บูลลี่ (Bully) คือ การกลั่นแกล้งทางคำพูดมักเป็นการล้อเลียนรูปร่างหน้าตา สถานะทางสังคมและข่มขู่ รวมถึงการทำร้ายร่างกาย แต่สำหรับในโลกออนไลน์นั้นจะใช้การประจานกันทางโซเชียลมีเดีย
สำหรับพฤติกรรมข่มขู่ ล้อเลียน กลั่นแกล้ง หรือการบูลลี่ โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการกระทำของผู้ที่คิดว่าตนมีอำนาจมากกว่ารังแกผู้ที่ด้อยกว่า หรือคนตัวใหญ่ชอบรังแกคนตัวเล็ก ซึ่งอาจเกิดซ้ำๆ บ่อยๆ โดยผู้กระทำส่วนใหญ่มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการให้ผู้อื่นอับอาย เจ็บตัว เสื่อมเสีย หรือด้อยค่าลง และรู้สึกสนุก มีความสุขหากผลลัพธ์ที่ได้ตรงตามเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น การล้อเลียนด้านต่างๆ ทั้งรูปร่าง หน้าตา สีผิว การแต่งกาย หรือปมด้อย การแสดงท่าทีให้ตัวเองดูเหนือกว่าด้วยการแบ่งชนชั้นทางสังคม การรุมทำร้ายร่างกายของกลุ่มนักเรียนในโรงเรียน และการประจานหรือทำให้เกิดความอับอายบนสังคมออนไลน์
บูลลี่ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1) การใช้คำพูด เป็นการพูดทำร้ายความรู้สึก เช่น การพูดจาข่มขู่ กดขี่ วิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียน เยาะเย้ย
ส่อเสียด ใส่ร้าย ประจาน เป็นต้น เพื่อทำให้เกิดความอับอาย วิตกกังวล กลัว เครียด เก็บกด ส่งผลเสียต่อผู้ถูกกระทำจนถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า
2) การใช้กำลัง หรือการทำร้ายร่างกาย เช่น การตบ ตี ชกต่อย ทำให้ร่างกายมีบาดแผล ข่มขู่ ทำลายข้าวของให้เสียหาย เป็นต้น
3) การบูลลี่ทางสังคม ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ เช่น กดดันให้ออกจากกลุ่ม กีดกันไม่ให้ใครเข้าใกล้ หรือไม่ให้อยู่ในกลุ่มเพื่อน
4) การบูลลี่ทางโลกออนไลน์ (Cyber Bullying) เป็นการกลั่นแกล้งในวงกว้างที่รุนแรงมากกว่าในรั้วโรงเรียน หรือในกลุ่มเพื่อน หรือในที่ทำงาน โดยการสร้างกระแสสังคมรอบข้างให้โจมตีมายังเหยื่อของการบูลลี่ เหมือนการยืมมือคนรอบข้างให้ร่วมกันทำร้ายบุคคลเพียงคนเดียว เช่น การปล่อยคลิปของเหยื่อ หรือการสร้างข่าวลือ จนคนหลงเชื่อและพร้อมจะกระพือข่าวให้ไปในวงกว้างขึ้น จนกว่าผู้ถูกกระทำไม่มีที่ยืนทางสังคม
สำหรับในทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศก็มีการบูลลี่กันมากดังในปัจจุบันเรื่องการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีของไทยในวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม (วันพรุ่งนี้) ก็มีการบูลลี่กันอย่างมโหฬารจนประชาชนอยู่ไม่ถูกกันแล้ว ดังนั้นผู้เขียนจึงถือโอกาสเล่าเรื่องที่เมื่ออังกฤษบูลลี่สยามเมื่อ 161 ปีก่อน เพื่อท่านผู้อ่านจะได้มีอารมณ์เย็นลงบ้าง
เมื่อ 100 กว่าปีก่อนนี้ จักรวรรดิอังกฤษปกครองประชากรประมาณ 458 ล้านคน หรือกว่าหนึ่งในห้าของประชากรโลกในเวลานั้นครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 33,000,000 ตารางกิโลเมตร เกือบหนึ่งในสี่ของพื้นดินทั้งหมดของโลก ในยุคที่จักรวรรดิอังกฤษอยู่ในช่วงสูงที่สุด มักพูดกันในเวลานั้นว่า “ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดินในจักรวรรดิอังกฤษ” เพราะอังกฤษมีดินแดนอยู่ทั่วโลกดวงอาทิตย์จึงส่องแสงอยู่ในดินแดนใต้ปกครองของอังกฤษอย่างน้อยที่สุดหนึ่งแห่งตลอดเวลา
ครับ ! การที่จะเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคหนึ่งได้นั้นก็ต้องใช้กำลังทหารทำสงครามหรือข่มขู่กดดัน (บูลลี่) ดินแดนต่างๆ ทั่วโลกเพื่อขยายอำนาจและแสวงหาความมั่งคั่งจากการดูดทรัพยากรของดินแดนต่างๆ ที่สามารถยึดครองได้นั่นเอง
ประเทศสยามในอดีตก็ตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่ของจักรวรรดิอังกฤษหลายต่อหลายครั้งแต่ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ไม่ถึงกับถูกยึดครองไปเป็นเมืองขึ้นโดยครั้งแรกใน พ.ศ.2398 ในช่วงต้นรัชกาล สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อ เซอร์จอห์น เบาว์ริง นำเรือปืนเข้ามาบูลลี่ประเทศสยามให้ยอมตกลงทำสนธิสัญญาเบาว์ริงที่มีเนื้อหาสาระที่สำคัญเหมือนกับสนธิสัญญานานกิง ซึ่งอังกฤษบังคับให้จักรวรรดิจีนยอมรับในฐานะผู้แพ้สงครามฝิ่น ดังนี้ คือ
1) การอนุญาตให้อังกฤษเข้ามาค้าฝิ่นได้อย่างเสรีในสยามและไม่ต้องเสียภาษีแต่ต้องขายให้ทางการของสยาม
2) คนในบังคับอังกฤษจะอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของกงสุลอังกฤษ นับเป็นครั้งแรกที่สยามมอบสิทธิสภาพ นอกอาณาเขตแก่ประชากรต่างด้าว
3) คนในบังคับอังกฤษได้รับสิทธิในการค้าขายอย่างเสรีในเมืองท่าทุกแห่งของสยาม และคนในบังคับอังกฤษยังได้รับอนุญาตให้เดินทางได้อย่างเสรีในสยามโดยมีหนังสือที่ได้รับการรับรองจากกงสุล
4) ยกเลิกค่าธรรมเนียมปากเรือและกำหนดอัตราภาษีขาเข้าและขาออกชัดเจนอัตราภาษีขาเข้าของสินค้าทุกชนิดกำหนดไว้ที่ 3% ยกเว้นฝิ่นที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่ต้องขายให้กับเจ้าภาษี ส่วนเงินทองและข้าวของเครื่องใช้ของพ่อค้าไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน
5) สินค้าส่งออกให้มีการเก็บภาษีชั้นเดียวไม่ซ้ำซ้อนคือ ภาษีส่งออก โดยพ่อค้าอังกฤษได้รับอนุญาตให้ซื้อขายโดยตรงได้กับเอกชนสยามโดยไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งขัดขวาง
6) รัฐบาลสยามสงวนสิทธิในการห้ามส่งออกข้าว เกลือ และปลา เมื่อสินค้าดังกล่าวมีทีท่าว่าจะขาดแคลนในประเทศ
ทั้งๆ ที่สยามยอมตามที่จักรวรรดิต้องการทุกประการขนาดว่าฝิ่นที่เป็นยาเสพติดมีโทษร้ายแรงซึ่งในแผ่นดินของรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงกับยึดฝิ่นที่ลักลอบนำเข้ามาในพระราชอาณาจักรไปเผาทิ้งและเอากลักฝิ่นมาหล่อเป็นพระพุทธรูป ทางสยามยังยอมให้นำฝิ่นเข้ามาขายในสยามผ่านทางเจ้าภาษีโดยไม่ต้องเสียภาษีด้วยซ้ำไป แต่การบูลลี่ของอังกฤษต่อสยามก็ยังมีอยู่เพื่อเป็นการสำทับให้สยามสยบยอมตามความต้องการของอังกฤษเสมอมา
การบูลลี่ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2405 เมื่อ ลอร์ดจอห์น เฮย์ แห่งราชนาวีอังกฤษนำเรือปืนเข้ามาที่กรุงเทพฯอย่างหน้าตาเฉยทำนองท้าทายให้ทำสงครามแต่สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กลับทรงต้อนรับลอร์ดจอห์น เฮย์เป็นอย่างดีด้วยการเลี้ยงอาหารและให้นำชมพระนครอย่างเป็นมิตรไมตรีเต็มที่แล้วทรงถามว่าการที่นำเรือปืนเข้ามายังพระนครครั้งนี้มีความประสงค์อะไรหรือ?
ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่าคำตอบของลอร์ดจอห์น เฮย์ คือ
“ไม่มีธุระอันใด เป็นแต่ได้ฟังกิตติศัพท์ว่า พระเจ้าแผ่นดินฝ่ายไทยโปรดอังกฤษมาก จนหัดเรียนเขียนอ่านภาษาอังกฤษได้ ลอร์ดจอห์น เฮย์ อยากเห็นอยากชมก็เข้ามา แลว่าเวรที่จะต้องอยู่ในทะเลยังเหลืออยู่อีก 5 เดือน แล้วจะไปลอนดอน จะได้กราบทูลแก่ควีนวิกตอเรียว่าได้เข้ามาเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินไทย และจะใคร่เฝ้าเจ้าข้างใน แต่หาได้มาทันในเวลาโน้นไม่ ทราบว่าเจ้าข้างในสิ้นพระชนม์เสียแล้วเดี๋ยวนี้ตั้งเจ้าข้างในใหม่ขึ้นฤายัง ถ้าตั้งขึ้นแล้วจะขอเฝ้าให้เป็นเกียรติยศ”
ดูมันทำ!
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

