วิถีแห่งกลยุทธ์ : เด็ดเดี่ยว หาญกล้า สละ‘ผม’ รักษา‘ศีรษะ’ เบื้องหน้า ฮ่องเต้
กัวเต๋อเฉิงเป็นคนยุคปลายราชวงศ์หยวน ต้นราชวงศ์หมิง
นิสัยร่าเริง ใจกว้าง มีไหวพริบ ชอบดื่มสุราเป็นชีวิตเป็นจิตใจ
ในช่วงแผ่นดินปั่นป่วน วุ่นวาย ปลายยุคราชวงศ์หยวน เขากับพี่ชายชื่อกัวซิง ติดตาม
จูหยวนจางรบทัพจับศึก
สร้างความชอบทางการทหารไว้ไม่น้อย
เมื่อจูหยวนจางปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงแล้วพวกแม่ทัพที่ร่วมบุกเบิกสร้างอาณาจักรด้วยกันมาต่างได้เลื่อนตำแหน่งใหญ่โต กินส่วยศักดินามากมายเป็นบำเหน็จ
ขณะที่กัวเต๋อเฉิงได้เป็นแค่ทหารม้า มหาดเล็กธรรมดาๆ
เมื่อ “เห่งอู๋อั้ง” เขียนถึงประวัติศาสตร์ตอนนี้ และอธิคม สวัสดิญาณ เรียบเรียงออกมาเป็น “งำประกาย กโลบายไร้ผู้ต่อต้าน”
เล่ารายละเอียดลึกๆ ไว้ด้วยว่า
น้องสาวของกัวเต๋อเฉิง หนิงเฟ่ย เป็น สนมเอกที่ฮ่องเต้จูหยวนจางทรงโปรดปรานเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นฐานะอันต่ำต้อยของกัวเต๋อเฉิงก็ทรงไม่สบายพระทัย
เตรียมที่จะเลื่อนตำแหน่งให้
ครั้งหนึ่งฮ่องเต้ทรงเรียกกัวเต๋อเฉิงเข้าเฝ้าตรัสว่า “เจ้าสร้างความชอบไว้ไม่น้อย ข้าจะตั้งให้เจ้าเป็นขุนนางใหญ่”
กัวเต๋อเฉิงรีบกราบทูลปฏิเสธ
“ข้าพระองค์ตื้นตันในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก แต่ข้าพระองค์เป็นคนหัวทื่อไม่เคยใส่ใจงานราชการ วันๆ เอาแต่ดื่มสุรา ถ้าได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่”
“มิเท่ากับทำให้ชาติบ้านเมืองและตนเองต้องหายนะละหรือ”
ฮ่องเต้เห็นเขาปฏิเสธอย่างจริงจังก็อดชื่นชมมิได้ จึงพระราชทานสุราเลิศรสและทรัพย์สินเงินทองแก่เขามากมาย
ทั้งเชิญชวนไปนั่งเสพสุราเป็นพระสหายในอุทยานอยู่บ่อยๆ
ครั้งหนึ่ง กัวเต๋อเฉิงเข้าไปในอุทยานหลังตำหนัก เสพสุรากับฮ่องเต้ด้วยความสนุกและสบายใจอย่างยิ่ง
ทิวทัศน์ในอุทยานสวยงามมาก
สุราบนโต๊ะหอมกรุ่นส่งกลิ่นกำจาย อาหารอร่อย ทางหนึ่งจึงเสพสุรา ทางหนึ่งก็พูดไม่ขาดปากว่า “สุราดี สุราดี”
เสพสุราจอกแล้วจอกเล่า
ในไม่ช้าก็หน้าแดงก่ำ ดวงตาสะลึมสะลือ แต่ก็ยังยกขึ้นดื่ม
อาทิตย์ตก นกบินกลับรัง กัวเต๋อเฉิงเดินโซเซไปโค้ง ณ เบื้องหน้าฮ่องเต้ กราบบังคมทูลว่า
“ขอบพระทัย ฝ่าบาทที่ทรงพระราชทานสุรา”
ฮ่องเต้เห็นเขาเมาไม่ได้สติ เสื้อผ้ารุ่มร่าม ไม่เรียบร้อย ผมเผ้ารุงรัง ก็ทรงพระสรวลตรัสสัพยอกออกมาว่า
“ดูแกสิ ผมเผ้ารุงรัง พูดจาไม่ได้ศัพท์ ปีศาจสุราชัดๆ”
กัวเต๋อเฉิงยกมือคลำศีรษะทูลขึ้น “ข้าบาท ข้าเกลียดผมเผ้าที่ยุ่งสยายนี้ที่สุด ถ้าโกนให้ล้านเลี่ยนได้ก็จะดีมากเลย”
เป็นการพูดด้วยฤทธิ์สุรา เป็นการพูดด้วยความเมา
ผลเป็นอย่างไร
สำนวนแปล อธิคม สวัสดิญาณ บรรยายออกมาว่า ฮ่องเต้สดับแล้วพระพักตร์ก็แดงก่ำด้วยความกริ้วในใจ กำลังจะอาละวาด แต่ทรงเห็นว่ากัวเต๋อเฉิงพูดด้วยอาการเลอะเทอะ อาจเพราะขาดสติ
ก็ทรงไว้ไมตรี ปล่อยกัวเต๋อเฉิงกลับบ้าน
กัวเต๋อเฉิงตื่นหลังสร่างเมา คิดออกว่าตนพลั้งปากต่อหน้าฮ่องเต้ขณะเมามายก็บังเกิดความหวาดวิตก
จนหลั่งเหงื่อเย็นโซมร่าง
ที่แท้ฮ่องเต้สมัยทรงเยาว์เคยบวชเป็น “หลวงจีน” ทรงอ่อนไหวอย่างเป็นพิเศษต่อศัพท์สำนวนเฉพาะ
อย่าง “หัวล้าน” อย่าง “หลวงจีน”
รู้ทั้งรู้กัวเต๋อเฉิงยังงุนงงว่าไฉนจึงได้เลอะเทอะ สามหาว จาบจ้วงล่วงเกินองค์ฮ่องเต้เช่นนี้
รู้ดีว่าฮ่องเต้ต้องไม่เลิกรา ไม่ให้อภัยโดยง่าย
ตระหนักเป็นอย่างดีว่าคงเลี่ยงไม่พ้นภัยประหารในวันข้างหน้า คิดแล้วคิดอีกว่าจะหาทางออกอย่างไร
จะทูลแก้ตัวก็คงไม่ได้ มีแต่จะทำให้ยิ่งพิโรธ
แต่ถ้าไม่ทูลอธิบายแก้ตัวว่าพลั้งปากอย่างหนักไปแล้ว โทษก็จะยิ่งหนักหนาสาหัส
แม้กระทั่งทั้งครอบครัวก็ไม่พ้นต้องชดใช้ด้วยชีวิต
กัวเต๋อเฉิงวิตกกังวลเป็นอย่างมาก พยายามคิดหาทางเอาตัวรอดเพื่อรักษาชีวิตทุกคนในครอบครัว วงศ์ตระกูล
ไม่นานก็เริ่มคิดออก
ผ่านล่วงไปได้ไม่กี่วัน กัวเต๋อเฉิงก็เดินเข้าอาราม โกนศีรษะขอบวชเป็นพระ สวมจีวรนั่งสวดมนต์
เมื่อเห็นกัวเต๋อเฉิงเข้าวัด บวชเป็นพระ
ความคิดหวาดระแวง ความพิโรธโกรธกริ้ว และความอาฆาตแค้นขุ่นเคืองก่อนหน้านี้ในพระทัยฮ่องเต้พลันสลายสิ้น
ตรัสต่อหน้าสนมเอกหนิงเฟ่ยว่า
“เต๋อเฉิงเป็นคนประหลาดโดยแท้ คิดว่าเขาเกลียดผมเผ้าที่รุงรังเป็นเรื่องเสแสร้ง คิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นหลวงจีนปีศาจสุราตัวจริง”
ตรัสจบก็พระสรวลด้วยสุรเสียงอันดัง
“เห่งอู๋อั้ง” สรุปออกมาอย่างรวบรัดว่า ต่อมา ขุนนาง ขุนศึกจำนวนมากที่เคยสร้างความดี ความชอบใหญ่หลวงมาก่อน ก็ตกเป็น “เป้า” แห่งความหวาดระแวง ถูกเข่นฆ่า ประหารด้วยข้อหาสารพัด
ทว่า กัวเต๋อเฉิงกลับรักษาชีวิตไว้ได้
กรณีของกัวเต๋อเฉิงเมื่อยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ เบื้องพระพักตร์ของจูหยวนจางฮ่องเต้ก็ให้แง่คิดตามมามากมาย
ไม่ว่าในเรื่องของ “อำนาจ”
ไม่ว่าในเรื่อง “ปม” อันเป็น “ความหลัง” ฝังจำติดตรึงกลายเป็นตะกอนนอนก้นอยู่ใน “สำนึก”
เมื่อมี “อำนาจ” เมื่อเป็น “นาย” ก็ละเอียดอ่อน
กล่าวสำหรับกัวเต๋อเฉิงแม้มีความดีความชอบเป็นที่ประจักษ์ แม้มีน้องสาวเป็นสนมคนโปรดอยู่ในวังหลัง
แต่จุดอ่อนคือ ชมชอบในการดื่มสุรา
อันสุราที่แปลว่าเหล้า ดื่มคราใดก็เมามายครานั้น ว. ณ เมืองลุง ถอดความจากสำนวนอุปมาของ “โกวเล้ง”
ว่า เป็น “น้ำเปลี่ยนนิสัย”
โทษอย่างอุกฤษฏ์ของกัวเต๋อเฉิงคือการบังอาจกล่าววาจา ณ เบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ชวนให้ถวิลถึง
หัวอันโล่นเลี่ยน ปราศจากผมเผ้า
กลยุทธ์เอาตัวรอดของกัวเต๋อเฉิงจึงเฉียบขาดเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ ปลงผมแล้วตัดสินใจเข้าอาราม
ยอมเสีย “ผม” เพื่อรักษา “ชีวิต”

