หน้าแรก คอลัมนิสต์ รธน.ไม่ห้าม เ...

รธน.ไม่ห้าม เกมยื้อชื่อนายกฯ

13.07.23 | 12:09 น.

รธน.ไม่ห้าม เกมยื้อชื่อนายกฯ

การประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติรับรอง หรือไม่รับรองนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วันที่ 13 กรกฎาคมนี้ การตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาจะออกมาอย่างไรก็ตาม หนีไม่พ้นยืนอยู่บน หลักการที่แตกต่างกันสองระดับ

ระดับแรกหลักการใหญ่ ยึดเจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เป็นหลัก ฝ่ายใดได้รับเลือกตั้งมากที่สุดและรวบรวมเสียง ส.ส.ได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรได้รับตำแหน่ง

การคว่ำผู้ถูกเสนอชื่อและหาช่องทางจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไร้เสถียรภาพ เพราะการเสนอกฎหมายและนโยบายสำคัญไม่มีทางผ่านความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ไปได้ ในที่สุดก็ไปไม่รอด

ระดับต่อมา หลักการรอง ตัดสินใจโดยพิจารณาจากความคิด จุดยืนทางการเมือง ความเห็นต่างทางนโยบายการบริหาร ไม่สนใจเสียงโหวตของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร แต่ต้องการปิดโอกาสตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคก้าวไกล ไม่ให้เข้ามาทำหน้าที่แม้แต่วินาทีเดียว

Advertisement

ทั้งที่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร มีกลไก กระบวนการตรวจสอบทั้งในสภาและนอกสภาดำเนินควบคู่กันไปได้ตลอด หากบริหารไม่ดี มีพฤติกรรมน่าระแวงสงสัย สุ่มเสี่ยงต่อความเสียหาย ก็มีช่องทางที่จะใช้กระบวนการควบคุม ตรวจสอบการใช้อำนาจผ่านสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ด้วยการยื่นกระทู้ถาม ยื่นญัตติทั่วไป จนถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ตามกติกา เมื่อถึงวาระเลือกตั้งใหม่ก็คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ จะเฉดหัวออกไป หรือให้กลับมาอีกครั้ง เป็นเรื่องของประชาธิปไตยปกติ

ความพยายามดิ้นรนสกัดกั้นการเข้าสู่อำนาจของพรรคที่ได้เสียงข้างมาก นอกจากเป็นการไม่ยอมรับและเคารพต่อเจตจำนงของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่แล้ว ยังแสดงถึงความไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้วางใจ กลไกและกระบวนการควบคุม ตรวจสอบ ถ่วงดุลที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ตัวเองให้ความเห็นชอบมาตลอด

จากสถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายที่ยึดหลักการใหญ่กับหลักการรองในการตัดสินใจลงมติ ขณะที่พรรคเสียงข้างมากมีเสียง ส.ส. 312 เสียงขาดอีก 64 เสียง ถึงจะเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภาคือ 376 เพื่อรองรับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้การคาดการณ์แนวโน้มการลงมติเป็นไปต่างๆ นานา

ทั้งผ่านฉลุย ไม่ผ่านแน่นอน ลงมติรอบเดียว ลงมติหลายรอบ ลงไปเรื่อยๆ จนกว่าผู้ถูกเสนอชื่อจะได้รับการรับรองเกินจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ความเป็นจริงแนวโน้มการลงมติ หากพิจารณาจากโครงสร้างวุฒิสมาชิก ส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน การงดออกเสียงเพื่อแสดงความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นทางเลือกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด

ถึงแม้ผลจะทำให้คะแนนเสียงรับรองบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ครบตามจำนวน และการลงมติต้องยืดเยื้อออกไป

ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลถาวรยืดเยื้อยาวนาน มีแต่รัฐบาลรักษาการ ซึ่งจะกระทบต่อความ
เชื่อถือและเชื่อมั่น ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะการดำเนินนโยบายสำคัญๆ ไม่สามารถทำได้

คงด้วยเหตุนี้ทำให้ฝ่ายคัดค้าน ต่อต้านนายพิธา พยายามเสนอประเด็นข้อกฎหมายขึ้นมา สนับสนุนความคิดของตนว่า หากรอบแรกไม่ผ่านการรับรอง รอบต่อไปไม่สามารถเสนอชื่อคนเดิมเข้ามาอีกได้

โดยอ้างเทียบเคียงกับการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระต่างๆ เมื่อไม่ผ่านความเห็นชอบรอบแรกแล้วจะตกไป หมดสิทธิได้รับเสนอชื่อขึ้นมาใหม่

ทั้งๆ ที่การเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญติห้ามไว้ ไม่ให้เสนอชื่อบุคคลเดิมเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกได้

เมื่อกฎหมายแม่บทไม่ห้าม ย่อมสามารถเสนอชื่อเดิมเข้าสู่การพิจารณาใหม่ กี่ครั้ง กี่รอบ ก็ได้ จนกว่าจะผ่านการรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งในที่สุด

นอกจากนั้น ฝ่ายต่อต้านยังอ้างเอาข้อบังคับการประชุมข้อ 41 ญัตติใดไม่ได้รับความเห็นชอบถือว่าตกไปไม่สามารถเสนอขึ้นมาใหม่ได้ มาเป็นเครื่องมือสกัดกั้นการนำเสนอชื่อคนเดิม ไม่จบสิ้น

นั่นเท่ากับ ยกข้อบังคับการประชุมซึ่งชั้นของกฎหมายต่ำยิ่งกว่ากฎหมายระดับรองมาอยู่เหนือกว่ากฎหมายแม่ คือ รัฐธรรมนูญโดยตรงทีเดียว

พร้อมประกาศว่า หากประธานรัฐสภายังดื้อดึงให้เสนอชื่อคนเดิมต่อไป ระวังจะมีผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยการตัดสินใจของประธานรัฐสภา

ครับ ยิ่งมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยิ่งทำให้กระบวนการประชุมพิจารณารับรองชื่อนายกรัฐมนตรียืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ

ไม่มีกำหนด ต้องสิ้นสุดภายในวันไหน จนกว่าสมาชิกวุฒิสภาจะหมดวาระลงในเดือนพฤษภาคม 2567 ปิดสวิตช์ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีไปโดยปริยาย

ขอเพียงฝ่ายเสียงข้างมากต้องมั่นคงยืนหยัด เป็นเอกภาพ ไม่แตกแถว ไม่ยอมจำนน ต่ออำนาจพิเศษ อนุรักษนิยมสุดขั้ว เท่านั้นเอง