คว่ำ‘พิธา’-เขี่ยก้าวไกล อิทธิฤทธิ์ 250 วุฒิสมาชิก ฉุดการเมือง-ปท.ติดหล่ม
การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 272 โดยมีชื่อของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 312 เสียง เสนอชื่อ “พิธา” เพียงชื่อเดียวให้ที่ประชุมรัฐสภาทั้ง 749 คน พิจารณา ซึ่งมติที่ประชุมฯ ที่ออกมา ถือว่าไม่เกินความคาดหมาย เมื่อ “พิธา” ไม่ผ่านด่านหินของ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 249 คน เนื่องจาก “เรณู ตังคจิวางกูร” ส.ว. ลาออกไป 1 คน
ซึ่งมติที่ประชุมรัฐสภา มีเสียงสนับสนุน “พิธา” ให้เป็น นายกฯ เพียง 324 เสียง แบ่งเป็น ส.ส. 311 คน ส.ว. 13 คน ไม่เห็นชอบ 182 เสียง เป็น ส.ส. 148 คน ส.ว. 34 คน และงดออกเสียง 199 เสียง เป็น ส.ส. 40 คน ส.ว. 159 คน
แม้ทั้ง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะโชว์ความเป็นเอกภาพ 311 เสียง โหวตสนับสนุน “พิธา” รวมกับอีก 13 เสียงของ ส.ว. แต่ยังได้เสียงอยู่ที่ 324 เสียง ยังไม่ถึงเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคแรก กำหนดไว้ว่า บุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นนายกฯ ต้องได้รับเสียงสนับสนุนไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 375 เสียง (ตามจำนวนสมาชิกรัฐสภา ที่มีอยู่ 749 คน)
ซึ่ง “พิธา” ยังขาดเสียงสนับสนุนในส่วนของ ส.ว. ด้วยตัวเลขกลมๆ ที่ 51 เสียง เนื่องจากขั้วกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 188 เสียง โหวตออกมาแบบไม่แตกแถว ทั้ง “ไม่เห็นด้วย” และ “งดออกเสียง” จึงเป็นเรื่องยากที่ “พิธา” จะหวังเสียงโหวตข้ามขั้วจากกลุ่มรัฐบาลเดิมมาสนับสนุน
ด่านหินที่จะชี้ชะตาเก้าอี้นายกฯ ของ “พิธา” จึงหนีไม่พ้น ส.ว.ทั้ง 250 คน ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ดีไซน์ขึ้นมาให้ทำหน้าที่ในช่วง 5 ปีแรก ตามมาตรา 272 วรรคแรก ให้มีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกฯ กับ ส.ส.ทั้ง 500 คน ซึ่งได้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นแล้วในการโหวตไม่สนับสนุน “พิธา” เป็นนายกฯ แม้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่รวมเสียงข้างมากตามฉันทามติ ผ่านการเลือกตั้งของประชาชนได้ 312 เสียง จาก 8 พรรค หากดูจากเสียง ส.ส.ของสภาล่าง จำนวน 312 เสียง ถือว่ามากพอสำหรับเสถียรภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศ เนื่องจากมี ส.ส.เกินกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 250 เสียง โดยที่มาของทั้ง 250 ส.ว. ไม่ว่าจะผ่านการเลือกกันเองของ 10 กลุ่มวิชาชีพ การเป็น ส.ว. โดยตำแหน่งของผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผ่านการสรรหาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช. ล้วนต้องผ่านการประทับตราในขั้นตอนสุดท้ายจาก “หัวหน้า คสช.” ทั้ง 250 คน
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศวางมือทางการเมืองไป เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงยังไม่แน่ว่าในทางการเมืองจะเป็น “ถอยเพื่อรุกต่อ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ เพราะด้วยกลไกที่วางไว้ผ่านการทำหน้าที่ของ ส.ว.ในช่วง 5 ปี ที่จะครบวาระในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 นับเป็นอีกขั้วอำนาจที่มีนัยยะต่อความเป็นไปของการจัดตั้งรัฐบาล
เพราะไม่เพียง ส.ว.ส่วนใหญ่ที่เป็นสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ เกือบ 120 คน ยังมีวุฒิสมาชิกที่เป็น
สายตรงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อีกประมาณ 80-100 คน ที่ทั้งสองสาย ยังผนึกเสียงกันแน่น ผ่านผลโหวตไม่ให้ “พิธา” ไปถึงฝันเก้าอี้นายกฯ
ซินาริโอทางการเมือง ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลของขั้ว 8 พรรคร่วม ที่มีพรรค ก.ก.เป็นแกนนำ จึงต้องหายุทธศาสตร์ใหม่ เดินหน้าหาเสียงมาโหวตสนับสนุน “พิธา” ในการประชุมรัฐสภาวันที่ 19 กรกฎาคม เพื่อโหวตเลือกนายกฯ เป็นครั้งที่สอง ปัจจัยชี้ขาดคงไม่พ้นเสียงของ ส.ว. อย่างน้อย 63 เสียง
หากการโหวตเลือกนายกฯ ในครั้งที่สองแล้ว “พิธา” ยังไม่สามารถฝ่าด่าน ส.ว.ไปได้ สมการการจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วม ย่อมต้องมาคุยกันเพื่อหาทางออกทางการเมืองที่พอจะเป็น
สูตรของรัฐบาลขั้ว 8 พรรค อาจจะออกมาที่สูตรสอง เปิดโอกาสให้พรรคที่มีเสียงอันดับสอง 141 เสียง อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ได้แก่ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย “เศรษฐา ทวีสิน” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และ “ชัยเกษม นิติสิริ” ประธานยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรค พท. เดินหน้าเจรจาขอเสียง ส.ว.มาสนับสนุนแคนดิเดต นายกฯ ของพรรค พท. แต่อาจติดเงื่อนไขที่ ส.ว.บางกลุ่ม ระบุว่า ยินดีโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรค พท. แต่ต้องไม่มี พรรค ก.ก.มาร่วมเป็นรัฐบาลด้วย
แรงกดดันดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่แกนนำของทั้ง พรรค พท. และพรรค ก.ก. ต้องมาหาทางออกร่วมกัน เพราะหากยังจับมือกัน 8 พรรค อย่างไรก็มีเสียงอยู่ที่ 312 เสียง ยังไม่ถึงเป้าหมาย 375 เสียง ต่อการขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ คนที่ 30
การจัดตั้งรัฐบาลจึงอาจจะออกมาที่สูตรสาม คือ สูตร พรรค พท.ข้ามขั้วมารวมเสียงกับ ขั้วรัฐบาลปัจจุบัน โดยอาจจะมีบางพรรค อย่าง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รสทช.) 36 เสียง และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 25 เสียง ที่พรรค พท.ติดเงื่อนไขและจุดยืนทางการเมืองไม่สามารถร่วมงานกันได้ออกไป จะทำให้มีเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรค พท. เป็นแกนนำอยู่ที่ 268 เสียง โดยมี ส.ว.ในสายของ พล.อ.ประวิตร และบางส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. ขึ้นเป็นนายกฯได้
แต่พรรค รทสช.เมื่อไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค ที่ประกาศวางมือทางการเมืองแล้ว อาจมี ส.ส.บางกลุ่ม ตัดสินใจมาร่วมงานผนึกเสียงเป็นรัฐบาลกับพรรค พท.ด้วยเช่นกัน
โฉมหน้าการเมืองผ่านการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งสอง จึงยังไม่มีใครสามารถสรุปฉากจบได้ว่าที่ประชุมรัฐสภาจะเลือกชื่อใดให้มาทำหน้า “นายกฯ คนที่ 30” ท่ามกลางข้อกังวล ของทุกภาคส่วนที่เกรงว่าประเทศจะติดหล่มยาว ไร้รัฐบาลใหม่มาเริ่มนับหนึ่งบริหารประเทศ สร้างผลกระทบและผลเสียในวงกว้าง
ด้วยเหตุจาก “กติกา” ที่กำหนดกลไกให้อำนาจของเสียงข้างน้อย เข้ามามีบทบาทเหนือเสียงข้างมากผ่านฉันทามติของประชาชน

