หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไทยพบพม่า : อ...

ไทยพบพม่า : อินเดียกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยจากพม่า

14.07.23 | 13:44 น.

ไทยพบพม่า : อินเดียกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยจากพม่า

อินเดียมีชายแดนติดกับพม่าทั้งสิ้นกว่า 1,600 กิโลเมตร แม้จะไม่ได้ยาวเท่าชายแดนจีน-พม่า (2,129 กิโลเมตร) และชายแดนไทย-พม่า (2,416 กิโลเมตร) แต่ด้วยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของรัฐทั้งในอินเดียและพม่า ก็ถือว่าประชาชนของทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันมาช้านาน ในฐานะที่พม่าเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และเคยเป็นจังหวัดหนึ่งของบริติชอินเดียด้วยแล้ว ในทางวัฒนธรรมและสังคม จึงมีประชากรพม่าเชื้อสายอินเดียอาศัยอย่างหนาแน่นในทั่วทุกภูมิภาคในพม่า

รัฐของอินเดียที่อยู่ติดกับชายแดนทางตอนเหนือของพม่าคือ รัฐมณีปุระ (Manipur) มิโซรัม (Mizoram) และเขตนากาแลนด์ (Nagaland) เขตเหล่านี้เป็นพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย ที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับกลุ่มชาติพันธุ์ทางตอนเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของพม่ามากกว่า ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งมณีปุระ ที่มีเมืองเอกคืออิมพาล (Imphal) และมิโซรัม ที่มีเมืองใหญ่ชื่อโคฮิมา (Kohima) เป็นสมรภูมิการสู้รบขนาดใหญ่ระหว่างกองทัพของอังกฤษกับญี่ปุ่น จนมีผู้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง

เมื่อพม่าแยกตัวออกจากอินเดียในปี 1937 และเมื่อทั้งสองประเทศได้รับเอกราชในปี 1947 และ 1948 ตามลำดับ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในช่วงแรกยังดำเนินไปอย่างราบรื่น เพราะนายกรัฐมนตรี อู นุ และนายกรัฐมนตรี ยวาหระลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) มีความสนิทสนมใกล้ชิดกัน และทั้งสองยังเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ในยุคสงครามเย็นอีกด้วย แต่เมื่อการเมืองของพม่าเริ่มเปลี่ยนไปพร้อมรัฐประหารของนายพล เน วิน ท่าทีของพม่าที่มีต่ออินเดียก็เปลี่ยนไป และอินเดียเองก็ไม่ได้มองว่าพม่าเป็นไพรออริตี้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ล่อแหลมยิ่งในพม่า อินเดียจึงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่รองรับผู้ลี้ภัยจากพม่า ที่นับวันก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารกุมภาพันธ์ 2021 ประเมินว่ามีผู้ที่หลบหนีความไม่สงบจากพม่าเข้าไปในอินเดียแล้วหลายหมื่นคน โดยเฉพาะจากรัฐฉิ่น และมณฑลสะกาย ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศตามลำดับ

Advertisement

ปริมาณของผู้ลี้ภัยที่มีมากขึ้นทำให้รัฐบาลอินเดียมีความริเริ่มจะสร้างหมู่บ้านให้กับผู้ลี้ภัยจากพม่าในมณีปุระ ปัญหาสำคัญของค่ายผู้ลี้ภัยในอินเดีย หรือแม้แต่ในไทยคือผู้ลี้ภัยยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการศึกษาได้อย่างทั่วถึง เพราะรัฐบาลทั้งสองประเทศยังมีมาตรการไม่ให้องค์การระหว่างประเทศเข้าไปมอบสิ่งของช่วยเหลือทั้งหมด และยังคงเป็นองค์กรสาธารณกุศลในท้องถิ่นที่มีบทบาทช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจำนวนมากอยู่

ผู้อพยพจากพม่าส่วนหนึ่งที่หนีเข้าไปในอินเดียเป็นผู้ที่เข้ารร่วมขบวนการอหิงสา หรือ CDM (Civil Disobedience Movement) ซึ่งมีจำนวนราว 50 คน ในมณีปุระ ข้อจำกัดที่ผู้อพยพยังต้องเจอคือการออกเอกสารยืนยันตัว ผู้อพยพต้องการบัตรประจำตัวเพื่อให้ตนสามารถเดินทางออกนอกพื้นที่และเข้าถึงบริการของรัฐบาลอินเดียได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัด และอินเดียยังไม่มีนโยบายจะออกบัตรประจำตัวให้ผู้ลี้ภัยการสู้รบจากพม่า

เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียเพิ่งออกบันทึกเพื่อประกาศมาตรการรับมือกับผู้อพยพผิดกฎหมายจากพม่า โดยการนำข้อมูลไบโอเมตริกซ์มาใช้ และสามารถจับกุมผู้อพยพเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายไปได้กว่า 2,500 คนแล้ว มาตรการของรัฐบาลอินเดียและรัฐบาลท้องถิ่นในมณีปุระมาจากเสียงสะท้อนของประชาชนในสองรัฐที่ไม่พอใจผู้อพยพจากพม่า โดยมองว่าผู้อพยพที่หนีภัยการสู้รบมาจากพม่าทั้งหมดล้วนเป็นผู้อพยพเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย

ตัวเลขของผู้อพยพจากพม่าในรัฐมิโซรัมเพียงแห่งเดียวมีจำนวนประมาณ 5 หมื่นคน สำหรับมณีปุระ ไม่มีตัวเลขที่เป็นทางการออกมา แต่ประเมินกันว่าน่าจะมีจำนวนอยู่ราว 4 พันถึง 1 หมื่นคน นโยบายของรัฐบาลอินเดียที่นิวเดลีมีปัญหาอย่างยิ่งสำหรับองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ภายใต้แนวทางอนุรักษนิยมที่ขับเน้นบทบาทของชาวฮินดู ของนายกรัฐมนตรี โมดี ทำให้นโยบายที่มีต่อผู้อพยพจำนวนมากกลายเป็นการผลักให้คนเหล่านี้กลับไปเผชิญความเสี่ยงจากภัยสงครามในประเทศต้นทาง ในปี 2019 รัฐบาลแห่งรัฐอัสสัม ปรับปรุงกฎหมายการลงทะเบียนประชากร ซึ่งทำให้มีประชาชนราว 2 ล้านคน ที่ถูกถอดสัญชาติอินเดีย โดยเฉพาะชาวอินเดียเชื้อสายบังกลาเทศ

นโยบายของพรรค BJP ของนายกรัฐมนตรี โมดี คือการต่อต้านศาสนาอิสลามด้วยนโยบายปิดกั้นเสรีภาพทางศาสนาในหลายๆ ทาง ภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดเจนคือการถอดสัญชาติชาวอินเดียเชื้อสายบังกลาเทศดังกล่าว ในอนาคต หากนโยบายของพรรค BJP มีความเข้มข้นมากขึ้น ชะตากรรมของผู้อพยพจากพม่าก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กลุ่มชาติพันธุ์หลักในมณีปุระมี 2 กลุ่ม ซึ่งแข่งขันมาตลอดประวัติศาสตร์ กลุ่มหนึ่งคือชาวเมเต (Metei) ที่เป็นคนส่วนใหญ่ และชาวคูคิ (Kuki) ที่เป็นคนกลุ่มน้อย ซึ่งมีสายสัมพันธ์ทางเชื้อชาติกับชาวฉิ่นในพม่า เคยเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 2 กลุ่มมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีกลุ่มผู้อพยพหลั่งไหลเข้าไปจาพม่า ในเดือนพฤษภาคม เพิ่งเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างคนสองกลุ่ม ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตมากกว่า 100 คน และมีคนที่ไร้ที่อยู่อีกจำนวนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์นั้น ประชาชนทั้งสองกลุ่มก็ตั้งกลุ่มติดอาวุธของตนเองขึ้นมาเพื่อรักษาความปลอดภัย และเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม

ในพม่าเองก็มีกองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่ม ส่วนหนึ่งก็เข้าไปในมณีปุระและกลายเป็นกองกำลังเฝ้าระวังตามหมู่บ้านในเขตอินเดีย สถานการณ์ที่มีความเชื่อมโยงกันนี้ สร้างความกังวลให้กับทั้งรัฐบาล BJP และรัฐบาลท้องถิ่นทั้งในมณีปุระและมิโซรัม ซึ่งเกรงว่าผู้อพยพจากพม่าจะนำอาวุธและความรุนแรงเข้าไปในอินเดีย ความกังวลนี้ค่อนข้างรุนแรง ถึงขนาดที่เลขาธิการกลาโหมของอินเดียต้องเข้าพบพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการทหารของพม่า

การไปเยือนของผู้นำระดับสูงจากนิวเดลีชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลอินเดียยังมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับกองทัพพม่าและคณะรัฐประหาร นอกจากนี้ อินเดียยังได้ประโยชน์จากการขายอาวุธให้กับกองทัพพม่าอีกด้วย

ดูเหมือนว่าแนวรบด้านตะวันตกสำหรับผู้อพยพพม่าจะไม่ค่อยดีนัก แต่แนวรบด้านตะวันออกก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่