และคงมีทั่วไปภาษาใครภาษามัน ทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์) ดังนี้

ภาคกลาง เช่น เพลงเจ้าการะเกด, เพลงแม่สี, เพลงเทพทอง, เพลงนางแมว ฯลฯ ภาคเหนือ เช่น ปี่ซอ หรือขับซอ ฯลฯ ภาคใต้ เช่น โนรา, หนังตะลุง ฯลฯ ภาคอีสาน เช่น หมอลำ ฯลฯ

  1. ร้องรับเพลงเถา เพิ่งมีราวร้อยปีกว่าๆ มานี้เอง หมายถึง ร้องก่อน แล้วดนตรีบรรเลงรับ (เรียกร้อง-รับ) เป็นลำดับสลับกันไปจนกว่าจะจบ ซึ่งมีอย่างน้อย 3 ระดับ ต่างกันในความช้า-เร็ว เรียก สามชั้น (ช้า), สองชั้น (ปานกลาง), ชั้นเดียว (เร็ว)

ทั้งหมดเรียก เพลงเถา เป็นคำยืมจากคำเรียกภาชนะหรือสิ่งของจำพวกเดียวกันที่เริ่มจากใหญ่, กลาง, เล็ก เรียกว่า เถา

ร้องเพลงเถา มีลักษณะเฉพาะ 2 ประการเป็นอย่างน้อย ได้แก่ เอื้อนมากลากยาว กับ ซอสามสายคลอร้อง

เอื้อน มีต้นแบบจากลูกคอและทำโหยหวนตามประเพณีขับลำของคนในตระกูลภาษาไต-ไท แถบลุ่มน้ำโขงและพื้นที่ต่อเนื่อง มีขึ้นเพราะคำร้องสั้นๆ แต่ทำนองยาว ต้องเพิ่มเอื้อนตรงคำร้องที่กำหนดให้ยาวพอดีทำนอง

ซอสามสายคลอร้อง ตกค้างจากร้องเนื้อเต็มแบบหลวงตามประเพณีมโหรีสมัยอยุธยา (ที่บอกมาก่อนแล้ว)

เพลงเถามีร้อง-รับเป็นประเพณีเพิ่งสร้างใหม่โดยผู้ดีกระฎุมพีคนชั้นนำ ที่รับแบบแผนดนตรีตะวันตกมาปรับปรุงดนตรีพิธีกรรมตามประเพณีที่มีมาแต่เดิม ให้เป็น “ดนตรีเพื่อฟัง” แบบฝรั่ง แล้วกำหนดเป็น “ดนตรีไทยแบบฉบับ” ของความเป็นไทย (ที่เพิ่งสร้าง) เริ่มมีครั้งแรกราว พ.ศ. 2400

[มีอธิบายเพิ่มเติมอีกมากในหนังสือ ดนตรีไทย มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553 หน้า 134-143]

ดนตรีไทยแบบฉบับและร้องรับเพลงเถา (ไม่สอดคล้องวัฒนธรรมสากล) เป็นปฏิปักษ์ต่อวัฒนธรรมป๊อปที่แพร่พลังเข้าถึงไทย ราวหลัง พ.ศ. 2470 ส่งผลให้มีคำว่า “ไทยเดิม”

ดนตรีไทยแบบฉบับถูกเรียกใหม่ว่า “ดนตรีไทยเดิม” การร้อง-รับเพลงเถาเรียก “ร้องเพลงไทยเดิม” เพื่อแช่แข็งแสดงตัวตนต่างจากดนตรีไทยสากล และร้องเพลงไทยสากล ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างยิ่งตอนนั้น

  • “ผู้ดีตีนแดง” เหยียดลูกทุ่งเริ่มแรก

เพลงลูกทุ่ง ถูกเรียกด้วยชื่อนี้ครั้งแรกราวเรือน พ.ศ. 2507 แต่มีพัฒนาการก่อนหน้านั้นนานแล้วจากเพลงไทยสากลในวัฒนธรรมป๊อป

ผมเห็นต่างจากคำนิยามว่าเพลงลูกทุ่งมาจากเพลงไทยเดิม เพราะพยานหลักฐานไม่สนับสนุนอย่างนั้น ดูได้จากเพลงไทยเดิมมีบรรเลงร้องรับเอื้อนมากลากยาว ซึ่งอยู่กันคนละขั้วกับเพลงลูกทุ่ง และยิ่งกว่านั้นคนเพลงไทยเดิมส่วนมากตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อเพลงไทยสากลและป๊อป เพลงไทยเดิมจึงไปกันไม่ได้กับเพลงลูกทุ่งในวัฒนธรรมป๊อป

ยุคเพลงไทยสากล ผมตามดู ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ พัฒนาวงดนตรีไทยแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงโดยนั่งเก้าอี้ร้องเนื้อเต็ม ออนแอร์ทางช่อง 5 นานเข้าก็ถูกด่าทอต่อว่ามากจากคนเพลงไทยเดิม จนต้องเลิกราไปสมัยนั้น

  • เพลงลูกทุ่ง เพิ่งมี

ก่อน พ.ศ. 2507 คนทั้งประเทศฟังเพลงประเภทเดียวเรียกเพลงไทยสากล และจากนักร้องกลุ่มเดียวกันเรียกนักร้องเพลงไทยสากล (ยังไม่แยกเป็นเพลงลูกกรุง กับ เพลงลูกทุ่ง)

เพลงไทยสากล ต่อมาถูกจำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เพลงผู้ดี กับ เพลงตลาด

เพลงผู้ดีได้รับยกย่องจากคนกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจหนุนหลังทางการตลาด ขณะเดียวกันก็เหยียดว่าเพลงตลาดต่ำช้า

ครูมงคล อมาตยกุล (นายวงดนตรีจุฬารัตน์) ผู้สร้างสรรค์โดยตรงทั้งเพลงไทยสากลจนถึงเพลงลูกทุ่ง เคยเขียนบอกเล่าไว้เมื่อ พ.ศ. 2510 เป็น “เอกสารประวัติศาสตร์” ว่า ครั้งนั้นเพิ่งมีเพลงลูกทุ่ง จะยกมาเป็นพยานดังนี้

“ผมมีชีวิตอยู่ในวงการดนตรีและเพลง ในฐานะเป็นนักดนตรีและนักแต่งเพลงก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นมาก็ไม่เคยมีคำว่า ‘เพลงลูกทุ่ง’ อยู่ในสารบบเพลงเลย เพิ่งจะได้ทราบคำว่า ‘เพลงลูกทุ่ง’ เอาก็ระยะ 2-3 ปีหลังนี้เอง จัดว่าเป็นสิ่งใหม่เอี่ยมในวงการเพลงจริงๆ”

[ข้อเขียนเรื่อง “ที่มาของเพลงลูกทุ่ง” ของ มงคล อมาตยกุล พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ ดาราลูกทุ่ง พ.ศ. 2510 หน้า 36, 58-60 และพิมพ์ซ้ำในหนังสือ เพลงลูกทุ่งไทย ภาค 2 โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (ประกอบนิทรรศการและการแสดง “กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ภาค 2” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 หน้า 50-53]

เพลงลูกทุ่งรุ่งเรืองได้พลังสร้างสรรค์จากวงดนตรีจุฬารัตน์ ของ ครูมงคล อมาตยกุล (หันหลัง) ระหว่าง พ.ศ. 2500-2516
  • เหยียดเพลงตลาดต่ำช้า

ก่อนมีเพลงลูกทุ่ง บรรดาชุมชนคนรากหญ้าทั่วประเทศชอบฟังเพลงไทยสากลพรรณนาความทุกข์ยากของชีวิตชาวบ้านชาวนาชาวไร่ “บ้านนอกขอกตื้อสะดือจุ่น”

คนในชุมชนเมืองพากันเหยียดเพลงเหล่านั้นว่าเพลงตลาด ครูมงคลเขียนเล่าไว้เอง ดังนี้

“คงจะจำกันได้ดีถึงนักร้องคนหนึ่งคือ ทูล ทองใจ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2500-2503 เสียงเพลงของเขาเป็นที่ซาบซึ้งของคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นคนกรุงหรือ คนชนบท เสียงของเขาเข้าไปถึงคนทุกซอกทุกมุมจริงๆ แผ่นเสียงก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จึงทำให้ประโยชน์ขัดกันขึ้นระหว่างนักทำแผ่นเสียงของบริษัทต่างๆ บริษัทที่มิสามารถดึงตัว ทูล ทองใจ มาทำประโยชน์ได้ก็เริ่มตั้งรังเกียจ

ระยะนี้เองได้เกิดการแบ่งแยกนักร้องขึ้นโดยคนกลุ่มนั้นอย่างเห็นเจตนาได้ชัด จึงมีการแบ่งแยกนักร้องออกมาเป็น 2 ประเภท คือ นักร้องเพลงผู้ดี นักร้องเพลงตลาด คือ มีการเหยียดหยามว่านักร้องเพลงตลาดต่ำช้า และมีการแอนตี้กันขึ้น โดยที่คนกลุ่มนั้นได้ขยายวงกว้างไปยังสถานีวิทยุต่างๆ มีการปิดประตูนักร้องเพลงตลาด (โดยการแบ่งแยกของเขาตามใจชอบ)

สถานีวิทยุหลายๆ สถานีพลอยเป็นไปด้วยเพราะสำคัญตัวผิดว่า ‘ตัวเป็นผู้ดีเหมือนคนอื่นๆ’ นักร้องคนใดที่ตัวหาประโยชน์ไม่ได้ก็เขี่ยไปเป็นนักร้องตลาดหมด ยกย่องกลุ่มพวกของตนว่าสูงกว่าเป็นผู้ดีกว่า

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดนักร้องตลาดอย่าง ทูล ทองใจ, ปอง ปรีดา, สุรพล สมบัติเจริญ, ชาย เมืองสิงห์, ไวพจน์ เพชรสุพรรณ กลับอยู่ในความนิยมของประชาชนส่วนมาก

ตอนนี้แหละสนุกกันใหญ่จึงได้เกิดสถานีขึ้นมามากมายเหมือนดอกเห็ดเพราะอะไร? เพราะทนความเรียกร้องจากประชาชนไม่ได้ จึงได้มีสถานีวิทยุอีกมากมายเปิดเพลงของนักร้องตลาดขึ้นเพื่อตามใจประชาชนส่วนใหญ่

สถานีเหล่านี้หาผู้อุปถัมภ์รายการได้ง่าย เพราะสปอนเซอร์ก็ย่อมหวังประโยชน์ต้องการให้ผลการโฆษณาเข้าไปถึงคนทุกซอกทุกมุม”

เพลงลูกทุ่งเมื่อเริ่มต้นถูกเหยียดจากผู้ดีกระฎุมพี ครูมงคล เขียนเล่าดังนี้

“เข้ามาถึงระยะ 2 ปีเศษมานี้ก็เป็นยุคของเพลงลูกทุ่งกันละ

เรื่องมีอยู่ว่ามีภาพยนตร์ชีวประวัติของ แฮงค์ วิลเลียมส์ เรื่องหนึ่งชื่อ ‘Your Cheatin’ Heart’ มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า ‘เพลงลูกทุ่ง’ เข้ามาฉายในเมืองไทย ปรากฏว่าได้รับความนิยมจากผู้ดูอย่างกว้างขวาง จากนี้เอง ‘เพลงตลาด’ และ ‘นักร้องเพลงตลาด’ ก็ได้เริ่มเปลี่ยนโฉมหน้าเป็น ‘เพลงลูกทุ่ง’ และ ‘นักร้องเพลงลูกทุ่ง’ ขึ้นมาทันที

ถ้าผมจำไม่ผิดก็เห็นจะเป็น ประกอบ ไชยพิพัฒน์ แห่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 นี่แหละ ได้เป็นผู้ริเริ่มจัดรายการเพลงลูกทุ่งขึ้นในทีวีช่อง 4 การจัดครั้งแรกผ่านพ้นไป คุณประกอบก็ได้ประสบกับความยุ่งยากเกิดขึ้น โดยได้รับการประท้วงจากกลุ่มที่คิดว่าตนนั้นเป็นผู้ดี (ตีนแดง) ทำเอารายการ ‘เพลงลูกทุ่ง’ ชะงักไปชั่วคราว

แต่ในระยะต่อมาคุณประกอบกลับได้รับ จ.ม. สนับสนุนและเรียกร้องให้จัดรายการนี้ต่อไปเป็นจำนวนท่วมท้น รายการเพลงลูกทุ่งในช่อง 4 จึงได้มีชีวิตชีวาขึ้นใหม่ และก็ได้รับความนิยมกว้างขวางด้วยประการฉะนี้ เพลงลูกทุ่งจึงได้ยอมรับกันมาจนทุกวันนี้

และทันทีทันใดนั้นเอง พวกที่เคยพลอยตั้งรังเกียจเพลงตลาดโดยรู้เท่าไม่ทันต่อเหตุการณ์ก็หันมายอมรับความเป็นเพลงลูกทุ่ง แต่ก็รับอย่างกระดากๆ แต่ในเวลาเดียวกันก็มีบุคคลที่สำคัญตัวผิดอีกเป็นจำนวนไม่น้อยยังทำท่าขยะแขยงยิ่งกว่าเป็นไหนๆ”

จำนง รังสิกุล เมื่อเป็นผู้อ่านข่าววิทยุบีบีซี ในอังกฤษ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ราว 70 ปีมาแล้ว
  • จำนง รังสิกุล เมื่อ 2507 ผู้สร้างสรรค์ชื่อ “เพลงลูกทุ่ง” 

“เพลงลูกทุ่ง” เป็นชื่อใหม่เมื่อปลายปี 2507 ที่คิดผูกคำขึ้นโดย จำนง รังสิกุล (บุคคลในตำนานโทรทัศน์ไทยและอดีตผู้บุกเบิกสถานีโทรทัศน์แห่งแรก ช่อง 4 บางขุนพรหม) เพื่อตั้งชื่อรายการเพลงทางสถานีโทรทัศน์

ประกอบ ไชยพิพัฒน์ เป็นผู้รับมอบชื่อ “เพลงลูกทุ่ง” (จาก จำนง รังสิกุล) ไปจัดรายการเพลงทางโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 เมื่อธันวาคม 2507 ต่อมาได้เขียนความทรงจำด้วยตนเองเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ไว้ในนิตยสารดารารัฐ จะคัดมาเป็นพยาน ดังนี้

“‘เพลงลูกทุ่ง’ เป็นคำมงคล—-ผมเองผู้ได้รับคำนี้มาจากคุณจำนง รังสิกุล ให้มาตั้งเป็นชื่อของรายการ” (นิตยสาร ดารารัฐ ฉบับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 หน้า 100-101) แล้วเขียนเล่าเกร็ดต่างๆ หลายเรื่อง จะยกเฉพาะสำคัญๆ มาดังต่อไปนี้

  • “เพลงชาวบ้าน” ทางไทยทีวี

เพลงไทยสากล ประเภทเพลงตลาดหรือเพลงชีวิต (ยังไม่เรียกเพลงลูกทุ่ง) ช่วงก่อน พ.ศ. 2507 เป็นที่นิยมของชาวบ้านทั่วไปมากขึ้น ประกอบ ไชยพิพัฒน์ เล่าว่า

“เดือนพฤษภาคม 2507 ไทยทีวีช่อง 4 ความคิดของ ท้วม ทรนง เห็นว่าเพลงประเภทนี้ ถ้าจะลองนำออกทีวีดูบ้างคงจะแปลกดี เพราะขณะนั้นทีวีมีเพียง 2 ช่อง เท่านั้นคือ ช่อง 4 กับช่อง 7 จึงได้ลองเสนอให้คุณจำนง รังสิกุล (หัวหน้าฝ่ายจัดรายการทีวีช่อง 4 ขณะนั้น) ทราบ

คุณจำนง รังสิกุล เห็นดีด้วย แต่เกรงว่าจะควบคุมลำบาก จึงได้กำชับให้คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ เป็นผู้จัดควบคุมและคัดเพลงและนักร้องที่เห็นว่าสมควรทดลองทำดู โดยตั้งชื่อรายการให้ด้วยว่า ‘เพลงชาวบ้าน’ เพื่อให้เก๋สักหน่อย นัดนั้นคัดนักร้องได้ 3 คนคือ พร ภิรมย์, ผ่องศรี วรนุช, ทูล ทองใจ”

“รายการวันนั้นสถานีถูกตำหนิจากผู้ชมมากมาย บ้างก็ตั้งข้อรังเกียจด่าว่าผู้จัดหาว่าไม่เข้าท่า จนคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์อยู่แล้วต้องราข้อไป ของดจัดกับคุณจำนง รังสิกุล ด้วยตนเอง”

  • “เพลงลูกทุ่ง” เริ่มแรกทางโทรทัศน์

ประกอบ ไชยพิพัฒน์ ไม่ย่อท้อ เขียนเล่าต่อไปอีกว่า

“เหตุการณ์ผ่านมาจนถึงเดือนธันวาคม 2507 เป็นเดือนที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สิ้น ผมได้นำนโยบายนี้ขึ้นเสนอฝ่ายจัดรายการใหม่

คุณจำนง รังสิกุล เองก็กลัวจะไปไม่รอด ผมก็ยังยืนยันเจตนาเดิมว่าจะขอต่อสู้ให้ได้รับความนิยมให้ได้ เป็นอันตกลง จึงเริ่มให้ผมได้มีโอกาสจัดรายการประเภทนี้ขึ้นใหม่ในเดือนต่อไป โดยตั้งชื่อรายการให้ใหม่อย่างเก๋ไก๋ว่า ‘เพลงลูกทุ่ง’ จำได้ว่าวงแรกที่ได้มาร่วมรายการนี้ คือวงดนตรีจุฬารัตน์ของครูมงคล อมาตยกุล”

[“เพลงลูกทุ่ง” จึงนับเป็นรายการเพลงทางโทรทัศน์สืบเนื่องจากรายการคราวแรกชื่อ “เพลงชาวบ้าน”]

“พอออกนัดแรก เอาอีกแล้ว ผู้ชมเล่นงานผมเสียย่ำแย่ ทั้งทางจดหมาย และโทรทัศน์ หาว่าช่อง 4 เอาเพลงอะไรบ้าๆ บอๆ มาออก บ้างก็ด่าผมขุดโคตรก็มี ปู่ ย่า ตา ยายผมอยู่ในหลุม ขุดขึ้นมาบรรเลงหมด สารพัดจะบรรยาย”

“คุณจำนง รังสิกุล เรียกผมไปปรึกษาว่าจะเอายังไงดี จะถอยหรือจะสู้ ผมยังยืนยันเจตนาเดิมคือ ขอสู้ต่อไป เป็นอันตกลง”

  • ใครๆ ก็ชอบ “เพลงลูกทุ่ง”

“ผมได้สำรวจข้อบกพร่องที่มีอยู่เดิมให้เข้าหลักเกณฑ์ คือเอาใหม่ได้เชิญนักร้องสำคัญๆ มาพบกันครั้งละประมาณ 4 คน แล้วคัดเลือกเพลงที่เหมาะสม
ออก แล้วจึงผสมนักร้องเริ่มใหม่เข้าบ้างเพื่อส่งเสริม

ในระยะส่งเสริมนี้เราได้นักร้องมีชื่อเพิ่มขึ้นอีกหลายคน คือ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, เพชร พนมรุ้ง, ชัยณรงค์ บุญนะโชติ, พจน์ พนาวัลย์, ไพรวัลย์ ลูกเพชร, ขุนแผน ถนอม, ยุพิน แพรทอง, สังข์ทอง สีใส, ชินกร ไกรลาศ, พนม นพพร, สมัย อ่อนวงศ์

ขณะนั้นนักร้องที่มีชื่อดังกล่าวยังไม่มีวงเป็นของตัวเองเลย ยังเป็นนักร้องที่อยู่ในสังกัดตามวงดนตรีอื่นมาก่อนทั้งสิ้น

รายการในขณะนั้น เริ่มออกอากาศโดยใช้ชื่อว่า ‘เพลงลูกทุ่ง’ นี้เดือนละ 2 ครั้ง คือ อยู่จันทร์เว้นจันทร์ เวลา 18.00 น. ผมได้พยายามเที่ยวกัดฟันต่อสู้ต่อไป จนย่างเข้าเดือนที่ 6 ประชาชนเริ่มยอมรับ คนชักกล่าวขวัญถึงแต่รายการนี้ ความนิยมนี้แทรกซึมไปตามวงดนตรีต่างๆ เริ่มเรียกวงของตนเองว่าวงดนตรีลูกทุ่ง และนักร้องนิยมเรียกตัวเองว่า เขาคือนักร้องเพลงลูกทุ่งได้อย่างเต็มปาก”

  • Your Cheatin’ Heart เพลงลูกทุ่ง

“ระยะนั้นมีหนังฝรั่งเข้ามาเรื่องหนึ่ง ฉายที่คิงส์ชื่อภาษาอังกฤษว่า Your Cheatin’ Heart ยังต้องตั้งชื่อหนังเป็นภาคภาษาไทยตามรายการนี้ว่า ‘เพลงลูกทุ่ง’

ความจริงคำว่าเพลงลูกทุ่งนี้ต้องการจะตั้งให้เป็นชื่อของรายการทางทีวีมากกว่า แต่จะเป็นด้วยเหตุบังเอิญหรือไม่ก็ไม่ทราบที่ทั้งนักร้องและวงดนตรีได้นำไปเรียกเป็นชื่อของตัวเขาเสียอย่างเหมาะสมเช่นนี้ ความหมายของคำว่า ‘เพลงลูกทุ่ง’ จึงฝังใจท่านผู้ชมมาจนบัดนี้ ผมกล้ายืนยันได้ว่า เป็นคนแรกที่ริเริ่มจัดรายการ ‘เพลงลูกทุ่ง’ นี้มาก่อนทีวีช่องอื่นๆ มีพยานยืนยันได้เป็นหลักฐาน คือ ครูมงคล อมาตยกุล และ ชาย เมืองสิงห์

[จากนิตยสารดารารัฐ ฉบับวันที่ 10 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 หน้า 100-101]

เพลงลูกทุ่งไม่ได้มีกำเนิดจากเพลงไทยเดิม หรือเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง ตามที่เชื่อถือ แล้วบอกกล่าวครอบงำมานาน เพราะแท้จริงแล้ว เพลงลูกทุ่งมีกำเนิดจากเพลงไทยสากล แล้วแยกจากเพลงไทยสากลเรียกชื่อใหม่ว่า “เพลงลูกทุ่ง” ราว พ.ศ. 2507 โดยความคิดสร้างสรรค์ของนักจัดรายการเพลงยุคนั้น ส่วนชื่อ “เพลงลูกกรุง” เกิดหลังชื่อเพลงลูกทุ่ง โดยแฝงนัยเหยียดเพลงลูกทุ่ง

“คำ ‘ลูกกรุง’ อะไรเทือกนั้นผมว่าเป็นความพิเรนทร์ของคนที่นำมาเปรียบเทียบมากกว่า” ประกอบ ไชยพิพัฒน์ เขียนบอกไว้ด้วย

  • เชื้อสายลาวพวน

“เพลงลูกทุ่ง” ชื่อนี้มาจากความคิดสร้างสรรค์ของ จำนง รังสิกุล เชื้อสาย “ลาวพวน” ดงศรีมหาโพธิ์ จ. ปราจีนบุรี

จำนง รังสิกุล เมื่อ พ.ศ. 2507 (ราว 54 ปีมาแล้ว นับถึง พ.ศ. 2561) คนแรกคิดผูกคำว่า “เพลงลูกทุ่ง” เพื่อเป็นชื่อรายการเพลงทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 (บางขุนพรหม) โดยมอบให้ ประกอบ ไชยพิพัฒน์ เป็นผู้จัดรายการ

“เพลงลูกทุ่ง เป็นคำมงคล…ผมเองผู้ได้รับคำนี้มาจากคุณจำนง รังสิกุล ให้มาตั้งเป็นชื่อของรายการ” ประกอบ ไชยพิพัฒน์ เขียนบอกด้วยตนเองในนิตยสาร ดารารัฐ (ฉบับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 หน้า 100-101)

“อาจารย์จำนง รังสิกุล ท่านเคยไปค้นบันทึกของท่านแล้วเอามาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่ารายการ ‘เพลงลูกทุ่ง’ ที่ออกอากาศวันแรกนั้นตรงกับวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 คำว่า ‘เพลงลูกทุ่ง’ จึงถือกำเนิดมาตั้งแต่วันนั้น—-โดย อาจารย์จำนง รังสิกุล เป็นผู้บัญญัติศัพท์ขึ้นมาด้วยตัวท่านเอง” เจนภพ จบกระบวนวรรณ เขียนเล่าความเป็นมาของชื่อและรายการทางโทรทัศน์ “เพลงลูกทุ่ง” ในหนังสือ “ตำนานโทรทัศน์ไทย” แล้วเขียนเล่าต่อไปอีกว่า

“รายการ ‘เพลงลูกทุ่ง’ ออกอากาศเดือนละ 2 ครั้ง จันทร์เว้นจันทร์ ในเวลา 18.00 น. โดยเฉพาะครั้งแรก ซึ่งถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์นั้น วงดนตรีจุฬารัตน์ ซึ่งควบคุมโดย คุณครูมงคล อมาตยกุล ได้ชื่อว่าเป็นวงดนตรีลูกทุ่งวงแรกที่ได้ออกทีวี—-

ในที่สุดวันแรกของรายการ ‘เพลงลูกทุ่ง’ —-โดยเริ่มต้นจากนักร้องทุกคนในคณะออกมาร้องเพลง ‘มาร์ชจุฬารัตน์’ ก่อน แล้วก็ปล่อยนักร้องในทีมออกมาร้องกันคนละเพลง มี ทูล ทองใจ, ชัย อนุชิต, ปอง ปรีดา, วันทนา สังข์กังวาล โดยมี แคหลอ ร่วมเป็นโฆษกดาวตลก

เฉพาะช่วงของ ชาย เมืองสิงห์ ซึ่งถือเป็นนักร้องเอกเด่นดังที่สุดในยุคนั้น ได้ออกมาร้อง 2 ช่วงด้วยกัน โดยช่วงแรกเพลงกิ่งทองใบหยก คู่กับ ดวงใจ เมืองสิงห์ ที่ร้องแก้ด้วยเพลงกิ่งระกำ แล้ว ชาย เมืองสิงห์ ก็แต่งชุดทหารออกมาแสดงละครเพลงคู่กับ ดวงรัตน์ แสงอุทัย แล้วร้องเพลงรอหน่อยน้องติ๋ม โดย ดวงรัตน์ ร้องแก้ด้วยเพลงน้ำตาน้องติ๋ม (ชาย เมืองสิงห์ ให้สัมภาษณ์ผู้เขียน เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2530 ที่บ้านตรอกวัดเชิงหวาย บางซ่อน กทม. เล่าถึงวันแรกที่ออกโทรทัศน์)

รายการ ‘เพลงลูกทุ่ง’ ใช้เวลาแนะนำตนเองท่ามกลางเสียงตำหนิติเตียนอีกเช่นเคย แต่คราวนี้เพียงแค่เวลาชั่ว 6 เดือนเท่านั้นเอง ก็กลายเป็นรายการเพลงทางโทรทัศน์ที่มีผู้ชมชื่นชอบมากที่สุด เพราะได้ดูวงดนตรีลูกทุ่งวงดังๆ เป็นคณะๆ เลย ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม เป็นอย่างมาก”

[จากหนังสือ “ตำนานโทรทัศน์ไทย กับ จำนง รังสิกุล” ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ นายจำนง รังสิกุล ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม พ.ศ. 2538 หน้า 371-375]

จำนง รังสิกุล (2456-2538) ผู้คิดสร้างสรรค์ชื่อ “เพลงลูกทุ่ง” เมื่อ พ.ศ. 2507 บุคคลในตำนานโทรทัศน์ไทย และอดีตผู้บุกเบิกสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของไทย (ขาว-ดำ) เมื่อ พ.ศ. 2498 (ภาพสเก๊ตช์จากหนังสือ เปลวไฟจากใจรัก แด่ จำนง รังสิกุล พิมพ์เป็นที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ นายจำนง รังสิกุล ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2538)
  • บิดาแห่งโทรทัศน์ไทย

จำนง รังสิกุล ได้รับยกย่องจากบุคคลในวงการโทรทัศน์ ว่า “บิดาแห่งโทรทัศน์ไทย” เป็นอดีตผู้อำนวยการกองข่าว กรมประชาสัมพันธ์ และผู้อำนวยการฝ่ายจัดรายการและโฆษณา บริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด (หรือ ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม)

นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล เขียน “ระลึกถึงคุณจำนง รังสิกุล บิดาแห่งวงการโทรทัศน์คนแรกของเมืองไทย” ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน (ฉบับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2538) มีตอนหนึ่ง ดังนี้

“คุณจำนง รังสิกุล จากไปเมื่อวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 ด้วยอายุ 81 ปี 9 เดือน ท่านเป็นศิษย์เก่าทั้งจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ เข้ารับราชการกรมโฆษณาการเมื่อปี 2483 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้อ่านข่าววิทยุบีบีซีที่มีเสียงนุ่มนวลน่าฟังมากที่สุด เป็นผู้อำนวยการทีวีช่อง 4 บางขุนพรหมที่มือสะอาดพร้อมด้วยเมตตาปรานีและให้อภัย เป็นผู้สร้างงานบันเทิงธุรกิจที่ยิ่งใหญ่คนแรกของไทย ทำงานอิงวัฒนธรรมไทยเป็นนิจ”

“คุณจำนง รังสิกุล เป็นบุตรของหลวงบัญชรพิชิตราษฎร์ (สร้อย รังสิกุล) มารดาชื่อจันทร์ เกิดที่อำเภอศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2456 ต้นแผ่นดินรัชกาลที่ 6 เป็นศิษย์เก่าของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

[พิมพ์ซ้ำในหนังสือ เปลวไฟจากใจรัก แด่ จำนง รังสิกุล ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ นายจำนง รังสิกุล ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2538 หน้า 110-111]

“ผมก็เป็นลาวพวน เพราะมีบรรพบุรุษเป็นลาวพวนแถวๆ บ้านหัวซา บ้านสระมะเขือ ที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี” อ. จำนง รังสิกุล (เมื่อหลังเกษียณอายุราชการ และนั่งทำงานอยู่ธนาคารกรุงเทพ) บอกกับผมในคราวหนึ่งและอีกหลายครั้ง

บ้านหัวซากับบ้านสระมะเขือ เป็นหลักแหล่งของลาวพวนที่ถูกกวาดต้อนจากเมืองเวียงจันและปริมณฑล ลงไปอยู่ทางดงศรีมหาโพธิ์ เมืองปราจีนบุรี สมัย ร.3 (ราว 200 ปีมาแล้ว)

แต่เดิมเป็นหมู่บ้านอยู่ต่อเนื่องในอำเภอเดียวกัน คือ อำเภอศรีมหาโพธิ (อ่านว่า สี-มะ-หา-โพด) ต่อมาทางการยกฐานะพื้นที่ส่วนหนึ่งแบ่งเป็นอำเภอต่างหาก (ชื่อ อำเภอศรีมโหสถ) ปัจจุบันสองหมู่บ้านอยู่ต่างอำเภอกัน ได้แก่

บ้านหัวซา อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี

บ้านสระมะเขือ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี

ราว 4-5 ปีมาแล้ว ผมเคยไปสอบถามคนเก่าคนแก่ทั้งบ้านหัวซาและบ้านสระมะเขือ แต่ไม่มีใครจำได้

[ข้อมูลเกี่ยวกับ จำนง รังสิกุล ผู้สร้างสรรค์ชื่อ “เพลงลูกทุ่ง” ผมสอบค้นได้จากหนังสือและเอกสารของ มูลนิธิจำนง รังสิกุล บ้านเลขที่ 18 ซอยโชติสหาย 3 ถนนริมคลองประปา บางซื่อ กรุงเทพฯ (ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายพยงค์ คชาลัย โทร. 08 1431 2827)]