หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘สี จิ้นผิง’ก...

‘สี จิ้นผิง’กับ‘เผด็จการ’

10.07.23 | 12:31 น.

‘สี จิ้นผิง’กับ‘เผด็จการ’

ก ารที่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน พรรณนาว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็น “เผด็จการ” นั้น รัฐบาลจีนมองว่าเป็นการหมิ่นประมาทและท้าทายทางการเมือง กรณีเป็นการกระทบต่อความสัมพันธไมตรีจีน-สหรัฐ

ย้อนมองการประชุมทวิภาคีจีน-สหรัฐที่บาหลีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 “โจ ไบเดน” ให้คำมั่นว่า สหรัฐไม่ประสงค์ให้จีนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ไม่ถวิลหาสงครามเย็น ไม่ร่วมมือกับพันธมิตรทำการต่อต้านจีน ไม่สนับสนุนไต้หวันเป็นเอกราช ไม่สนับสนุนให้มีสองจีน ไม่ประสงค์เกิดการปะทะกับจีน ไม่ประสงค์ตัดขาดห่วงโซ่กับจีน ไม่มีเจตนาขัดขวางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน หรือทำการปิดล้อมประเทศจีน

แต่หลายเดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่าสหรัฐทำการท้าทายและยั่วยุอยู่ตลอด ครั้งแล้วครั้งเล่า

ล่าสุด ปลายเดือนมิถุนายน “โจ ไบเดน”เปรียบเทียบ “สี จิ้นผิง” คือเผด็จการ

Advertisement

รัฐบาลจีนจึงตอบโต้ว่า เป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี ฝ่าฝืนความเป็นจริง ขัดต่อมารยาททางการทูต พฤติกรรมเป็นการทำลายเกียรติภูมิทางการเมืองของจีน

คำว่า “เผด็จการ” สื่อมวลชนในตะวันตก ใช้กันอยู่ 2 คำ คือ Autocrat กับ Dictator

คำแรกหมายความอำนาจอยู่ในมือของคนเพียงคนเดียว ส่วนคำหลังใช้เมื่อผู้นำมีพฤติกรรมใช้ผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดโดยทำการกดขี่ข่มเหงร่วมอยู่ด้วย ซึ่งมีความหมายเข้มข้นมากกว่า

ส่วนจะใช้คำใด ย่อมขึ้นอยู่กับประมุขของประเทศนั้นๆ โปรตะวันตกหรือไม่ เป็นต้นว่า เมื่อ “โจ ไบเดน” เยือนตะวันออกกลาง สื่อตะวันตกก็ใช้คำว่า “Autocrat” มาทำการพรรณนาถึงประมุขซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น

แต่ครั้งนี้ “โจ ไบเดน” ใช้คำว่า “Dictator” กับ “สี จิ้นผิง” ถือเป็นการจัดหนัก นอกจากเป็นการทำลายทางการเมืองยังเป็นการกระทำละเมิดต่อบุคคล

อันประมุขนั้น คือสัญลักษณ์ของประเทศ การที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ควรต้องเคารพและให้เกียรติซึ่งกัน

คำพูดของ “โจ ไบเดน” ไม่สมแก่ฐานานุรูป ถ้อยคำของประมุขย่อมมีอิทธิพลต่อผู้ฟัง เพียงเพื่อเอาใจโหวตเตอร์หรือดำเนินตามกระแสต่อต้านจีน ย่อมเป็นการกระทบต่อสัมพันธไมตรี ได้ไม่คุ้มเสีย ผู้นำบางคนก็ไม่เห็นด้วย เช่น นายกรัฐมนตรีคริส ฮิปกินส์ นิวซีแลนด์ กล่าวว่า “ไม่เห็นพ้องกับคำพูดของโจ ไบเดน ส่วนระบอบการปกครองของรัฐบาลจีนย่อมเป็นเรื่องของประชาชนจีน”

หากทบทวนคำพูดของ “โจ ไบเดน” ด้านหนึ่งกล่าวว่าจะธำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน อีกด้านหนึ่งเมื่อปราศรัยหาเสียง ต้องการเรียกแขก ก็แทงข้างหลัง “สี จิ้นผิง” โดยพิพากษาให้เป็น “เผด็จการ” กรณีเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า เป็นคนพูดอย่างทำอย่าง สอดคล้องกับวลี “การเมืองคือศิลปะที่เป็นไปได้”

สำนวนจีนกล่าวว่า “ภัยออกจากปาก” การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคราวที่แล้ว “โจ ไบเดน” เรียกแขกด้วยการเปรียบเทียบว่าซาอุดีอาระเบียคือ “ประเทศนอกรีต”

“เพียงคำเดียว” เป็นเหตุทำลายความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบีย-สหรัฐโดยสิ้นเชิง จวบปัจจุบัน ก็ยังศรศิลป์ไม่กินกัน “โจ ไบเดน” นอกจากไม่นำเหตุการณ์ครั้งนั้นมาเป็นบทเรียน กลับกำเริบเสิบสาน ปฏิบัติต่อประมุขของจีนด้วยถ้อยคำที่ไม่บังควร เป็นการชักศึกเข้าบ้าน

กล่าวกันว่า อุปนิสัยของ “โจ ไบเดน” ยิ่งพูดมากยิ่งผิดมาก เรื่องซาอุดีอาระเบียยังไม่จบ ก็สร้างเรื่องใหม่กับจีน ซึ่งจีนกล่าวหาว่าเป็นการฝ่าฝืนมารยาททางการทูตและกระทำละเมิดต่อสิทธิส่วนตัวด้วย

การเปรียบเทียบว่าเป็นเผด็จการนั้น น่าเชื่อถือหรือไม่ คงไม่มีคุณสมบัติพอที่จะวินิจฉัย แต่สัจธรรม 1 ซึ่งเป็นที่ประจักษ์คือ ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรที่สำคัญได้ตกแก่ “สี จิ้นผิง” เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

1.เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ 2.ประธานาธิบดี 3.ประธานกรรมาธิการทหาร

4.กรรมาธิการถาวรกรมการเมืองพรรค ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องวาระดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคให้เป็นตลอดชีพ

อันตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ คือตำแหน่งสูงสุดสำหรับระบอบสังคมนิยมของจีน มีอำนาจให้คุณให้โทษผู้ใต้บังคับบัญชาทุกภาคส่วน รวมทั้งประธานาธิบดีด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สามารถปลดประธานาธิบดี

แต่ “สี จิ้นผิง” เป็นทั้งเลขาธิการใหญ่และประธานาธิบดี

การที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน พรรณนาว่า “สี จิ้นผิง” คือ “เผด็จการ” นั้น จึงน่าสนใจ

มิใช่ Nothing Nothing!

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช