แม้สัปดาห์ที่แล้วจะ “ประเมินผิด” ไปเรื่องข้อ ตกลงเกี่ยวกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่สุดท้ายเราก็ได้ตัวท่าน วันมูหะมัดนอร์ มะทา มาเป็นประมุขแห่งอำนาจนิติบัญญัติจากพรรคร่วมเสียงข้างมากที่ไม่ใช่ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล
วาระต่อไป คือการออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งจะเริ่มต้นนัดแรกในวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2566 นี้ ที่เมื่อสำรวจจากผลการออกเสียงเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า กลุ่มพรรคการเมืองเสียงข้างมากที่รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลนั้น ยังคงจับกันเหนียวแน่น ในขณะที่พรรคอีกฝั่งฝ่ายหนึ่งออกจะยังดูไม่เป็นเอกภาพนัก เฉพาะเสียงของ “สภาผู้แทนราษฎร” จึงไม่น่ามีปัญหาอะไร ที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรคที่ชนะการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของประชาชนนั้นจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ด้วยบทเฉพาะกาลที่จะต้องใช้เสียงข้างมากของรัฐสภาที่รวม “วุฒิสภา” เข้าไปแล้วด้วยนั้นจะเป็นอย่างไร
หากผลการเลือกตัวนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 นี้ ได้นายกรัฐมนตรีชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ก็เท่ากับว่าเราน่าจะได้เปลี่ยนผ่านจากระบอบรัฐประหารจารีตนิยมและอำนาจนิยม กลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยตามที่ควรจะเป็น
หรืออันที่จริงแล้ว มันคือการกลับไปสู่เส้นทางที่เราควรจะเดินอยู่ตั้งแต่เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนหน้านี้ เพราะต้องนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549
คงต้องยอมรับว่า รัฐประหาร พ.ศ.2557 เป็นความพยายามที่จะแก้ไขการรัฐประหารที่ฝ่ายจารีตมองว่า “เสียของ” ในปี พ.ศ.2549 การรัฐประหารในครั้งหลังจึงเป็นเหมือน “รัฐประหารแก้มือ” ที่มีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จแบบไม่ออมชอมเหนียมอาย กระชับ และสืบทอดอำนาจมาจนถึงตอนนี้ก็ทำท่าเหมือนไม่ยอมจะคลาย
แต่นั่นก็ยิ่งปรากฏว่า ประชาชนผู้คนทั้งหลายต่างพร้อมใจกันหันหลังให้มากขึ้นทุกที ไม่ต่างจากที่
เลอา ออร์กานา กล่าวกับ แกรนด์มอฟ ทาร์คิน ในภาพยนตร์ สตาร์วอรสตอนที่ 4 “ความหวังใหม่” ว่า “ยิ่งเจ้าบีบมากเท่าไร ระบบดาวทั้งหลายยิ่งไหลออกจากนิ้วมือไม่ต่างจากเม็ดทราย”
เช่นที่ในครั้งที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการรัฐประหารที่เชื่อว่า “ไม่ (น่า) เสียของ” ในปี พ.ศ.2562 ก็ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งยังออกมาก้ำกึ่ง ทั้งยังให้กำเนิด “ปีศาจ” ทางการเมืองที่ไม่เคยปรากฏมีอย่างพรรคอนาคตใหม่ และอะไรซึ่งไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้เห็นก็กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งการลุกฮือขึ้นตั้งคำถามอันแหลมคมของบรรดาเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่
จนมาถึงการเลือกตั้งในครั้งล่าสุดนี้ ที่พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลเดิมและพรรคการเมืองที่ถือหาง ซึ่งยังคงประกาศว่าจะดำเนินแนวทางการบริหารประเทศเช่นเดิมนั้นในแบบ “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” ก็แพ้การเลือกตั้งไปแบบหมดรูป ก็เป็นเครื่องแสดงให้เห็นความถดถอยของการปกครองแบบจารีตนิยมที่มุ่งรวบกระชับอำนาจไว้แต่ในแนวทางที่คิดและเชื่อว่าปลอดภัยที่อาจจะพ้นยุคตกสมัยไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการรื้อฟื้นโครงสร้างความมั่นคงราวกับหลุดมาจากยุคสงครามเย็น (ความทันสมัยอย่างเดียวที่พอมีคือการเปลี่ยนปฏิบัติการข่าวสารเชิงจิตวิทยาขึ้นไปบนระบบออนไลน์) การกระชับอำนาจของราชการรวมศูนย์ที่ลดความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อประชาชนลงแต่เพิ่มสิทธิประโยชน์หนักขึ้น ใช้ศีลธรรมจารีตตามอำเภอใจมาบีบบังคับผู้คนโดยไม่คิดที่จะผ่อนปรน ทั้งเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปถึงทรงผมเครื่องแบบนักเรียน ตลอดจนการยอมให้ประเทศตกอยู่ภายใต้ทุนผูกขาดที่เชื่อว่าเป็นทุนที่ปลอดภัยไว้ใจได้ว่าจะยอมสวามิภักดิ์ กลายเป็นทุนใหญ่ที่ร่ำรวยจนยากที่ใครจะแข่งขัน
ความพยายามทั้งหลายที่จะเหนี่ยวรั้งกลับยิ่งทำให้ร่วงหล่นสิ้นสูญและแตกพ่าย ความลนลานเร่งทำลายปีศาจที่แปลกปลอมด้วยความหวาดกลัว กลับก่อให้เกิดปีศาจตนใหม่ที่ได้รับความรักจากผู้คนในสังคมที่กำลังหลอกหลอนพวกท่านอยู่ในทุกวันนี้
สิ่งที่ไหลออกจากนิ้วมือที่บีบเกร็งไม่ใช่เม็ดทราย ไม่ใช่ระบบดาว แต่ศรัทธาของประชาชนที่ปรากฏชัดจากปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมเหนือนอกจากผลการเลือกตั้ง
ใคร่ขอใช้พื้นที่นี้ส่งสารที่ออกเป็นการส่วนตัวอีกสักครั้งหนึ่งในวาระสำคัญนี้
คอลัมน์ “คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง” ตอนแรกสุดตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2556 ซึ่งถึงตอนนี้ก็เกิน 10 ปี มาราวสองสัปดาห์พอดี
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ผม ในฐานะของผู้เขียนคอลัมน์นี้ รู้สึกตื่นเต้น ยินดี และภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้รับทราบมาทั้งทางตรงและทางอ้อมแต่ละครั้งว่า มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิวัยวุฒิ และที่มีตำแหน่งสำคัญในบ้านเมืองทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนในหลายวงการก็ได้กรุณาอ่านคอลัมน์นี้อยู่ บางท่านก็ได้ทักทายเมื่อได้มีโอกาสร่วมงานหรือพบปะกัน หรือบอกผ่านฝากมาทางญาติผู้ใหญ่ โดยบางท่านก็เป็นคนที่คาดไม่ถึงจริงๆ เพราะเป็นที่รู้กันว่า ความคิดทางการเมืองของท่านนั้นไม่ตรงกันกับแนวทางของผมและมิตรสหายส่วนใหญ่อย่างแน่แท้ แต่ท่านก็ยังอุตส่าห์ติดตามอ่านอยู่อย่างสม่ำเสมอ พบเจอก็ยังไต่ถามถึง
เช่นนี้จึงเชื่อว่าท่านผู้ใหญ่ที่ได้อ่านคอลัมน์นี้ หากเป็นท่านที่มีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกับผมสักเท่าไร แต่ก็ยังอุตส่าห์ติดตามอ่านอยู่ ก็น่าจะหมายถึงว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจเปิดกว้างและพร้อมรับฟังความคิดต่างของ “คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง”
ถ้าการเขียนคอลัมน์มา 10 ปี จะมีประโยชน์อันใดต่อสังคมอยู่บ้าง ก็ขออนุญาตใช้พื้นที่นี้เพื่อใคร่ขอวิงวอนต่อท่านผู้อ่านเหล่านั้น ทั้งในฐานะส่วนตัว และในฐานะของผู้คนรุ่นที่ต้องเสียเวลาช่วงท้ายของวัยหนุ่มสาวไปแล้วอย่างเปล่าประโยชน์ภายใต้ระบอบรัฐประหารซ้ำซากมาตั้งแต่ พ.ศ.2549
คนดีคนเก่งหลายคนที่รู้จักกันก็ต้องจากไปก่อนโดยไม่ได้ทำอะไรที่เขาอยากจะได้ทำ บางท่านที่ความสามารถและมีความเพียรสูงก็อาจจะทำอะไรได้มากหน่อยและอาจเรียกว่าประสบความสำเร็จได้ แต่เราก็รู้กันว่า ถ้า “การเมืองดี” พวกเขาจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก ป่านนี้เราอาจจะมีเครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ขายได้ระดับโลกในระดับกระแสหลักเหมือนญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ อาจจะมีสตูดิโอเกมหรือภาพยนตร์
แอนิเมชั่นสัญชาติไทยระดับ AA รวมถึงอาจจะมีวรรณกรรมไทยได้รับรางวัลวรรณกรรมระดับโลกอย่าง The Booker Prize ที่จะช่วยเปิดโอกาสให้มีคนไทยคนแรกที่ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมใกล้เข้ามาได้อีก
วันเวลาอันสิ้นเปล่าทั้งหมดนั้นผ่านมาแล้วโดยไม่อาจเรียกคืนมาได้ แต่เราไม่อยากให้อนาคตของลูกหลานของเราที่กำลังเติบโต จะต้องสูญเปล่าไปโดยไร้ประโยชน์ เพียงเพราะความพยายามกอดรัดโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไว้เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของคนไม่กี่กลุ่มเช่นนั้นอีก
ผมขอวิงวอนอีกสักครั้งเพื่อให้พวกท่านยินยอมให้การเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้เป็นไปโดยสงบและสันติตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ภายใต้เสียงของผู้แทนราษฎรที่ประชาชนได้ออกเสียงเลือกเข้ามาแล้ว รวมถึงการงดเว้นที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่ได้สัดส่วนหรือไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งการมีอยู่ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายนั้น เพื่อโจมตีรัฐบาลของประชาชนนั้นอย่างไม่เป็นธรรมด้วย ส่วนไม่เป็นธรรมหรือไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์อย่างไรนั้น เชื่อว่าหากมโนธรรมของท่านยังทำงานตามปกติอยู่ ก็คงพอจะรู้ว่าผมหมายถึงเรื่องอะไร
ขอได้โปรดละเว้นเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยที่เล็งเห็นเจตนาได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือหาเรื่องกันในทางการเมือง ไว้หากจะมีเรื่องที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่ชัดเจนแล้ว เชื่อว่ามหาชนคงจะไม่ขัดข้อง และจะร่วมเป็นกำลังสำคัญให้ท่านได้ใช้อำนาจในฐานะขององค์กรตรวจสอบนั้นอย่างเต็มที่
กรุณาอย่าได้ทำผิดพลาดแบบเดิมซ้ำอีกเลย เพราะเอาเข้าจริง มันจะไม่ใช่การผิดพลาดซ้ำ แต่มันจะเป็นการผิดพลาดที่ส่งผลร้ายแรงลงไปยิ่งกว่าเก่า อย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้ เหมือนที่เราไม่เคยจินตนาการภาพที่เกิดขึ้นหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ได้นั่นแหละ
โปรดอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้พวกท่านใช้เวลา โอกาส และความศรัทธา พยายามทำลายล้างพรรคเพื่อไทยมานานเท่าใดก็ไม่สำเร็จ จนวันนี้พวกท่านหลายคนกลับฝากความหวังว่าพรรคการเมืองดังกล่าวจะแตกคอทรยศกับพรรคก้าวไกล เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรีที่พวกท่านพอจะยอมรับได้ ถึงกับกลืนน้ำลายป้อยอว่าพรรคเพื่อไทยจงรักภักดีอย่างนั้นอย่างนี้อย่างไม่ละอาย ทั้งๆ ที่เคยกล่าวหาพวกเขาไว้มากมาย ทั้งหมดก็เพียงเพื่อขจัดพรรคซึ่งเป็นปีศาจตัวใหม่ออกไปในคราวนี้
ท่านไม่คิดหรือว่า ในสักวัน กาลเวลาจะให้กำเนิด “ปีศาจ” ที่ดุดันขึ้นมายิ่งกว่าพรรคก้าวไกล อย่างที่พวกท่านต้องไปร้องขอชีวิตพรรคการเมืองที่ท่านเกลียดชังในวันนี้ ให้จัดการหยุดเจ้าปีศาจตัวนั้นที ก่อนที่มันจะกลืนกินโลก สังคม และประเทศที่ท่านเคยรู้จักจนหายวับไปทั้งหมด
เป็นไปไม่ได้หรอกที่ว่า ถ้าปล่อยให้พรรคการเมืองที่มีความคิดและนโยบายอย่างพรรคก้าวไกลขึ้นเป็นรัฐบาลหรือเป็นผู้นำประเทศแล้วแผ่นดินจะลุกเป็นไฟเพราะมีแนวคิดที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ เรื่องนี้มันก็ออกจะแปลกๆ หน่อย ในเมื่อตัดสินกันด้วยการเลือกตั้งแล้วก็ปรากฏว่าฝ่ายการเมืองที่ไม่ยอมรับพรรคการเมืองนั้น พยายามทุกวิธีทาง ทั้งเปิดหน้าและลับหลังแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะแสดงออกมาว่าฝ่ายที่ไม่ยอมรับนั้นเป็นเสียงข้างมากของประเทศได้
อีกทั้งมันก็น่าตลกที่ว่า ในขณะที่พวกท่านเชื่อว่า ผู้คนในประเทศนี้ส่วนใหญ่คิดไปในแนวทางแบบเดียวกับที่ท่านเชื่อ แต่ในหลายๆ เรื่อง พวกท่านก็ยอมรับเองมิใช่หรือว่าท่านเป็นคนส่วนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย น้อยในระดับที่ว่า แม้จะเหลือน้อยหนึ่งก็จะยืนหยัดต่อสู้ พวกท่านสู้พลางถอยพลางยอมรับข้อเท็จจริงนี้อย่างเจ็บปวดมิใช่หรือ
แผ่นดินนั้นจะเอา “ไฟ” ที่ไหนมาลุก ถ้าผู้คนประชาชนเสียงข้างมากได้รับในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องและได้รับชัยชนะมาถูกต้องตามกฎกติกาอันเป็นสากล ในขณะที่ฝ่ายที่โวยวายว่า “จะลุกเป็นไฟๆ” นั้นเป็นเสียงข้างน้อยยิ่งกว่าน้อย
หรือถ้าจะพึ่งพาอันธพาลทางการเมืองแบบสมัย กปปส. หรือแม้แต่จะรัฐประหาร ก็ขอให้ตรวจดูผลการเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงจังหวัดใหญ่ ไล่ไปจนตามค่ายทหารต่างๆ ให้ดีก่อนตัดสินใจก็แล้วกัน
หากเราไม่จำเป็นต้องมานำประเทศไปสู่จุดนั้นมิใช่หรือ เพียงท่านยอมรับฉันทามติของประชาชนเสียงข้างมากของประเทศนี้ ที่แสดงออกมาแล้วผ่านการเลือกตั้งแต่โดยดี
จากนี้ไปราวสี่ปี ท่านอาจจะอึดอัดไม่ได้ดังใจ แต่ก็ขอให้ท่านได้โปรดยอมรับว่าเป็นเวลาที่ท่านต้องใช้ความอดทน ลงมานั่งบนเก้าอี้เดียวกับที่เราเคยต้องอดทนนั่ง และเฝ้ามองการใช้อำนาจของกลุ่มคนที่พวกท่านออกใบอนุญาตไว้ให้กระทำต่อประเทศมาแล้วเกือบสิบปี
กล้า สมุทวณิช

