หน้าแรก คอลัมนิสต์ จับสัญญาณส.ว....

จับสัญญาณส.ว. โหวต‘พิธา’นายกฯ?

11.07.23 | 12:00 น.

จับสัญญาณส.ว. โหวต‘พิธา’นายกฯ?

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการประเมินการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคม ว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มจาก 8 พรรคปัจจุบัน 312 เสียง จากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อีก 64 เสียง จนครบ 376 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เพื่อเป็นนายกฯหรือไม่ หากไม่ได้รับเสียงสนับสนุนทิศทางการลงคะแนนจะออกมาในลักษณะใด

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต

ป มของสมาชิกวุฒิสภาที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการโหวตนายกฯนั้น นำไปสู่การคาดการณ์ต่างๆ นานา ส่วนตัวคิดว่าอย่างน้อยสำหรับวุฒิสมาชิกที่ไม่เห็นด้วยหรือจะไม่เลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มองว่าน่าจะมีพอสมควร คงไม่เปลี่ยนจุดยืนหรือเจตนารมณ์อย่างชัดเจน ในขณะเดียวกัน ส.ว.ที่ออกแรง ออกตัวว่าจะสนับสนุนนายพิธา ก็เริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ แม้ว่าเมื่อนำมาเทียบเคียงกับตัวเลข อาจจะมองว่าไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่เสียงสนับสนุนอย่างน้อย 64 เสียง ซึ่งจะนำไปสนับสนุนนายพิธาให้ถึง 376 เสียง หลายคนคงคิดว่าแม้เสียงอาจจะดูไม่เยอะ แต่กว่าจะไปถึงวันที่ 13 กรกฎาคม ก็มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น เริ่มมีภาพอธิบายชัดเจนว่าวุฒิสมาชิกหลายคนใช้วิจารณญาณอย่างเป็นเหตุเป็นผล แยกในเรื่องของประเด็น ในเรื่องของหลักการต่อพรรคก้าวไกลที่ เสนอแก้ไขมาตรา 112

Advertisement

อย่างเช่นในกรณีของ นพ.อําพล จินดาวัฒนะ หรือกระทั่งอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ที่เป็น ส.ว. ก็พยายามชี้แจงในเรื่องของประเด็นการเคารพในหลักการเสียงข้างมากจากประชาชน ตรงนี้ทำให้เห็นว่าน้ำหนักการแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มเปิดใจต่อ ส.ว.ที่แสดงวิจารณญาณอย่างเป็นเหตุเป็นผลที่รับฟังได้มากขึ้นด้วย แน่นอนว่าทำให้ภาพลักษณ์ที่ประชาชนมองว่าวุฒิสมาชิกนั้น เป็นปฏิปักษ์ เริ่มจะไม่ใช่เป็นอย่างนั้นแล้ว ทำให้คนเกิดความคาดหวังมากขึ้น อย่าลืมว่ากระแสทางสังคมที่คาดหวังว่า ส.ว.จะยอมรับและรับฟังเสียงของมติมหาชน ก็สูงขึ้นตามลำดับ

ส่วน ส.ส.นั้น โอกาสที่ ส.ส.จะโหวตข้ามขั้วน่าจะมีโอกาสบ้าง แต่ไม่สามารถคาดการณ์ตัวเลขได้ อาจมองว่าตัวเลขของตอนเลือกรองประธานรัฐสภาคนที่หนึ่ง อย่างนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ที่ได้เสียง 312 ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะมีเสียงที่มาจากขั้วพรรคการเมืองฝ่ายค้านบางพรรค คิดว่ามีพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เสียงไม่เยอะอาจจะประกาศจุดยืนในเรื่องของหลักการและแยกแยะในเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง คิดว่าจะมีกลุ่มของ ส.ส.ที่มีจุดยืนแบบนี้ แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายการหาเสียงของพรรคก้าวไกล ก็ตาม เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาที่เหลือ การขอเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นๆ อาจจะไม่เพียงพอแล้ว ยุทธศาสตร์อีกทางหนึ่งคือ การรณรงค์ขอความเห็นชอบนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วยกัน ทั้ง 500 คน

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว พรรคการเมืองบางพรรคหรือหลายพรรคการเมืองในอดีต มีแนวคิดที่จะปิดสวิตช์อำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทย แต่ทั้งหลายทั้งปวงน่าเสียดายที่พรรคการเมืองเหล่านี้จะละเลยและมองข้ามจุดยืนที่ประกาศไว้ในอดีตในการปิดสวิตช์อำนาจ ส.ว.

คาดว่าจะมีการโหวตแบบผสมผสาน แต่ไม่มั่นใจว่าจะถึง 376 เสียงหรือไม่ ทั้งนี้ ไม่อยากให้ไปพูดถึงการโหวตในวันที่ 13 กรกฎาคม ว่าจะไม่ถึง และนำไปสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป แต่อยากให้มองเป็นครั้งต่อครั้ง ไม่ใช่มองว่าต้องโหวตอีกกี่ครั้ง หากมองเป็นจำนวนครั้งมันอาจจะนำไปสู่ทฤษฎีสมคบคิด เพื่อนำไปสู่การประวิงเวลา ยื้อต่อไปไม่ให้นายพิธาและพรรคก้าวไกลได้รับความเห็นชอบได้เป็นนายกรัฐมนตรี มันอาจจะเกิดแคนดิเดตลำดับถัดไป และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ปัญหาหรือเป้าประสงค์สุดท้ายของกลุ่มที่ต้องการพลิกขั้ว หรือจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งประชาชนที่ตั้งมาไม่ต้องการให้เกิดภาพแบบนั้น

ส่วนการที่นายพิธาออกมาขอบคุณประชาชนนั้น มองว่าการที่พรรคก้าวไกลออกมาในลักษณะนี้ คือการสร้างแรงจูงใจและความคาดหวังทางสังคม พูดง่ายๆ ว่า กระแสทางสังคมช่วยผลักดันให้นายพิธาและพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นกระแสสังคม เมื่อเห็นนายพิธาออกไปขอบคุณ หรือปราศรัยที่ไหนก็ตาม จะเห็นปริมาณประชาชนที่มาต้อนรับและเปิดพื้นที่สื่อที่แสดงออกไป จะเห็นได้ว่ามันนำไปสู่ความคาดหวังของคนที่ปรารถนาให้นายพิธาได้รับเลือกตั้งในวันที่ 13 กรกฎาคม ให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นสูงมาก ไม่คิดว่านายพิธาจะเปลี่ยน massage ข้อความเขายังคงชัดเจนในเรื่องการขับเคลื่อนเหมือนเดิม

ในเรื่องการจับตา ส.ว.คิดว่าเป็นปรากฏการณ์ที่มีไม่เยอะมาก ดูอย่าง influencer ผู้นำสังคมบนโลกออนไลน์ หรือแม้กระทั่งนักวิชาการหลายสถาบัน ทิศทางส่วนใหญ่คาดหวังว่า ส.ว.จะรับฟังเสียงของประชาชน นักวิชาการรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ส่วนใหญ่คาดหวังว่า ส.ว.ส่วนใหญ่จะไม่ทำลายเจตจำนงของประชาชน ผมว่าตรงนี้มีผลอย่างมากที่จะกลายเป็นข้อมูลสำคัญให้วุฒิสมาชิกใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วนและรอบด้านในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ โดยไม่เอาเรื่องอคติในเชิงปัจเจกบุคคลมาประกอบ

ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ส.ว.บางท่านที่ออกมาแสดงความเห็น หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นตัวตึง ถูกมองอย่างตีขลุมจากสาธารณชนว่าเป็นตัวเเทนของวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ ที่จะปฏิเสธเสียงของประชาชน ตรงนี้ท่านก็ต้องชี้ให้เห็นว่าวุฒิสมาชิกแต่ละคนมีวิจารณญาณและมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ถูก ส.ว.กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแทรกแซงหรือครอบงำ

การที่ ส.ว. No Vote เป็นการแสดงออกที่มีมารยาทอย่างเท่าที่จะกระทำได้ คืออย่างน้อยในทางจิตวิทยาทางการเมืองปกติ ถ้าสมมุติว่า ส.ว.จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้การเมืองไปต่อตามธรรมชาติ ก็ต้องรีบออกมาแจ้งสาธารณะ ว่า ส.ว.จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองเดินหน้า ไม่ทำให้การเมืองผิดหวัง แต่ทั้งหลายทั้งปวง ส.ว.หลายคนลือกที่จะเพิกเฉย หรือไม่แสดงออกถึงการแสดงจุดยืนทางการเมืองให้เห็น มันก็นำไปสู่ความสงสัยว่าเสียงของ ส.ว.จะไม่ถึงที่จะสนับสนุนนายพิธา ให้คนมองอย่างเป็นอื่นไม่ได้ว่านายพิธาจะได้เสียงสนับสนุนไม่เพียงพอ เพราะการไม่แสดงออกอย่างชัดเจน ทำให้หลายคนประเมินท่าทีของ ส.ว.ออกมาด้วยความยากลำบาก

การที่ กกต.ยื่นเรื่องมาตรา 151 นั้น ถูกมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าจะนำไปเป็นข้ออ้างเพื่อเป็นข้อมูลใหม่สำหรับ ส.ว.บางส่วนที่ต้องการข้อมูลประกอบการพิจารณาไม่เลือก ไม่โหวตให้นายพิธา ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีพื้นที่การแสดงออกแบบนั้นแน่นอน แต่ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่า ส.ว.ก็แยกแยะออก ว่าเรื่องขององค์กรอิสระกับอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นคนละมิติกัน

ไชยันต์ รัชชกูล
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

มี หลายแทคติค ตั้งแต่ไม่เข้าประชุม ไม่โหวตให้ตรงๆ หรือหลบๆ ไป ถ้าถามว่าเสียงจะพอหรือไม่ ต้องถามว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่เป็นใคร ซึ่งก็เป็นทหารไปเกินครึ่ง แล้วถามต่อไปว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยากเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ คำตอบคือใช่ ถ้าไม่ใช่เขาจะตั้งพรรคมาลงเลือกตั้งทำไม และถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ ถ้าใช่ ไม่ต้องสงสัยว่า ส.ว.จะโหวตให้หรือไม่ มีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว

ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโหวตข้ามขั้ว อาจจะมีบ้างเป็นบางคน แต่เป็นกรณียกเว้น เราอย่าเอากรณียกเว้นเป็นกรณีทั่วไป ส่วนที่ไม่โหวตให้ ไม่น่าประหลาดใจ ถ้าโหวตให้ถึงจะน่าประหลาดใจ

คนที่คิดว่า ส.ว.จะมีเสียงเยอะในการโหวตให้นายพิธา สงสัยว่าจะชอบนอนกลางวันแล้วฝันไป ไม่เช่นนั้นคงไม่เตรียมการโหวตเอาไว้ถึง 3 ครั้ง การที่เขาเตรียมไว้ 3 ครั้ง ก็แสดงว่านายพิธาจะไม่ได้อยู่แล้ว และเพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมกับพรรคอื่น หรือว่าให้มีการรักษาการต่อไป ถามง่ายๆ ว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ อยากจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ ไหม ข้อนี้ไม่ต้องรู้ข่าววงใน ไม่ต้องรู้อะไรทั้งสิ้นก็ตอบคำถามนี้ได้ง่ายๆ เมื่อตอบคำถามนี้ได้ง่ายๆ ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่า ส.ว.จะโหวตอะไร

ทั้งนี้ การที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณายื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยนายพิธา ตามมาตรา 151 คงไม่ถึงกับสถานการณ์พลิก วันนี้วันที่ 10 กรกฎาคม เหลืออีก 3 วัน สถานการณ์คงไม่พลิก เป็นเพียงแต่การเตะลูกออกนิดๆ หน่อยๆ และไม่สำคัญ เพียงแค่ให้มีเรื่อง Distraction เบี่ยงเรื่องไปให้มีเรื่องคุยกันออกข่าวเพียงแค่นั้น และตอนนี้ ข่าวไม่เป็นเรื่องเดิมที่พูดกันซ้ำๆ มองย้อนไปถึงเรื่องประธานสภาเรื่องมันนิดเดียว แต่พูดกันเป็นอาทิตย์

เหมือนกับเล่านิทานให้เด็กฟังก่อนนอน เด็กยังเบื่อเลย คือต้องเปลี่ยนเรื่องนิทานบ้าง ยกตัวอย่าง เวลาเล่านิทานเรื่องไหนให้ลูกฟังแล้ว เขายังไม่ชอบเลย