ภาษาไทยไม่สนุก เพราะถูกทำให้เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการผูกติด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 2 เรื่อง ได้แก่ กรุงสุโขทัย และพ่อขุนรามคำแหง กรุงสุโขทัย
1.กรุงสุโขทัย เป็นราชธานีแห่งแรกของไทย ซึ่งเป็นคนเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์
แต่ในโลกความเป็นจริง กรุงสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก และเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ไม่มีจริงในโลก เพราะโลกนี้ไม่มีเชื้อชาติ (Race) นานาชาติยกเลิกเชื้อชาติหมดแล้วทั้งโลก ยังตกค้างอยู่เฉพาะประวัติศาสตร์ไทย
2.พ่อขุนรามคำแหง กรุงสุโขทัย ประดิษฐ์อักษรไทยและทำจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 เป็นภาษาและวรรณกรรมไทยเรื่องแรก
แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีพบว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ แผ่นดินรัชกาลที่ 3
เมื่อเพดานความคิดผูกติดกึกๆ กักๆ อยู่แค่กรุงสุโขทัยและพ่อขุนรามคำแหง
ที่ไม่มีหลักฐานวิชาการสนับสนุน ภาษาไทยเลยไม่สนุก เพราะเป็นภาษาอยู่โดดๆ ไม่มีเครือญาติชาติภาษาต่างๆ
ภาษาไทยตามหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา พบเก่าสุดอยู่บริเวณโซเมีย ทางตอนใต้ของจีน แล้วเคลื่อนไหวตามเส้นทางการค้าถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีรายละเอียดจะคัดบางตอนจากหนังสือ อำนาจของภาษาและวรรณกรรมไทย ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ (สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2566)
- ภาษาและวรรณกรรมไทยสมัยเริ่มแรก
ภาษาและวรรณกรรมไทยมีรากฐานเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้ว จากสังคม-วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ-การเมืองบริเวณโซเมีย หลังจากนั้นมีการแลกเปลี่ยนกับภาษาและวัฒนธรรมหลากหลายของพวกเยว่ทั้งในโซเมียและนอกโซเมีย แล้วเลือกสรรผสมผสานเข้าด้วยกันจนถึงสมัยหลังจึงเกิดสิ่งใหม่เรียกภาษาไทยและวรรณกรรมไทย
ภาษาและวรรณกรรมไทยแบ่งกว้างๆ 2 ช่วง ได้แก่ ก่อนมีอักษรไทย และหลังมีอักษรไทย
ก่อนมีอักษรไทย เป็นที่รับรู้ทั่วไปเป็นสากลว่าวรรณกรรมทําได้ด้วยภาษาพูด เรียก “คําบอกเล่า” หรือ “เรื่องเล่า” สําหรับวรรณกรรมไทยพบหลักฐานเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ทางตอนใต้ของจีน บริเวณพรมแดนมณฑลกวางสีของจีนกับภาคเหนือของเวียดนาม แต่ไม่เป็นที่สนใจแพร่หลายของวงวิชาการภาษาและวรรณกรรมในไทย
หลังมีอักษรไทย ยังกําหนดเวลาไม่ได้แน่นอน แต่เป็นที่รับรู้ว่าอักษรไทยมีวิวัฒนาการกลายจากอักษรเขมรและมอญบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงหลัง พ.ศ. 1700 ทําให้ภาษาและวรรณกรรมไทยมีลายลักษณ์เขียนด้วยอักษรไทย
นับแต่นั้นภาษาไทย, อักษรไทย และวัฒนธรรมไทยเป็นสัญลักษณ์ของพลังดึงดูดคนเผ่าพันธุ์ต่างๆ “ร้อยพ่อพันแม่” บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา พากันทยอยกลายตนเป็นไทย แล้วเรียกตนเองว่าคนไทย ดังนั้น ไทย, คนไทย เก่าสุดอยู่ภาคกลาง มีศูนย์กลางอยู่กรุงศรีอยุธยา ไม่พบที่อื่น จึงไม่มีเชื้อชาติไทยหรือไทยแท้สายเลือดบริสุทธิ์ (ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์) เพราะไทยเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ได้ชื่อไทยโดยสมมุติจากประสบการณ์ที่มีมาช้านาน เช่น จากคําว่า ไท-ไต เป็นต้น
โซเมีย (Zomia) หมายถึง “ที่สูงแห่งเอเชีย” เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีทิวเขาสลับซับซ้อนกลางทวีปเอเชียค่อนลงทางใต้ จากเวียดนามไปทางตะวันตก (และย้อยลงไปในกัมพูชา) จนถึงด้านตะวันออกของอินเดีย รวมรัฐเล็กรัฐน้อยในเทือกเขาหิมาลัย มีพื้นที่มากกว่า 2.5 ล้านตารางกิโลเมตร ความสูงประมาณ 300 เมตรขึ้นไปเหนือระดับน้ำทะเล
[กรณีกล่าวถึงผู้คนบน “ที่สูงแห่งเอเชีย” นี้ มักไม่นับรวมเสฉวน ซึ่งถูกผนวกเข้าไปในจักรวรรดิจีนมานานแล้ว และไม่รวมรัฐในเทือกเขาหิมาลัย เพราะไม่มีประวัติสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้คนบนโซเมียอื่นๆ]
บริเวณโซเมียมีที่ราบในหุบเขากระจายอยู่ทั่วไปทั้งขนาดใหญ่และน้อยอันเป็นที่ตั้งของชุมชนเมือง ซึ่งบางแห่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐใหญ่อื่น บางแห่งเป็นอิสระในตัวเอง บางแห่งแม้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐใหญ่ในทางทฤษฎีแต่ในทางปฏิบัติกลับมีอิสระปกครองและดําเนินความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านด้วยตนเอง

ลักษณะภูมิประเทศของโซเมียเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน ทําให้การเดินทางระหว่างหุบเขาเป็นไปได้ยาก
ส่วนเส้นทางน้ำหลายสายซึ่งมีแหล่งกําเนิดบนโซเมีย ได้แก่ พรหมบุตร, อิรวดี, สาละวิน, โขง, เจ้าพระยา, น้ำดํา-น้ำแดง) ก็ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมไม่ดีนัก เพราะเขตต้นน้ำมีเกาะแก่งมาก หรือน้ำไหลเชี่ยวจนเกินกว่าจะใช้เดินเรือ
“ที่สูงแห่งเอเชีย” ซึ่งวิลเลม ฟาน สเคนเดิล (Willem van Schendle) ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) สมมุติชื่อเรียกโซเมีย-Zomia มาจากตระกูลภาษาทิเบต-พม่า ว่า Zomi แปลว่า ประชากรบนที่สูง
[สรุปจากคําอธิบายหลายเวลาและสถานที่ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้แก่ จากหนังสือ ความไม่ไทยของคนไทย (พ.ศ. 2559), จากเอกสารประกอบรายการ ทอดน่องท่องเที่ยวของมติชน (พ.ศ. 2563), จากคํานําเสนอ ในหนังสือกาดก่อเมือง (พ.ศ. 2564)]
เยว่ (ออกเสียงคล้ายเยวี่ย, เหวียด, เหยอะ, แหยะ, แย้ ฯลฯ) เป็นชื่อรวมๆ ที่จีนเรียกคนหลายชาติพันธุ์นับไม่ถ้วน (บางครั้งจีนเรียก “ไป่เยว่” หมายถึงเยว่ ร้อยเผ่า, เยว่ร้อยจําพวก) ประกอบด้วยคนต่างภาษาที่พูดตระกูลภาษาต่างๆ ตามชื่อสมมุติที่ถูกสร้างใหม่ ได้แก่ จีน-ทิเบต, พม่า-ทิเบต, ม้ง-เมี่ยน, มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ไท-ไต หรือ ไท-กะได เป็นต้น
[เยว่ร้อยเผ่า หรือเยว่ร้อยจําพวก เป็นพวก “ไม่ฮั่น” อยู่บริเวณที่ราบในหุบเขาสูงทางตอนใต้ของจีน หรือทางใต้แม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นหลักแหล่งกว้างขวางของกลุ่มชนหลากหลายชาติพันธุ์ที่ถูกเรียกรวมๆ อย่างเหยียดๆ ด้วยถ้อยคําของฮั่น (ซึ่งมีหลักแหล่งอยู่ทางเหนือขึ้นไป) ว่าเป็นพวกป่าเถื่อนเรียก เยว่, ฮวน, หมาน เป็นต้น พบหลักฐานสนับสนุนหลายอย่าง ได้แก่ เอกสาร, เครื่องมือเครื่องใช้ทําจากทองสําริด, พิธีกรรมความเชื่อจากภาพเขียนบนเพิงผาและอื่นๆ แต่จําเพาะเอกสารจีนโบราณชื่อ “หมานซู” (แต่งเป็นภาษาจีน พ.ศ. 1410) บอกเล่าว่าคนพื้นเมืองป่าเถื่อนหลายจําพวกซึ่งไม่ใช่ฮั่นอยู่ทางใต้ของจีนตั้งแต่ทางใต้แม่น้ำแยงซีถึงฝั่งทะเลสมุทร (จากหนังสือหมานซู (จดหมายเหตุพวกหมาน) ของ ฝันฉัว กรมศิลปากรให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาจีนโบราณแปลเป็นภาษาไทยแล้วพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2512) เท่ากับเป็นที่รู้กันนับพันปีแล้วว่าทางใต้ของจีนล้วน “ไม่ฮั่น” หมายถึง เป็นหลักแหล่งของคนหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ซึ่งล้วนไม่ใช่จีน]
ไท-ไต หรือ ไท-กะได ชื่อสมมุติเรียกตระกูลภาษาซึ่งเป็นต้นตอหรือรากเหง้าภาษาไทย (ในประเทศไทยทุกวันนี้) มีข้อมูลเกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
1.ตระกูลภาษาไท-ไต หรือ ไท-กะได มีอายุเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว
2.แหล่งเก่าสุดของตระกูลภาษาไท-ไต หรือ ไท-กะได อยู่ในโซเมีย (ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจีน) บริเวณที่ปัจจุบันเป็นมณฑลกวางสี-กวางตุ้ง กับทางเหนือของเวียดนาม (เป็นพื้นที่เดียวกัน ยังไม่มีเส้นกั้นอาณาเขตแบ่งประเทศ) หลักแหล่งดั้งเดิมของจ้วง-ผู้ไท (จ้วงเป็นชื่อรวมของคนไท-ไตในกวางสี ส่วนผู้ไทเป็นชื่อรวมของคนไท-ไตในเวียดนาม)
3.คนตั้งหลักแหล่งทางใต้ของมณฑลกวางสี-กวางตุ้งในจีน กับทางเหนือของเวียดนาม เป็นพวกถูกฮั่นเรียก เยว่ มีหลายชาติพันธุ์อยู่ปนกัน ได้แก่ คนพูดตระกูลภาษาม้ง-เมี่ยน, จีน-ทิเบต, ไท-ไต เป็นต้น โดยมีภาษาไท-ไตเป็นภาษากลางการสื่อสารในชีวิตประจําวัน
ต่อไปข้างหน้ามีการค้าระยะไกล ภาษาไท-ไตจะเป็นภาษากลางทางการค้าของดินแดนภายในภาคพื้นทวีปซึ่งอยู่ทางใต้ของจีน ครั้นมีอําานาจทางการเมืองก็ค่อยๆ แผ่ขยายลงไปถึงลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และคาบสมุทร
สําเนียงพูดสมัยเริ่มแรกของคนพูดภาษาตระกูลไท-ไต ไม่พบหลักฐาน แต่คาดเดาเทียบเคียงแล้วไม่ตรงกับสําเนียงมาตรฐานของคนพูดภาษาไทยในประเทศไทยปัจจุบัน
4.สมัยนั้นคนพูดภาษาตระกูลไท-ไตทางตอนใต้ของจีนบริเวณโซเมียไม่เรียกตนเองว่าไทย แต่เรียกตนเองตามชื่อทางวัฒนธรรมเป็นกลุ่มๆ ตามที่เลือกสรรกันเอง ได้แก่ ต้ง, จ้วง, นุง, สุ่ย, หลี, ปู้ยี, มู่หล่าว, เหมาหนาน, ผู้ไท เป็นต้น
ส่วนคําว่า ไท หรือ ไต แปลว่า คน หรือ ชาว เช่น ไทพวน แปลว่า คนพวน หรือ ชาวพวน, ไตลื้อ แปลว่า คนลื้อ หรือ ชาวลื้อ (ข้อมูลรายละเอียดมีอีกมากในหนังสือ ความเป็นมาของคําสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519) คําว่า ไต มีใช้ในภาษาเขมร พบในจารึกพิมายแปลว่าคน แต่มีฐานะทางสังคมต่ำลงหมายถึงคนที่เป็นทาส
5.คนพูดภาษาตระกูลไท-ไตและคนหลากหลายชาติพันธุ์บริเวณโซเมียต่อไปข้างหน้าจะมีความเคลื่อนไหวโยกย้ายไปมาหลายทิศทางตามเส้นทางการค้าภายใน กระทั่งลงไปตั้งหลักแหล่งมีอํานาจทางภาษาและวัฒนธรรมอยู่ร่วมกับคนในตระกูลภาษาอื่นๆ เช่น ชวา-มลายู, มอญ-เขมร, ทิเบต-พม่า เป็นต้น ครั้นนานไปได้กลายตนแล้วเรียกตนเองด้วยชื่อสมมุติใหม่ว่าไทย
- สภาพแวดล้อมใกล้ชิดวัฒนธรรมฮั่น
ภาษาและวรรณกรรมไทย (ก่อนมีอักษรไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา) มีรากฐานเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้วจาก “คำบอกเล่า” หรือ “เรื่องเล่า” บริเวณโซเมีย ซึ่งเรียกรวมๆ ว่าทางลุ่มน้ำแยงซี อยู่ตอนใต้ของจีนต่อเนื่องถึงพื้นที่ส่วนมากบนภาคพื้นทวีปของอุษาคเนย์
ทางตอนใต้ของจีนเป็นที่ราบในหุบเขาสูง เป็นถิ่นของคนหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” อยู่ปะปนกัน แต่ถูกจีนเรียกอย่างรวมๆ โดยไม่จำแนกว่า “เยว่” ซึ่งมีรวมอยู่ด้วยก็คือคนในตระกูลภาษาไท-ไต
ตอนเหนือขึ้นไปของโซเมียเป็นดินแดนจีน (ลุ่มน้ำฮวงโห) ซึ่งเท่ากับโซเมียอยู่ใกล้ชิดติดกับจีน ดังนั้นเยว่บางกลุ่มถูกผนวกเป็นจีน แต่หลายกลุ่มแม้อยู่เป็นเอกเทศก็ยอมรับวัฒนธรรมจีน พบหลักฐานเก่าสุดคือหม้อสามขาที่คนหลายชาติพันธุ์รับจากจีนแล้วแพร่กระจายลงทางทิศใต้ไปตามเส้นทางคมนาคม ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาและคาบสมุทรมลายู มีลำดับความเป็นมาโดยสรุปดังนี้
1.ในจีน หม้อสามขา คือ ภาชนะดินเผามีสามขา อายุมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ขุดพบในหลุมศพบริเวณลุ่มน้ำฮวงโห ถูกจัดเป็นวัฒนธรรมลุงชาน หรือวัฒนธรรมหลงซาน (Longshan culture)
2.ในไทย หม้อสามขาอายุราว 3,000 ปีมาแล้ว ขุดพบในหลุมศพบริเวณที่ราบเชิงเขาทางตะวันตกตั้งแต่ภาคเหนือของไทยทอดยาวผ่านภาคกลางลงไปภาคใต้บริเวณคาบสมุทรมลายู (จากหนังสือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ของ ชิน อยู่ดี กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510 หน้า 42-47) หม้อสามขาเหล่านี้ไม่ได้นำลงมาจากลุ่มน้ำฮวงโหในจีน แต่ทำขึ้นในท้องถิ่นสำหรับฝังในหลุมศพเท่านั้น จึงไม่ได้ทำขึ้นใช้ในชีวิตประจำวัน
คนจากบริเวณโซเมียเชื่อมโยงวัฒนธรรมหม้อสามขาจากลุ่มน้ำฮวงโห (ทั้งรูปแบบและพิธีกรรมความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับหม้อสามขา) ลงทางทิศใต้จนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม้ไม่พบหลักฐานโดยตรง แต่พยานหลักฐานแวดล้อมยืนยันว่ามีการโยกย้ายอพยพของคนหลายชาติพันธุ์จากโซเมียลงทางทิศใต้เข้าสู่ลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำสาละวิน และลุ่มน้ำเจ้าพระยา
หม้อสามขาเป็นเครื่องเซ่นผีเพื่อแสดงฐานะทางสังคมของคนตายผู้เป็นชนชั้นนำระดับหัวหน้าเผ่าพันธุ์ที่ฝังในหลุม ดังนั้นเมื่อหัวหน้าเผ่าพันธุ์ตายก็เอาหม้อสามขาฝังรวมในหลุมฝังศพเพื่อใช้งานในโลกต่างมิติตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี
วัฒนธรรมจีนสำคัญๆ มีอีกหลายอย่างที่กลุ่มไท-ไตรับมาสมัยแรกๆ โดยเฉพาะระบบปฏิทินแม่ปีลูกปีและระบบสิบสองนักษัตร เป็นต้น (สรุปจากหนังสือ “คนไท” ไม่ใช่ “คนไทย” แต่เป็นเครือญาติชาติภาษา ของ เจีย แยนจอง สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548 หน้า 34-35) ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤดูกาลกำหนดวิถีกสิกรรมทำนาทำไร่แบบพึ่งพาธรรมชาติ (เรียก “นาทางฟ้า” คือพึ่งพาน้ำฝน) แล้วยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาษาและวรรณกรรมไทย เพราะสมัยเริ่มแรกมีอิทธิพลมากทางภาษาและวรรณกรรมในชีวิตประจำวันของคนล้านนา ครั้นปัจจุบันแม้จะลดความสำคัญลงไป แต่ยังอยู่ในประเพณีและในความทรงจำของคนจำนวนไม่น้อย นอกจากนั้นสิ่งที่กลุ่มไท-ไตรับจากจีนยังมีความเชื่อที่เรียกด้วยภาษาฮั่น เช่น แถน, ขวัญ เป็นต้น
แม่ปีลูกปี ในล้านนาได้ต้นแบบจากปฏิทิน “กานจือ” ของจีน ราว 3,000 ปีมาแล้ว
แม่ปี หมายถึง ศก มี 10 ศก ได้แก่ กาบ, ดับ, ลวาย, เมิง, เปิด, กัด, กด, ลวง, เต่า, ก่า
ลูกปี หมายถึง นักษัตร มี 12 นักษัตร ได้แก่ ใจ้, เป้า, ยี่, เม้า, สี, ใส้, สง้า, เม็ด, สัน, เล้า, เส็ด, ไก๊ [ปีนักษัตรทางภาคกลางเรียกชื่อด้วยคำจากหลายภาษา เช่น ชวด (ภาษาจีน), ขาล (ภาษาเขมร), จอ (ภาษากุย) เป็นต้น]
สิบสองนักษัตร ไท-ไตรับจากจีน นามปีมหาจักรในล้านนาตรงกับภาษาจีนโบราณ เช่น ล้านนา เรียก ปีกาบใจ้ ตรงกับจีนว่า กับจี้ (ภาคกลางเรียก ปีชวดเอกศก) ล้านนา เรียก ปีกัดเม้า ตรงกับจีนว่า กี่เม้า (ภาคกลางเรียก ปีเถาะฉศก) เป็นต้น
จีนเปลี่ยนปีนักษัตรตอนปีใหม่จีน (ตรุษจีน) ส่วนไทยเปลี่ยนปีนักษัตรตอนปีใหม่ไทย คือ เดือนอ้าย หรือเดือนที่ 1 หลังลอยกระทง ตรงกับปฏิทินสากลราวพฤศจิกายน-ธันวาคม (แต่ถูกชนชั้นนำอำนาจรวมศูนย์ครอบงำว่าเปลี่ยนตอนสงกรานต์ ซึ่งไม่ใช่ เพราะสงกรานต์เป็นพิธีขึ้นปีใหม่ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ไทยรับจากอินเดีย ส่วนสิบสองนักษัตรไม่มีในอินเดีย เนื่องจากสิบสองนักษัตรเป็นสิ่งเนื่องในศาสนาผีที่ไทยรับจากจีน)
แถน ได้จากภาษาฮั่นว่าเทียน, เตียน ซึ่งแปลว่าฟ้า หมายถึงผู้เป็นใหญ่บนฟ้า
ขวัญ ได้จากภาษาฮั่นว่าเฮวิ๋น, หวั๋น หมายถึงพลังอำนาจเหนือธรรมชาติที่ีมีใน คน, สัตว์, พืช, สิ่งของ, อาคารสถานที่ ฯลฯ



- ภาษาและวัฒนธรรมตามเส้นทางการค้า
อำนาจของภาษาและวัฒนธรรมไท-ไตแผ่ไปกว้างขวางตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป หนุนด้วยพลังการค้านานาชาติที่เข้ามาทางอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ในที่สุดภาษาไท-ไตเติบโตเป็นภาษาไทยแล้วเป็นภาษากลางของรัฐ และท้ายที่สุดเป็นภาษาราชการของอาณาจักร
เผ่าพันธุ์กับภาษาในทางสากลไม่จำเป็นต้องผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมอไป เพราะภาษาแพร่กระจายไปอย่างมีประสิทธิภาพตามพลังผลักดันทางสังคมและเศรษฐกิจ-การเมืองของประวัติศาสตร์ โดยไม่ต้องถูกทำให้ย้ายถิ่นในฉับพลันอย่างทารุณโหดร้ายตาม “การอพยพถอนรากถอนโคน” ของคนพูดภาษานั้นๆ ซึ่งพบในประวัติศาสตร์แห่งชาติ “เพิ่งสร้าง” ของไทย
ภาษาไทยเคลื่อนไหวแผ่กระจายได้ทุกทิศทางโดยคนพูดภาษาไทยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายไปด้วย แต่ถ้าจะมีคนบางกลุ่มหรือหลายกลุ่มที่พูดภาษาไทยโยกย้ายไปๆ มาๆ (ไม่ไปทิศทางเดียว) เป็นปกติด้วยก็ได้ เพราะไม่มีข้อห้าม หรือไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว ซึ่งพบร่องรอยเหล่านี้ได้ในตำนานนิทานหลายเรื่อง เช่น นิทานขุนบรม ที่สะท้อนความเคลื่อนไหวโยกย้ายของตระกูลภาษาไท-ไต จาก จ้วง-ผู้ไท บริเวณโซเมียทางมณฑลกวางสี (ภาคใต้ของจีน) กับภาคเหนือของเวียดนาม สู่ลุ่มน้ำโขง กระจายถึงบริเวณโยนก แล้วต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำสาละวิน ตลอดจนลงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นต้น
ขุนบรมเป็นทายาทแถนอยู่เมืองแถน ต่อมามีลูกชาย 7 คน เมื่อโตขึ้นได้แยกย้ายไปก่อบ้านสร้างเมืองเป็นเครือญาติพี่น้อง 7 แห่ง ได้แก่ 1. เมืองหลวงพระบาง ในลาว (โดยขุนลอ) 2. เมืองหอแต สิบสองพันนา ในจีน (โดยยี่ผาลาน) 3. เมืองแกวช่องบัว ในเวียดนาม (โดยสามจูสง) 4. เมืองยวนโยนก ลุ่มน้ำกก-อิง-โขง ในไทย (โดยไสผง) 5. เมืองอโยธยา-สุพรรณภูมิ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในไทย (โดยงั่วอิน) 6. เมืองคำเกิด ลุ่มน้ำโขง ในลาว (โดยลกกลม) 7. เมืองพวน แขวงเชียงขวาง ในลาว (โดยเจ็ดเจือง)
ในดินแดนประเทศไทยมี 2 เมืองเชื้อสายขุนบรมซึ่งมีความสัมพันธ์ผันแปรทั้งเครือญาติใกล้ชิดและคู่สงครามต่อเนื่องยาวนาน ได้แก่ (1.) เมืองยวนโยนก ต่อไปคือ รัฐล้านนา และ (2.) เมืองอโยธยา-สุพรรณภูมิ ต่อไปคือ รัฐอยุธยา ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์ทั้งเชิงเครือญาติและเชิงศัตรูกับเมืองเชื้อสายขุนบรมที่อยู่ในเขตลาว คือ เมืองหลวงพระบาง ความสัมพันธ์เหล่านี้ พบประจักษ์พยานที่กษัตริย์อยุธยาเชื้อสายสุพรรณภูมิ ในพระนามเดียวกันทุกพระองค์ว่า “บรมราชา” มีต้นตอจากชื่อขุนบรม และมีให้เห็นเป็นสัญลักษณ์อยู่ในวรรณกรรมสำคัญเรื่องขุนช้างขุนแผน เกี่ยวข้องหมดทุกเมืองทั้งอยุธยา, ล้านนา, หลวงพระบาง
เส้นทางขุนบรม ผู้ไท หรือไทดำ มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญมากในความเคลื่อนไหวโยกย้ายไปมาของภาษาและวัฒนธรรมไท-ไตจากเมืองแถน (ในเวียดนาม) ถึงเมืองไทย (รัฐอยุธยา) ตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป (ทางบก) พบหลักฐานเป็นร่องรอยอยู่ในความทรงจำคำบอกเล่ารูปตำนานนิทานเรื่องขุนบรม
เส้นทาง (ในความทรงจำเรื่องขุนบรม) เหล่านั้น ไม่ระบุตายตัวเรื่องยุคสมัย แท้จริงแล้วคือเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีปตั้งแต่สมัยดั้งเดิมเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้วสืบเนื่องถึงสมัยหลังๆ โดยเฉพาะสมัยการค้าสำเภากับจีนราวหลัง พ.ศ. 1500 พบหลักฐานการเคลื่อนไหวโยกย้ายของภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต ตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในลงลุ่มน้ำท่าจีน ทางฟากตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เนื้อหาเรื่องขุนบรมและลูกชายทั้ง 7 คนล้วนสมมุติขึ้นทั้งหมด แต่ตำแหน่งบ้านเมืองและชื่อบ้านนามเมืองอาจใกล้เคียงความจริงตามภูมิประเทศที่เป็นจริงบริเวณ “โซเมีย” ตั้งแต่มณฑลกวางสี-จ้วง ทางตอนใต้ของจีน ต่อเนื่องพื้นที่เดียวกันกับวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น ทางตอนเหนือของเวียดนาม แล้วเคลื่อนไหวโยกย้ายไปตามเส้นทางบกถึงลุ่มน้ำโขงลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าดินแดนภายใน เชื่อมโยงทางใต้ของจีนกับดินแดนคาบสมุทรระหว่างทะเลจีนใต้กับทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเมื่อเรือน พ.ศ. 1
หลักฐานสนับสนุนเท่าที่พบมีหลายอย่าง แต่อย่างสำคัญมีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งในไทยและในเวียดนาม (รวมภาคใต้ของจีน) ได้แก่ พูดตระกูลภาษาไท-ไต, นับถือแถน, ความเชื่อเรื่องขวัญ, ทำนาทดน้ำ, ประเพณีทำศพครั้งที่ 2, เทคโนโลยีโลหะสำริด เป็นต้น
เทคโนโลยีโลหะสำริดเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว โดยเฉพาะจากการขุดค้นทางโบราณคดีโนนหนองหอ (บ้านนาอุดม ต. นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร) ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ มีรูปแบบคล้ายคลึงใกล้เคียงอย่างเดียวกับที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น จากเวียดนามเหนือ (เอกสาร โนนหนองหอ แหล่งผลิตกลองมโหระทึกในประเทศไทย จัดทำโดยสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ไม่บอกปีที่พิมพ์) ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณหลักแหล่งของผู้ไท หรือไทดำ ลุ่มน้ำแดง-ดำ
[นอกจากนั้นยังมีเส้นทางการค้าเลียบชายฝั่งจากทางใต้ของจีนกับทางเหนือของเวียดนามเข้าถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงพบวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น เช่น เครื่องรางรูปสัตว์มีสองหัวเรียก “ลิง-ลิง-โอ” ในเขตเมืองอู่ทอง ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง (ดูในหนังสือ ประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองอู่ทอง โดย ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก 2549 หน้า 77)]
“ขุนบรม” เป็นคำเรียกอย่างไทย แต่ลาวเรียก ขุนบูลม, ขุนบูฮม ได้รับยกย่องเป็น “วีรบุรุษในตำนาน” ของคนลุ่มน้ำโขงกับลุ่มน้ำแดง-ดำ ขุนบรมเป็นทายาทแถน มีศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์อยู่เมืองแถน (ปัจจุบันมีชื่อภาษาเวียดนามว่า “เดียนเบียนฟู”) ลุ่มน้ำแดง-ดำ อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ติดพรมแดนลาวทางแขวงหลวงพระบาง-แขวงพงสาลี-แขวงซำเหนือ
เมืองแถน เป็นเมืองลาวเก่า มีบอกในตำนานหรือนิทานเรื่องขุนบรมตอนหนึ่งมีความว่า “—–พระยาผีแถน จักให้ท้าวขุนบรมลงมาเกิดในเมืองลาวเก่า—–” เท่ากับเป็นหลักฐานว่าลาวล้านช้าง (หลวงพระบาง) และลาวล้านนา (ในโยนก) มีบรรพชนอยู่เมืองแถน เดิมเรียกนาน้อยอ้อยหนู [เมืองแถน บางแห่งว่าเมืองแถง ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเสียง ง กับเสียง น เลื่อนสลับกันได้]
แถน คือขุนแผน บริเวณภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียกแถนด้วยสำเนียงกลายเป็นไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า “ขุนแผน” หมายถึงพระพรหม มีในโองการแช่งน้ำตอนพระพรหมตรวจภูมิสถานเมื่อมีแผ่นดินเกิดใหม่หลังไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกว่า “ขุนแผน แรกเอาดิน ดูที่” จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือโองการแช่งน้ำว่ายุคแรกๆ พวกไทยยังไม่คุ้นชื่อเทวดาที่เรียกด้วยภาษาสันสกฤต จึงเอาคำไท-ไตดั้งเดิมที่คุ้นเคยมาใช้เรียกแทน
แถน (ผู้รู้ภาษาและวัฒนธรรมจีนอธิบายว่ามีรากจากคำจีนว่า เทียน แปลว่า ฟ้า) หมายถึง อำนาจเหนือธรรมชาติซึ่งถือเป็นบรรพชนของผู้ไทและคนในตระกูลไท-ไตทั้งหลาย บางทีเรียกผีฟ้า, เจ้าฟ้า เพราะเชื่อว่าสิงอยู่บนฟ้า เป็นเจ้าใหญ่ของท้องฟ้า แล้วเชื่ออีกว่าเป็นผู้ควบคุมน้ำที่มีบนฟ้าซึ่งปล่อยให้ตกลงมาเป็นฝน จึงมีนิทานจุดบั้งไฟขอฝนบนฟ้าจากแถน
ดินแดนภายในภาคพื้นทวีปของอุษาคเนย์เป็นพื้นที่เคลื่อนไหวแผ่กระจายของภาษาไทยหลายพันปีมาแล้ว มีขอบเขตเหนือสุดอยู่บริเวณโซเมียลุ่มน้ำแยงซีทางภาคใต้ของจีน ส่วนทางใต้สุดอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทางภาคกลางของไทย
คนหลายเผ่าพันธุ์ต่างมีภาษาแม่เป็นภาษาพูดของตนเอง แต่เมื่อต้องพูดจาค้าขายกับคนกลุ่มอื่นจึงต้องใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง แล้วค่อยๆ เติบโตขยับขยายแผ่กว้างไป ครั้นนานไปก็คุ้นชินในชีวิตประจำวันทำให้ภาษาไทยมีอำนาจและมีอักษรไทย ดึงดูดให้คนหลายเผ่าพันธุ์เหล่านั้นกลายตนแล้วเรียกตนเองว่าไทยหรือคนไทย
อำนาจของภาษาไทยบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามีความเป็นมายาวนานมากกว่า 1,500 ปีมาแล้ว แต่หลักฐานคลุมเครือ ต่อมาจึงพบหลักฐานชัดขึ้นราว 1,000 ปีมาแล้ว ดังนี้

1.ภาษาไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา 1,500 ปี
ภาษาไทยในภาคกลางของไทยเท่าที่พบหลักฐานขณะนี้มีหนาแน่นบริเวณฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีประชากรหลากหลายเผ่าพันธุ์ตั้งหลักแหล่งปะปนกัน แต่มีกลุ่มหนึ่งพูดภาษาไทยเป็นภาษากลาง (ขณะที่ภาษามอญและภาษาเขมรเป็นภาษาทางราชการ ส่วนบาลี-สันสกฤตเป็นภาษาทางศาสนา) แล้วถูกเรียก “สยาม” ในรูปคำต่างๆ ได้แก่ สาม, สำ, เสม, เซียม เป็นต้น ตั้งแต่สมัยการค้าโลกเริ่มแรก (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัยทวารวดี) 1,500 ปีมาแล้ว หรือเมื่อเรือน พ.ศ. 1000
[ข้อมูลมีมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว และขอมฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519 และหนังสือ (ศรี) ทวารวดี ประวัติศาสตร์ยุคต้นของสยามประเทศ ของ ธิดา สาระยา สำนักพิมพ์เมืองโบราณ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532) พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2538 หน้า 179-183]
สยามเป็นคน “ไม่ไทย” เพราะสยามไม่เรียกตนเองว่าไทย แต่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสารกับคนต่างภาษา มีเหตุจากสยามประกอบด้วยคนหลายเผ่าพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ที่มีภาษาพูดต่างๆ ของใครของมัน ซึ่งมักสื่อกันไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่องทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีภาษากลางโดยเลือกใช้ภาษาไทยอันเป็นที่รับรู้กันว่าง่ายที่สุดในการใช้งานสื่อสารเมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ ที่มีสมัยนั้น
หลักฐานตัวอย่าง ได้แก่ ชาวปะโอ (หรือ ตองซู่) อยู่ในพม่า พูดภาษากะเหรี่ยง (ในวัฒนธรรมกะเหรี่ยง) เมื่อค้าขายทางไกลด้วยวัวต่างไปทาง “ไทใหญ่” ก็พูด “ภาษาไทใหญ่” ครั้นไปทางไทยในอีสานก็ปรับเปลี่ยนตนเองพูดภาษาลาว คนเหล่านี้ชาวอีสานรู้จักในชื่อ “กุลา” (เป็นต้นตอชื่อ “ทุ่งกุลาร้องไห้”) นานไปเมื่อได้ตั้งหลักแหล่งในอีสานแล้วกลายตนเป็นไทยสืบลูกหลานอยู่มาจนปัจจุบัน นอกจากนั้นชาวปะหล่องพูดตระกูลภาษามอญ-เขมรในรัฐฉาน (พม่า) มีอาชีพปลูกชาและขายใบชา ดังนั้นเพื่อประโยชน์ทางการค้าก็ต้องพูด “ภาษาไทใหญ่” ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท-ไต-ลาว-ไทย
[ปรับปรุงใหม่โดยสรุปจากบทความเรื่อง “รัฐเจ้าเมือง” ข้อเสนอเรื่อง “รัฐ” ของคนไตในเวียดนาม โดย นิติ ภวัครพันธุ์ พิมพ์ในหนังสือ ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2564) หน้า 57]
อำนาจของภาษาไทยแผ่กว้างขวางบนเส้นทางการค้าของดินแดนภายในภาคพื้นทวีป โดยมีศูนย์กลางใหญ่และสำคัญแห่งหนึ่งอยู่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง ลาว-ไทย ที่ (ปัจจุบันเรียก) “เวียงจันท์” เป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินคร่อมสองฝั่งแม่น้ำโขงตั้งแต่สมัยการค้าโลกเริ่มแรก เมื่อเรือน พ.ศ. 1000 (เอกสารจีนเรียก “เหวินตาน”)
เวียงจันท์ คือ ศูนย์กลางทางการค้า-การเมืองของชาวสยามซึ่ง “ไม่ไทย” แต่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้า ต่อมามีความสัมพันธ์ทางการค้าและเป็นเครือญาติใกล้ชิดเชื้อวงศ์หลวงพระบาง (ชื่อเดิมว่าเชียงดงเชียงทอง) และโดยเฉพาะเป็นวงศ์ญาติใกล้ชิดกษัตริย์เมืองพระนคร (ที่โตนเลสาบ กัมพูชา)
หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับเวียงจันท์ คือ ภาพสลักเมื่อเรือน พ.ศ. 1650 บนระเบียงปราสาทนครวัด (ในกัมพูชา) มีจารึกกำกับเป็นอักษรเขมรและภาษาเขมรว่า “เสียมกุก” (ตรงกับ “เสียมก๊ก”) หมายถึงพวกสยาม ซึ่งประกอบด้วยเจ้านายชนชั้นนำและข้าคนจำนวนหนึ่งล้วนนุ่งผ้า (แบบโสร่ง) แต่งขบวนเกียรติยศร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของวงศ์เครือญาติใกล้ชิดซึ่งเป็นกษัตริย์เมืองพระนคร (นครวัด)
“เสียมกุก” ภาพสลักที่ปราสาทนครวัด เคยมีนักปราชญ์อธิบายเป็นอย่างอื่นมาก่อน ดังนี้
(1.) นักปราชญ์ชาวยุโรปอธิบายว่า “เสียมกุก” หมายถึง กองทัพสยามจากรัฐสุโขทัยที่ถูกอาณาจักรกัมพูชาเกณฑ์ไปช่วยรบกับจามปา (อยู่ในเวียดนาม) เพราะชื่อว่า “เสียม” คือ สยาม เป็นชื่อเรียกรัฐสุโขทัย แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่สนับสนุน ดังนี้
เรื่องแรก “เสียมกุก” เป็นภาพสลักถูกทำขึ้นราว พ.ศ. 1650 ยังไม่มีรัฐสุโขทัย เนื่องจากพบหลักฐานว่ารัฐสุโขทัยสถาปนาขึ้นหลังจากนั้นเกือบ 100 ปี
เรื่องหลัง “เสียม” หรือ “เสียน” เป็นคำจีนในเอกสารจีนเรียกสยาม หมายถึง รัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี)
(2.) จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายว่า “เสียมกุก” หมายถึงสยามแห่งลุ่มน้ำกก จ. เชียงราย
แต่บริเวณลุ่มน้ำกก เมื่อ พ.ศ.1650 (ช่วงเวลาทำภาพสลักปราสาทนครวัด) ไม่พบหลักฐานเป็นบ้านเมืองใหญ่โตระดับรัฐจัดตั้งกองทัพ และกว่าจะเติบโตมีบ้านเมืองประกอบด้วยคูน้ำคันดินมั่นคงแข็งแรงก็หลังจากนั้นอีกนานเกือบ 100 ปี
[ดูในบทความเรื่อง “ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม” ของ ศรีศักร วัลลิโภดม พิมพ์ในหนังสือ ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม โดย ศรีศักร วัลลิโภดม และ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2534 หน้า 118-127, และหนังสือ เสียมกุก ขบวนแห่ของชาวสยาม “เครือญาติ” เขมรที่นครวัดเป็นใคร? มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2552]
สำเนียงสองฝั่งโขงเป็นต้นตอสำเนียง “เหน่อ” ทั้งนี้สืบเนื่องจากชาวสยาม “เสียมกุก” บริเวณเวียงจันท์ถึงหลวงพระบางพูดภาษาไท-ไต ด้วยสำเนียงสองฝั่งโขงสมัยนั้น (ที่รับมาจากตระกูลไท-ไตของจ้วง-ผู้ไท บริเวณมณฑลกวางสีทางใต้ของจีนกับทางเหนือของเวียดนาม) ซึ่งน่าจะเป็นต้นตอสำเนียง“เหน่อ”ของภาคกลางเมื่อภาษาไทยของชาวสยามสองฝั่งโขงเคลื่อนที่ตามเส้นทางคมนาคมการค้าภายในถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วแพร่กระจายลงบริเวณคาบสมุทรถึงภาคใต้เป็น “สำเนียงใต้”
2.ภาษาไทยในรัฐสยาม 1,000 ปีมาแล้ว
ชาวสยาม “ร้อยพ่อพันแม่” พูดภาษาไทยอยู่ฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยาสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยการค้าโลกเริ่มแรก (ส่วนภาษามอญกับภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ และภาษาบาลี-สันสกฤตเป็นภาษาทางศาสนา) นานไปก็มีอำนาจขยายตัวเติบโตเป็น “รัฐสยาม พูดภาษาไทย” ภายหลังติดต่อค้าขายกับจีน แล้วได้รับอุดหนุนอย่างแข็งแรงจากการค้าสำเภาจีนเมื่อเกือบ 1,000 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ. 1500 (นักวิชาการบางกลุ่มเรียกสมัยลพบุรี ส่วนคนทั่วไปเรียกสมัยขอม)
รัฐสยาม พูดภาษาไทย ต่อไปข้างหน้าคือรัฐสุพรรณภูมิมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองสุพรรณภูมิ (สมัยอยุธยาเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสุพรรณบุรี) มีเครือข่ายเป็นเครือญาติชาติภาษา ได้แก่ เมืองเพชรบุรี, เมืองนครศรีธรรมราช, เมืองสุโขทัย เป็นต้น
สำเภาจีนมีระวางบรรทุกสูงและแข็งแรงกว่าสำเภาชนิดอื่นที่ใช้กันในทะเลจีนและมหาสมุทรอินเดียในช่วงเวลานั้นทำให้บรรทุกสินค้ากินระวางได้ปริมาณมากขึ้น ดังนั้นในดินแดนไทยซึ่งมีของป่าที่สำคัญแห่งหนึ่งก็สามารถป้อนของป่าแก่การค้าทางทะเลได้หลากหลายชนิดมากขึ้น เช่น ไม้ฝาง, หนังสัตว์, อาหาร, ผลเร่ว เป็นต้น ขณะเดียวกันก็ขยายพื้นที่รวบรวมทรัพยากรกว้างขวางจากดินแดนภายในนับไม่ถ้วนส่งป้อนการค้าสำเภาจีน ซึ่งมีผลทำให้เส้นทางการค้าดินแดนภายในมีชุมชนบ้านเมืองเกิดขึ้นแล้วเติบโตในทำเลที่มีความสำคัญ ได้ตั้งตัวเป็นศูนย์กลางการค้าภายใน ดึงดูดประชากรหลากหลายเผ่าพันธุ์เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งรวมกันมากขึ้น ต่างใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง ครั้นนานไปก็เป็นภาษาในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เชียงใหม่, แพร่, น่าน, ศรีสัชนาลัย, สุโขทัย, พิษณุโลก, กำแพงเพชร, นครราชสีมา (เมืองราด, โคราช) ฯลฯ
[สรุปจากบทความเรื่อง “ข้อเสนอสังเขปประวัติศาสตร์แห่งชาติ” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์รวมในหนังสือประวัติศาสตร์แห่งชาติ “ซ่อม” ฉบับเก่า “สร้าง” ฉบับใหม่ (สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 22-27]
ภาษาไทยเคลื่อนไหวตามเส้นทางการค้าภายใน จากโซเมียทางใต้ของจีนเข้าลุ่มน้ำโขง แล้วลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบร่องรอยและหลักฐานเชิงสัญลักษณ์อยู่ในความทรงจำจากคำบอกเล่าเก่าแก่หลายเรื่อง ได้แก่ ขุนบรม, พระเจ้าพรหม, ท้าวอู่ทอง เป็นต้น [ขุนบรม สัญลักษณ์เคลื่อนไหวจากตะวันออกบริเวณภาคใต้ของจีนกับภาคเหนือของเวียดนามสู่ตะวันตกบริเวณลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาละวิน พระเจ้าพรหม สัญลักษณ์ความเคลื่อนไหวจากโยนก-ล้านนาแถบลุ่มน้ำกก-อิงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน แถบแม่น้ำ น่าน, ยม, ปิง-วัง ท้าวอู่ทอง สัญลักษณ์ความเคลื่อนไหวจากลุ่มน้ำโขง (หลวงพระบาง-เวียงจันท์) เข้าลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน (น่าน, ยม, ปิง-วัง) แล้วลงสู่ฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงคาบสมุทรตอนบน (บริเวณเมืองเพชรบุรีถึงเมืองนครศรีธรรมราช)]
ภาษาไทยถูกใช้เผยแผ่พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท สำนักลังกา โดยตั้งต้นจากลุ่มเจ้าพระยาทั้งตอนล่างและตอนบน แล้วค่อยๆ ขยายพื้นที่กว้างออกไป ยิ่งทำให้ภาษาไทยเป็นภาษากลางของคนหลากหลายเผ่าพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ (พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแพร่หลายมาจากลังกา ผ่านเมืองมอญ (ในพม่า) เข้าทางตะวันตกของไทย แล้วแพร่หลายในบ้านเมืองฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา)
- เขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมร
เมื่ออักษรไทยยังไม่มี ดังนั้น คนพูดภาษาไทยขอยืมอักษรเขมรจากรัฐละโว้ (ศูนย์กลางอยู่ลพบุรี) ใช้เขียนภาษาไทย แต่รัฐละโว้ถูกเรียกอย่างยกย่องว่า “ขอม” จากคนพูดภาษาไทยทำให้อักษรเขมรถูกเรียกตามไปด้วยว่า “อักษรขอม” แล้วนับถือเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาพากันเรียกอักษรเขมรเมื่อเขียนภาษาไทยว่า “ขอมไทย” จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายโดยสรุปดังนี้
“อักษรขอมนั้น ก็คืออักษรเขมรที่ไทยรับมาใช้อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดถึงสุโขทัยตั้งแต่ครั้งโบราณ และได้ใช้อยู่ในกิจการทางศาสนาพุทธตลอดมา จนมีพัฒนาการของตนเองขึ้นเปนพิเศษต่างหากจากพัฒนาการของอักษรเขมรในดินแดนกัมพูชา, และแม้ถึงกับได้นำมาเขียนคำภาษาไทย ด้วยอักขรวิธีอย่างไทย ดังที่เรียกว่าอักษรขอมไทยขึ้น” (จาก “ภาคผนวก” ในหนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม โดย จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2547 หน้า 172)
เขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมรแล้วเรียกขอมไทย ใช้ในทางศาสนา-การเมืองของราชสำนัก พบทั่วไปบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งที่เป็นสมุดข่อย, ใบลาน และศิลาจารึก (เฉพาะศิลาจารึกพบมากทางภาคกลางตอนบน)
คนชั้นนำสมัยโบราณที่พูดภาษาไทย (หรือ ไท-ไต) ต้องเรียนรู้ขอมไทย พบนิทานเชิงสัญลักษณ์อยู่ในพงศาวดารโยนกว่า พระร่วงแห่งเมืองสุโขทัยกับพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยาเป็นสหายต้องไปเรียนร่วมกันทางศิลปวิทยาการ (อันมีขอมไทยอยู่ด้วย) ในสำนักสุกทันตฤๅษี เขาสมอคอน เมืองละโว้
ขอมไทยได้รับการยกย่องนับถือตั้งแต่ก่อนมีอักษรไทย กระทั่งหลังมีอักษรไทย พบในการศึกษาของพระสงฆ์ต้องเรียนขอมไทย เพิ่งเลิกไปสมัยหลังแผ่นดิน ร.5 แม้ปัจจุบันการลงอักขระจะให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์ต้องลงด้วยอักษรขอม
ขอมไม่ใช่ชื่อชนชาติเฉพาะ ฉะนั้นไม่มีชนชาติขอมในโลก แต่ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรมมีขึ้นราวหลัง พ.ศ. 1500 ใช้สมมุติเรียกคนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่นับถือศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธมหายาน แล้วใช้ภาษาเขมรสื่อสารในชีวิตประจำวันกับใช้อักษรเขมรในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ [เช่นเดียวกับคำว่าแขกใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาอิสลาม และคำว่าคริสต์ใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาคริสต์ (ปรับปรุงใหม่จากข้อเขียนนานมากแล้วของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช)]
เขมรไม่เรียกตัวเองว่าขอม และไม่มีคำว่าขอมในเขมร แต่เขมรรู้ภายหลังว่าถูกไทยเรียกขอม
ศูนย์กลางขอมครั้งแรกอยู่ที่รัฐละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาย้ายลงไปอยู่ที่อโยธยาศรีรามเทพ (ต่อไปคือกรุงศรีอยุธยา) แล้วถูกขยายสมัยหลังไปอยู่กัมพูชา ด้วยเหตุนี้ใครก็ตามจะถูกเรียกขอมทั้งนั้นเมื่อนับถือศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธมหายาน แล้วสังกัดรัฐละโว้-อโยธยาและอาณาจักรกัมพูชา ไม่ว่ามอญ, เขมร, มลายู, ลาว, จีน, จาม, หรือไทย ฯลฯ
แต่คนทั่วไปมักเข้าใจต่างกันเป็น 2 อย่างว่า ขอมคือเขมร และ ขอมไม่ใช่เขมร กรณีขอมไม่เขมรมีเหตุจากการเมืองสมัยใหม่ลัทธิชาตินิยมช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะกรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารเพื่อแสดงว่าไทยเป็นเจ้าของ บรรดาคนชั้นนำไทยปลุกระดมว่าขอมสร้างปราสาทพระวิหาร ซึ่งไม่เขมร แต่ในทางวิชาการสากลคนทั้งโลกไม่เชื่อตามคนชั้นนำไทย
ค้าสำเภากับจีนกระตุ้นเขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมร การเขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมรเรียก “ขอมไทย” น่าจะมีเมื่อรัฐละโว้กับรัฐสุพรรณภูมิร่วมกันสถาปนาเมืองศูนย์กลางใหม่บริเวณแม่น้ำลพบุรีกับแม่น้ำป่าสักไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วยกนามเมืองว่า “อโยธยาศรีรามเทพ” ราวหลัง พ.ศ. 1600
[สรุปจากบทความเรื่อง “สมเด็จพระรามาธิบดีศรีอโยธยา” โดย มานิต วัลลิโภดม พิมพ์รวมอยู่ในหนังสือเฉลิมพระราชอนุสาวรีย์สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตร พระพุทธิเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในอภิลักขิตมงคลสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระราชอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าอู่ทองรามาธิบดีที่ 1 และอยุธยามหาปราสาท วันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2513]
อโยธยาศรีรามเทพใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง ทั้งทางการค้าและการศาสนา ดังนี้
1.ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้ากับดินแดนที่อยู่ภายใน (เช่น ลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำดำ-แดง ในเวียดนาม, ลุ่มน้ำแยงซีในจีน เป็นต้น) เพื่อขนย้ายทรัพยากร (เช่น ของป่า) ลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นสินค้าส่งขายกับจีนที่กำลังขยายกว้างขวางมากทางการค้าสำเภา และ
2.ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการเผยแผ่พุทธศาสนาแบบเถรวาทจากลังกา ซึ่งรัฐอโยธยานับถือเป็นหลัก (โดยผสมกลมกลืนกับศาสนาผีและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู)
ราชสำนักอโยธยาศรีรามเทพ มีเจ้านายเป็นเครือญาติอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ (1.) เจ้านายพูดภาษาเขมร (เป็น “ขอม”) จากรัฐละโว้ (ที่ลพบุรี) กับ (2.) เจ้านายพูดภาษาไทย (เป็น “สยาม”) จากรัฐสุพรรณภูมิ (ที่สุพรรณบุรี)
ส่วนขุนนางข้าราชการชนชั้นนำประกอบด้วยคนหลายเผ่าพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ต่างมีภาษาพูดหลายตระกูลของใครของมัน (เช่น ตระกูลภาษามอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ทิเบต-พม่า, ไท-ไต เป็นต้น) โดยใช้ภาษาไทย (ต้นตอจากภาษาไท-ไต) เป็นภาษากลางเพื่อการสื่อสารเข้าใจตรงกัน ด้วยเหตุดังนั้นบรรดากฎหมายและเอกสารสำคัญทั้งหลายจึงเขียนด้วยอักษรเขมร (เพราะสมัยนั้นยังไม่มีอักษรไทย) โดยแต่งเป็นภาษาไทย (ลักษณะอย่างนี้เรียก “ขอมไทย”) เพื่อให้เป็นที่รับรู้ในหมู่ชนชั้นนำซึ่งประกอบด้วยเจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการหลายเผ่าพันธุ์
ก่อนและหลังสร้างอโยธยาเมืองใหม่ รัฐละโว้กับรัฐสุพรรณภูมิต่างโยกย้ายผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ยึดพื้นที่มีชุมชนคนละย่าน ดังนี้
ชุมชนละโว้ ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่บริเวณแม่น้ำลพบุรี-ป่าสัก (เก่า) ไหลสบกัน (ปัจจุบันเรียกคลองหันตรา อ. พระนครศรีอยุธยา ต่อเนื่อง อ. อุทัย จ. พระนครศรีอยุธยา)
ชุมชนสุพรรณภูมิ ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่บริเวณ “เวียงเหล็ก” ของพระเจ้าอู่ทอง (ท้าวอู่ทอง) บริเวณสำเภาล่ม-คลองตะเคียน-คลองคูจาม มีศูนย์กลางอยู่วัดพุทไธศวรรย์ อ. พระนครศรีอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา
เจ้านายรัฐละโว้กับเจ้านายรัฐสุพรรณภูมิเป็นเครือญาติใกล้ชิดทางการแต่งงาน มีความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ รวมกันแล้วแยกกัน ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางการค้าและการเมืองขณะนั้น โดยราชสำนักอโยธยามีขุนนางข้าราชการทั้งชาวละโว้พูดภาษาเขมรกับชาวสุพรรณภูมิพูดภาษาไทย แต่ภาษาไทยไม่มีตัวอักษร ส่วนภาษาเขมรมีอักษรเขมร ต่อมาเจ้านายขุนนางข้าราชการกลุ่มสุพรรณภูมิพูดภาษาไทยคิดค้นดัดแปลงเขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมร เพื่อการค้าและพิธีกรรมราชสำนักที่เกี่ยวข้องศาสนาและการเมืองการปกครอง ได้แก่ โองการแช่งน้ำ, กฎหมาย และอื่นๆ
รัฐละโว้กับรัฐสุพรรณภูมิร่วมกันสร้างอโยธยาเมืองใหม่ เป็นผลสืบเนื่องจากการค้ากับจีนคึกคักมั่งคั่งอย่างไม่เคยพบมาก่อนหลังจีนเปิดโลกค้าสำเภาด้วยตนเองถึงอ่าวไทย โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางคมนาคมการค้าทวีความสำคัญ เพราะเชื่อมอ่าวไทยกับแหล่งทรัพยากรอยู่ดินแดนภายในถึงลุ่มน้ำโขงและเหนือขึ้นไปถึงจีน
- รัฐเก่าร่วงโรย รัฐใหม่รุ่งเรือง
ความร่วงโรยของเมืองพระนครหลวงซึ่งเป็นรัฐเก่าที่โตนเลสาบในกัมพูชามีขึ้นขณะเมืองอโยธยาศรีรามเทพซึ่งเป็นรัฐใหม่รุ่งเรืองบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้มีเหตุจากลักษณะการค้าโลกเปลี่ยนไป ทำให้อ่าวไทยบริเวณคาบสมุทรคับคั่งด้วยสำเภาจีน แต่ไม่คึกคักทางโตนเลสาบ
การค้าโลกไม่เหมือนเดิม เมื่อการค้าสำเภาจีนทวีความเข้มแข็งมากขึ้นทั่วอ่าวไทยเพื่อควบคุมเส้นทางข้ามคาบสมุทร บริเวณฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยาต่อเนื่องถึงแหลมมลายู ทำให้บ้านเมืองและผู้คนเคลื่อนไหวคึกคัก โดยเฉพาะคนพูดภาษามลายูทั่วหมู่เกาะและชายฝั่งแผ่นดินใหญ่กับคนพูดภาษาไทยทั่วดินแดนภายในภาคพื้นทวีปมีการโยกย้ายถ่ายเททิศทางต่างๆ แต่ที่สำคัญคือการโยกย้ายจากลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำต่อเนื่องลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อขนย้ายทรัพยากรค้าขายกับจีนทางท่าเรือซึ่งอยู่อ่าวไทยฝั่งคาบสมุทร
ลักษณะการค้าเปลี่ยนไปในภูมิภาคเมื่อเส้นทางการค้าทวีความสำคัญบริเวณคาบสมุทรทำให้มีผลอย่างยิ่งต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของภูมิภาค ได้แก่ (1.) รัฐรุ่นเก่าถดถอยความสำคัญเมื่อสำเภาจีนลดการติดต่อค้าขาย และ (2.) รัฐรุ่นใหม่ทวีความสำคัญเมื่อสำเภาจีนเพิ่มการติดต่อค้าขาย
เมืองพระนครหลวงที่โตนเลสาบในกัมพูชาร่วงโรยร่อแร่จากการค้าสำเภาจีนลดลงราวหลัง พ.ศ. 1700 ส่วนเมืองอโยธยาศรีรามเทพรุ่งเรืองมั่งคั่งและมั่นคงมากขึ้นจากจีนอุดหนุนการค้าสำเภา (จีนเรียกอโยธยาอย่างสืบเนื่องถึงอยุธยาว่า “เสียนหลอ” เพราะเกิดจากการรวมตัวของ “เสียน” คือ สยาม หมายถึง รัฐสุพรรณภูมิ กับ “หลอ” คือ หลอฮก หมายถึงรัฐละโว้) เป็นช่วงเวลาหลังรัชกาลพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 เกิดสถานการณ์อ่อนแรงแล้วถดถอยของศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน ขณะที่ศาสนาพุทธฝ่ายเถรวาท (จากลังกา) แข็งแรงคึกคักขึ้นกว่าแต่ก่อนจนแผ่กว้างเข้าไปถึงกัมพูชา ด้วยแนวคิดว่าพระราชามาจาก “ผู้มีบุญ” ที่สั่งสมบุญบารมีไว้เมื่อชาติก่อน ทำให้ชาตินี้มีความมั่งคั่งจากการค้าขาย ซึ่งเท่ากับสามัญชนหรือคนพ่อค้าสามารถเป็นกษัตริย์ได้ ดังนั้นในกัมพูชาจึงมีความทรงจำจากคำบอกเล่าเรื่อง “ตาแตงหวาน” (ชื่อภาษาเขมรว่า “ตรอซกแผฺอม”)
- เขียนภาษาไทยด้วยอักษรไทย
อักษรมิได้เกิดจากปาฏิหาริย์การประดิษฐ์คิดค้นของใครคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว และเป็นไปไม่ได้ที่ตัวอักษรจะถูกประดิษฐ์ดังเนรมิตสำเร็จในปีหนึ่งปีใดเพียงปีเดียว แต่อักษรไทยต้องเกิดจากความจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในสังคม ด้วยพลังผลักดันของอำนาจการเมืองเป็นระยะเวลายาวนานมากก่อนเป็นอักษรไทย โดยวิธีดัดแปลงจากอักษรที่มีอยู่ก่อนและใช้กันมาก่อนอย่างคุ้นเคย
อักษรไทย คือ อักษรเขมร (หรือมอญ) ที่ถูกทำให้ง่ายด้วยอักขรวิธีที่ง่ายที่สุดในบรรดาตัวอักษรที่ใช้กันอยู่ในภูมิภาคอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีปทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพราะถูกพัฒนาขึ้นสำหรับคนที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ สมัยแรกใช้เขียน (ตวัดหาง) บนสมุดข่อย หลังจากนั้นจึงมีผู้ปรับปรุงใช้สลักหินด้วยตัวเหลี่ยมมนในบ้านเมืองตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ถ้านับจากอักษรไทยย้อนกลับไปหารากเหง้าจะพบว่าอักษรไทยได้แบบจากอักษรเขมรที่เรียก “อักษรขอม” ซึ่งวิวัฒนาการจากอักษรทวารวดี, อักษรปัลลวะ (ทมิฬ) ตามลำดับ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นแบบให้มีอักษรไทยขึ้นที่รัฐอโยธยา-ละโว้ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยประมาณกว้างๆ เมื่อเรือน พ.ศ. 1800
[สรุปจากหนังสือหลายเล่ม (1) ความไม่ไทย ของคนไทย ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2559 หน้า 63 (2) จารึกพ่อขุนรามคำแหง วรรณคดีประวัติศาสตร์การเมืองแห่งกรุงสยาม ของ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532) สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2547 (ปรับปรุงใหม่) (3) สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ไม้งาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2526 หน้า 7-15 (4) ภาษาและวรรณคดีในสยามประเทศ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546 (5) อักษรไทย มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548]
กว่าจะเป็นอักษรไทย คนพูดภาษาไทยขอยืมอักษรเขมรเขียนภาษาไทยเรียก “ขอมไทย” อย่างคุ้นเคยอยู่นานมาก ซึ่งบอกไม่ได้ว่านานเท่าไร? อาจเป็นร้อยปี หรือมากกว่านั้น (ระหว่าง พ.ศ. 1600-1900)
ครั้นถึงช่วงเวลาหนึ่งเมื่ออำนาจของภาษาและวัฒนธรรมของคนพูดภาษาไทยมีมากขึ้น (ขณะนั้นยังไม่พบหลักฐานว่าเรียกตนเอง “คนไทย”) จึงปรับปรุงอักษรเขมร (และอาจมีอักษรมอญกับอักษรอื่นๆ ด้วย) เพื่อใช้ถ่ายเสียงภาษาไทยที่พูดในชีวิตประจำวัน แล้วเรียกต่อมาสมัยหลังว่า “อักษรไทย”
เบื้องต้นของการปรับปรุง ได้แก่ ส่วนใดไม่มีในอักษรเขมรก็คิดดัดแปลงแต่งเพิ่มเข้ามา เช่น ฃ, ฅ เป็นต้น ส่วนใดถูกใช้จนเคยชินตามอักษรเขมรแล้วก็คงรูปเดิมไว้ซึ่งมีทั้ง “ศก” และ “เชิง” ได้แก่ ฎ, ฏ, ฐ, ญ เป็นต้น สำหรับเลข ๑ ถึง ๙ คงรูปเดิมของเลขเขมร ส่วนเลข ๐ รับจากอินเดียหรืออาหรับตั้งแต่สมัยการค้าโลกเริ่มแรก
อักษรไทยที่พัฒนาจากอักษรเขมรและอื่นๆ ถูกใช้งานในกลุ่มคนชั้นนำ (ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต) โดยเขียนบนสมุดข่อย (สีดำ) จนเป็นที่คุ้นเคยอย่างดีด้วยแท่งดินสอ (คำว่า สอ เป็นภาษาเขมร แปลว่า ดินขาว)
ต่อมาอักษรไทยแบบเขียนบนสมุดข่อยถูกดัดแปลงอีกทอดหนึ่งเป็นแบบสลักบนแผ่นหิน โดยปรับตัวอักษรมีลักษณะเหลี่ยมมนเพื่อง่ายต่อการแกะสลักหิน (ตามประเพณีในอาณาจักรกัมพูชา) จากนั้นแพร่หลายขึ้นไปรัฐสุโขทัย บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน (หรือลุ่มน้ำยม-น่าน) มีความทรงจำอยู่ในพงศาวดารเหนือว่า “พระร่วงทำหนังสือไทย”
อักษรไทยของเพศชาย กีดกันเพศหญิง อักษรไทยสมัยแรกเป็นสมบัติของคนชั้นนำเพศชาย จึงไม่เป็นเครื่องมือสื่อสารแสวงหาความรู้ของสามัญชนคนทั่วไปที่เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก โดยเฉพาะเพศหญิง
การเรียนรู้อักษรไทยสมัยแรกกีดกันเพศหญิง ดังเป็นที่รู้ทั่วไปว่าผู้ชายเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ต้อง “บวชเรียน” ตามประเพณี หมายถึงบวชเป็นภิกษุแล้วได้เรียนอักษร “ขอมไทย” และอักษรไทย ส่วนผู้หญิงไม่อนุญาตให้บวชเป็นภิกษุณี จึงไม่ได้เรียนอักษรเหมือนเพศชาย
ในกลุ่มคนชั้นนำของไทยเป็นที่รับรู้ทั่วกันว่าการเรียนรู้อักษรศาสตร์หรือศิลปศาสตร์เป็นสมบัติของ “ผู้ดี” ที่เป็นเพศชายเท่านั้น โดยกีดกันเพศหญิงอย่างเข้มงวด จึงมีคำสอนอย่างแข็งขันว่า “ลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ” คำว่า “ลายมือ” ในกลอนเสภาที่ยกมาหมายถึงอ่านเขียนเรียนหนังสือ (จากกลอนเสภาขุนช้างขุนแผนตอนนางวันทองสอนลูกชายชื่อ “พลายงาม” ขณะสั่งเสียให้เดินดงคนเดียวหนีขุนช้างจากเมืองสุพรรณบุรีไปอยู่กับย่าทองประศรีที่เมืองกาญจนบุรีสมัยนั้นอยู่ลาดหญ้า)
- วรรณกรรมชนชั้นนำ
วรรณกรรมไทยสมัยแรกยังไม่มีอักษรไทย จึงเขียนเป็นภาษาไทยด้วยอักษรเขมรเรียก “ขอมไทย” เป็นคำอธิบายของนักปราชญ์และนักค้นคว้ารุ่นก่อนๆ แล้วเชื่อสืบต่อกันมานานมาก แต่ยังไม่พบหลักฐานสมุดข่อย จึงพบเพียงฉบับคัดลอกตกทอดมาที่เขียนด้วยอักษรไทย
วรรณกรรมเรื่องแรกสุดที่เป็นภาษาไทย อักษรไทย คือเรี่องอะไร? ใครแต่ง? เมื่อไร? ไม่น่าจะหาพบ และด้วยเงื่อนไขหลายอย่างไม่น่าจะมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ยังเหลือให้เห็นถึงปัจจุบัน (ยกเว้นเสียแต่จะสถาปนาขึ้นเองตามต้องการของผู้มีอำนาจรวมศูนย์)
สมุดข่อยวรรณกรรมไทยสมัยแรกสร้าง น่าจะมีชุดเดียวเก็บไว้ใน “หอหลวง” (หอสำหรับรักษาสมุดข่อยของราชสำนัก) โดยอนุญาตให้คัดลอกใช้งานพิธีกรรมในราชสำนัก
วรรณกรรมไทยไม่อยู่โดดเดี่ยว แต่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมนานาชาติตามลักษณะความสัมพันธ์ทางการค้าและอื่นๆ
ดังนั้นวรรณกรรมไทยจึงได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมของชาติต่างๆ ได้แก่ อินเดีย, อิหร่าน (เปอร์เซีย), จีน, อินโดนีเซีย (ชวา), พม่า (มอญ), ตะวันตก (ยุโรป, อเมริกา) เป็นต้น
[สรุปจากหนังสือ ประวัติวรรณคดีไทย ฉบับมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ภาค ก ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีไทย พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2565]
วรรณกรรมไทยของชนชั้นนำเหล่านี้มีขึ้นในรัฐลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ภาคกลาง) ที่แพร่หลายลงไปรัฐบริเวณคาบสมุทร (ภาคใต้) แต่ไม่ได้ศึกษารวมถึงรัฐลุ่มน้ำอื่น ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง-วัง (ภาคเหนือ) และลุ่มน้ำโขง-ชี, มูล (ภาคอีสาน)
วรรณกรรมครั้งนั้นไม่ได้มีเพื่ออ่านคนเดียวในใจอย่างสังคมสมัยใหม่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และที่สำคัญคนทั่วไปในสังคมสมัยนั้น “เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก” แต่มีเพื่อพิธีกรรมทางการเมืองการปกครอง ซึ่งชนชั้นนำอ่านออกเขียนได้ร่วมกันสร้างไว้เป็นข้อกำหนดบทบัญญัติอย่างหนึ่ง ส่วนอีกอย่างหนึ่งเพื่ออ่านออกเสียงป่าวประกาศถ้อยคำขลังและศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณี
ชนชั้นนำรู้หนังสือไม่เสมอกัน เพราะบางคนหรือหลายคนเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก เนื่องจากระบบการเรียนการสอนไม่มีเป็นทางการและที่มีก็ไม่เป็นที่รับรู้กว้างขวางทั่วไปอย่างปัจจุบัน ดังนั้นการรับรู้วรรณกรรมไม่เป็นสาธารณะ
- คนทั่วไป “เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก”
สามัญชนชาวบ้านทั่วไปเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก จึงไม่รู้จักและไม่เข้าใจวรรณกรรมของชนชั้นนำที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ถ้าจะรู้บ้างในบางเรื่องก็รู้จากฟัง “สวด” หรือฟังคำบอกเล่าปากต่อปากตกทอดต่อๆ กันมาซึ่งส่วนมากจะคลาดเคลื่อนจากต้นแบบเหมือน “บอกเก้า เล่าสิบ” (หมายถึงบอกแค่เก้า คนเล่าต่อเพิ่มเป็นสิบ) ยืดยาวออกไปเรื่อยๆ หรือหายหกตกหล่นในสาระสำคัญ
“สวด” หมายถึงเล่านิทานทั้งชาดก และ “ไม่ชาดก” ด้วยการอ่านเป็นทำนองเสนาะอย่างหนึ่งซึ่งชาวบ้านบางกลุ่มเรียก “ลำสวด” กล่าวคือ ผู้รู้หนังสือหรือผู้คงแก่เรียนทำหน้าที่อ่านหนังสือหรือเล่าเรื่องเป็นทำนองอย่างหนึ่งให้ผู้ไม่รู้หนังสือ (คือ ประชาชนชาวบ้านทั่วไป) ได้ฟังอย่างเพลิดเพลิน มีตัวอย่างในประเพณีชาวนครศรีธรรมราชเรียก “สวดด้าน” หมายถึง ผู้รู้หนังสืออ่านชาดกเป็นทำนองเสนาะให้ชาวบ้านฟังซึ่งมีประจำด้านต่างๆ 4 ด้านรอบพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช (ตรงนี้เป็นเหตุให้ต่อไปข้างหน้าทางภาคใต้มีวรรณกรรมส่วนมากแต่งด้วยกาพย์ เพราะเหมาะสำหรับ “สวด” เล่านิทาน)
วรรณกรรมชาวบ้านเป็นคำบอกเล่ามีหลายพันปีแล้วก่อนหน้านั้นทำให้บางเรื่องถูกลืมเกือบหมด แต่หลายเรื่องยังอยู่ในความทรงจำสืบมา และนอกจากนั้นอาจมีเรื่องเล่าเพิ่มเติมแต่ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
การรับรู้ของชาวบ้านในเรื่องราววรรณกรรมเหล่านั้น ไม่ได้มาจากการอ่าน แต่มาจากกิจกรรม “ตาดู หูฟัง” โดยผ่านการบอกเล่าปากต่อปาก (รวมกิจกรรมสวด, เทศน์ของพระสงฆ์) และการละเล่น ได้แก่ เพลงโต้ตอบแก้กัน, ละครชาวบ้าน (คือ เล่นเพลงเรื่อง ซึ่งไม่ใช่ละครชาตรี และไม่ใช่ละครนอกอย่างที่เข้าใจในปัจจุบัน), เพลงร้องเล่น (แต่มักเรียกเพลงกล่อมเด็ก) และเพลงกล่อมเด็ก ฯลฯ

