หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความฝันลมๆ แล...

ความฝันลมๆ แล้งๆ เกี่ยวกับสันติภาพยูเครน

16.07.23 | 14:35 น.

ความฝันลมๆ แล้งๆ เกี่ยวกับสันติภาพยูเครน

คงเหมือนกับความฝันลมๆ แล้งๆ เกี่ยวกับสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือสันติภาพระหว่างอำนาจเก่ากับผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายประชาธิปไตย สันติภาพในยูเครนยังไม่มีวี่แววจะเกิดขึ้นในเร็ววัน

ขอย้อนไปเมื่อหลายเดือนก่อน ความหวังเริ่มมีขึ้นในวันครบรอบปีของสงครามที่รัสเซียส่งกองทัพเข้าไปรุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ความหวังนั้นมาจากจีนที่น่าจะโน้มน้าวรัสเซียได้บ้าง จีนเสนอแผนสันติภาพ 12 ข้อ ในเรื่องนี้จะขออ้างอิงบทความของสำนักข่าวประชาไทที่สรุปแผนของจีนไว้ดังนี้

1) ขอให้เคารพต่ออธิปไตยของทุกประเทศ

2) ละทิ้งวิธีคิดแบบสงครามเย็น

Advertisement

3) หยุดทำตัวเป็นปฏิปักษ์

4) ขอให้มีการกลับมาจัดเจรจาสันติภาพอีกครั้ง

5) ขอให้มีการแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านมนุษยธรรม

6) ขอให้มีการคุ้มครองพลเรือนและเชลยสงคราม

7) รักษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ให้ถูกโจมตี

8) ลดความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์

9) จัดให้มีการส่งออกธัญพืช

10) ยกเลิกการคว่ำบาตรจากฝ่ายเดียว

11) คงไว้ซึ่งเสถียรภาพของระบบอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน

12) ส่งเสริมการบูรณะฟื้นฟูหลังสงคราม

กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า ขอให้ “อย่าสุมไฟและเพิ่มความตึงเครียดไปมากกว่านี้” โดยหวังว่าจะป้องกันไม่ให้วิกฤต “เลวร้ายลงกว่าเดิมและดำเนินไปสู่จุดที่แย่จนควบคุมไม่ได้” นอกจากนี้ยังเตือนว่า “ความขัดแย้งและสงครามไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใด” และบอกว่าทุกคนต้อง “ใช้เหตุผลและมีการยับยั้งชั่งใจ” ก็น่าฟังดี แต่ยังไม่มีใครรับฟังอย่างเป็นมรรคเป็นผล

แต่ก็ไม่เชิง เพราะอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุสดูเหมือนจะรับฟังจนถึงกับเดินทางไปคุยกับประธานาธิบดีจีนที่กรุงปักกิ่ง ก็เขาอีกนั่นแหละที่ให้ความหวังอีกครั้ง ในการกล่าวปราศรัย ณ กรุงมินสก์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ลูคาเชนโกได้ประกาศว่าเขาพร้อมเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยในการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งปัจจุบันกำลังตกอยู่ในภาวะชะงักงัน แต่ยังสามารถแสวงหาทางออกได้และอาจเริ่มขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง และเปิดเผยว่า ยุโรปพร้อมเข้าร่วมการเจรจาและจีนอาจมีบทบาทที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาของยูเครน

แต่จุดเปลี่ยนในทางลบกลับมาจากบุคคลที่ผมเคยยินดีเมื่อครั้งที่เขาเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเตรียมส่งมอบระเบิดลูกปราย หรือคลัสเตอร์บอมบ์ ให้แก่ยูเครน เพื่อใช้ในการโจมตีฐานที่มั่นของรัสเซียในภาคตะวันออกของยูเครน โดยเขาระบุว่า การส่งมอบระเบิดลูกปรายให้แก่ยูเครน เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่ในเวลานี้ กองกำลังยูเครนกำลังขาดแคลนกระสุน เรื่องนี้ย่อมเป็นข่าวดีสำหรับรัฐบาลยูเครน โดยประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แสดงความขอบคุณรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เตรียมส่งมอบระเบิดลูกปรายให้ พร้อมเน้นว่า การขยายขีดความความสามารถทางการรบ จะช่วยให้ยูเครนยึดคืนดินแดนจากรัสเซีย

ในตอนแรกของสงคราม รัสเซียเป็นฝ่ายบุก แต่ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากกองทัพยูเครนที่ได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากประเทศตะวันตก ซึ่งหมายถึงสหรัฐฯและยุโรปเป็นสำคัญ อาวุธที่มอบให้ส่วนใหญ่เป็นอาวุธตั้งรับ มีพิสัยใกล้หรือปานกลาง เพราะไม่ต้องการขยายพื้นที่สงครามเข้าไปในรัสเซีย รบไปรบมา ดูเหมือนว่ารัสเซียจะพอใจกับการยึดครองดินแดนด้านตะวันออกของยูเครน รัสเซียได้จัดให้มีการลงประชามติเพื่อกำหนดชะตากรรมตนเอง (self determination) ในดินแดนยึดครอง ซึ่งแน่นอนว่า ประชากรส่วนใหญ่ที่มีเชื้อสายและสนับสนุนรัสเซียได้ลงประชามติไปอยู่กับรัสเซีย และรัฐบาลรัสเซียได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าดินแดนที่ยึดครองเป็นของรัสเซียแล้ว จากนั้น ดูเหมือนว่ากองทัพรัสเซียจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเป็นฝ่ายรับตามแนวการควบคุมดินแดน (line of control)

รัฐบาลยูเครนย่อมไม่ยอมและประกาศว่าจะเป็นฝ่ายรุกเข้าไปยึดดินแดนคืน แต่ความพยายามบุกเข้าไปก็ไม่เป็นผล จนมีการระเบิดเขื่อนที่มีผลกระทบต่อพลเรือนอย่างกว้างขวาง โดยไม่มีใครยอมรับว่าเป็นฝ่ายกระทำ

ร้อนถึงประเทศตะวันตก ที่ถูกรัฐบาลยูเครนเร่งเร้า จึงยอมส่งอาวุธร้ายแรงเพิ่มเติมให้ บางชนิดก็มีพิสัยไกล เช่น เครื่องบินรบ โดรน ปืนใหญ่ และได้ส่งกระสุนนับล้านลูกให้ยูเครน แล้วยูเครนก็บอกว่าขาดแคลนกระสุนอยู่ดี ร้อนถึงสหรัฐฯที่อยู่ห่างไกลออกไปจากยูเครนมาก แต่ในฐานะผู้นำโลก ต้องยอมสละหลักการที่จะไม่ทำร้ายพลเรือนอีกครั้งหนึ่ง โดยประกาศเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมว่า จะส่งระเบิดลูกปรายไปให้ยูเครน โดยเป็นส่วนหนึ่งของแพคเกจล่าสุดของการส่งอาวุธมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ไปให้ โดยรวมแล้ว สหรัฐฯถือว่าการสนับสนุนยูเครนในสงครามครั้งนี้เป็นผลประโยชน์ของชาติ จึงได้ให้ความช่วยเหลือด้วยงบประมาณมหาศาล รวมแล้วประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท

ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของระเบิดลูกปรายที่ได้มาจาก หลักสูตร Medical Peace Work รายวิชาที่ 3 ดังนี้

“ในประเทศกัมพูชาปี ค.ศ. 2005 เด็กชายสามคนที่เล่นกันอยู่ใกล้ ๆ หมู่บ้านของพวกเขา พบวัตถุเหล็กกล้าขนาดเล็ก ๆ ลูกกลม ๆ สี่ลูก พวกเขาเก็บมาเล่นเกมลูกหิน อย่างไรก็ดี ของเล่นชิ้นใหม่ของพวกเขาจริง ๆ แล้วคือ “ลูกระเบิดขนาดจิ๋ว” ที่หลงเหลือจากระเบิดลูกปรายที่ถูกนำมาทิ้งเมื่อหลายปีก่อน ในระหว่างที่เล่นเกมลูกหินกันอยู่ ลูกกลมสองลูกชนกันและจุดชนวนระเบิดขึ้น เด็กคนหนึ่งเสียชีวิตจากบาดแผลขนาดใหญ่ที่ท้อง อีกสองคนบาดเจ็บอย่างหนักแต่รอดชีวิต

ปี ค.ศ. 1999 ที่โคโซโว เด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งไปว่ายน้ำในทะเลสาบใกล้บ้าน เขาพบกระป๋องเล็ก ๆ สีเหลืองใบหนึ่ง เมื่อเขาเอามาอวดครอบครัว ระเบิดลูกเล็กนั้นตกลงกับพื้นและเกิดระเบิดขึ้น มันฆ่าพ่อและพี่ชายของเขา ส่วนตัวเองบาดเจ็บอย่างถาวร หลังจากนั้นอีกหลายเดือน น้องสาวของเขาเหยียบระเบิดลูกปรายอีกลูกหนึ่งและเสียชีวิต

เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยเหลือเกินในพื้นที่ที่เสียหายจากสงครามทั่วโลก ชาย, หญิง และเด็กจำนวนหลายหมื่นคนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสด้วยอาวุธที่ไม่เลือกเฟ้นและอาจถึงตาย อาวุธเช่นนี้ได้ถูกนำมาใช้ในความขัดแย้งหลายครั้งรวมถึงที่ประเทศลาวในทศวรรษ 1970 และ 1980, ที่เอริเทรีย และเอธิโอเปียในปี ค.ศ. 1998, ที่เซอร์เบียและมอนเตเนโกรในปี ค.ศ. 1999, ที่อัฟกานิสถานในปี ค.ศ. 2001, ที่อิรักในปี ค.ศ. 2003, และถูกนำมาใช้โดยทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนในปี ค.ศ. 2006

ระเบิดลูกปรายใช้เพื่อมุ่งโจมตีกองกำลังหมู่ใหญ่ของข้าศึก ลูกระเบิดจะแตกตัวออกก่อนกระทบดิน และปล่อยกระสุนลูกปรายจำนวน 200 – 400 ลูก ที่อาจกระจายเต็มพื้นที่ในรัศมี 250 เมตร กระนั้น ด้วยธรรมชาติการสงครามที่เปลี่ยนไป ระเบิดเช่นนี้อาจถูกใช้โจมตีศัตรูที่อยู่ในหรืออยู่ใกล้พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ดังนั้น บ่อยครั้งเหลือเกินที่ระเบิดจะทำให้พลเรือนบาดเจ็บสาหัสหรือตาย แทนที่จะทำร้ายเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ นอกจากนี้ ยังมีอันตรายอีกประการหนึ่งคือ กระสุนลูกปรายที่อาจมากถึง 40% จะไม่ระเบิดในทันที หากทิ้งรอยของกระสุนที่ไม่ระเบิดเป็นทางไว้ในพื้นที่ที่ทนทุกข์การสงคราม

ในเชิงผลภายหลังสงคราม ระเบิดลูกปรายจะกลายเป็นทุ่นระเบิดนั่นเอง แต่มันไม่ถูกห้ามใช้ในทางสากลในฐานะทุ่นระเบิด มีเพียงทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตรง ๆ ที่ออกแบบเพื่อฆ่าและหยุดยั้งนักรบฝ่ายศัตรูเท่านั้น ที่ถูกห้ามโดยอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (บ่อยครั้งเรียกสั้น ๆ ว่า อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1999)”

อันที่จริง มีสนธิสัญญาว่าด้วยกระสุนลูกปราย (The Convention on Cluster Munitions (CCM) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ห้ามการใช้ การโอน การผลิต และการสะสมยุทธภัณฑ์ลูกปราย ซึ่งเป็นระเบิดชนิดหนึ่งที่กระจายยุทธภัณฑ์ย่อยหรือระเบิดลูกเล็ก ๆ (bomblets) ให้ครอบคลุมพื้นที่บริเวณหนึ่ง

อนุสัญญา CCM ได้รับความเห็นชอบในวันที่ 30 พฤษภาคม 2008 และเปิดให้มีพิธีลงนามเมื่อวันที่ 3 – 4 ธันวาคม 2008 ที่กรุงออสโล ประเทศสวีเดน เมื่อเสร็จพิธีมีรัฐที่ลงนาม 94 รัฐ รวมถึงรัฐสมาชิกของสหภาพยุโรป 21 รัฐจากสมาชิกทั้งหมด 27 รัฐ และรัฐสมาชิกของนาโต 18 ใน 26 รัฐสมาชิก

CCM มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2010 หลังจากที่มีรัฐประเทศให้สัตยาบันจำนวน 30 รัฐ ต่อมา ในเดือนเมษายน 2023 มีรัฐที่ให้สัตยาบัน 111 รัฐ ส่วนอีก 12 รัฐได้ลงนามแต่ยังไม่ให้สัตยาบัน ส่วนรัฐที่ไม่ลงนามรวมถึง สหรัฐฯ รัสเซีย จีน อินเดีย อิสราเอล เกาหลีใต้ และยูเครน (ข้อมูลเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2023 จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Convention_on_Cluster_Munitions)

เมื่อมีข่าวว่าประธานาธิบดีไบเดนจะส่งระเบิดลูกปรายไปให้ ประธานาธิบดีแซแลนสกียแสดงความขอบคุณด้วยความดีอกดีใจ พร้อมทั้งสัญญาว่าจะใช้อาวุธนี้อย่างระมัดระวัง แต่ก็มีเสียงคัดค้านอย่างเซ็งแซ่ เริ่มจากอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่คัดค้านการตัดสินใจนี้ของสหรัฐฯ เนื่องจากกลัวว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อพลเรือน แน่นอนว่าบรรดาองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศทั้งหลาย ต่างออกมาคัดค้านเช่นกัน ว่าขัดต่อหลักของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้ง CCM และ IHL (international humanitarian law) ที่ต้องการพิทักษ์พลเรือน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จากภัยคุกคามที่ไม่เลือกหน้าของสงคราม

ที่น่าสนใจคือประเทศพันธมิตรของสหรัฐเองก็ออกมาคัดค้านในเรื่องนี้ อาทิ สหราชอาณาจักร คานาดา สเปน เป็นต้น นอกจากเหตุผลด้านมนุษยธรรมแล้ว ผมยังเห็นว่า การยกระดับความรุนแรงด้วยการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ร้ายแรงต่าง ๆ มีแต่จะทำให้สงครามยืดเยื้อออกไป

หนังสือพิมพ์ของไทยให้ความสนใจในเรื่องนี้พอสมควร โดยเฉพาะข่าวนายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชา เรียกร้องยูเครนอย่าใช้ระเบิดลูกปราย เพราะลูกปรายบางลูกอาจไม่จุดระเบิดและอาจเป็นอันตรายต่อพลเรือนในอีกหลายปีข้างหน้า เขายกตัวอย่างของชาวกัมพูชาที่ทนทุกข์ทรมานจากการทิ้งระเบิดมากถึง 3,636 ครั้ง โดยเครื่องบิน B – 52 ของสหรัฐฯที่บินขึ้นจากสนามบินอู่ตะเภา แม้สงครามจะจบไปแล้ว 48 ปี แต่ยังมีระเบิดเหลืออยู่ในกัมพูชาและลาวที่ยังเก็บกู้ไม่หมด ชาวกัมพูชาราว 20,000 คน เสียชีวิตในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมาจากการเหยียบทุ่นระเบิดหรือวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด งานเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิดเหล่านั้นยังคงดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้

นายกรัฐมนตรีฮุนเซนกล่าวว่า “ผมสงสารชาวยูเครน ผมขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะผู้จัดหา และประธานาธิบดียูเครนในฐานะผู้รับ อย่าใช้ระเบิดลูกปรายในสงคราม เพราะเหยื่อที่แท้จริงจะเป็นชาวยูเครน ไปอีกนาน”

ความฝันถึงสันติภาพในยูเครนคงต้องรออีกนาน เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างความถูกต้องของฝ่ายตน ผมฝันว่าการณ์จะเป็นไปตามที่ประธานาธิบดีลูคาเชนโกกล่าว คือจะเริ่มมีการเจรจาสันติภาพยูเครนในฤดูใบไม่ร่วงปีนี้ หลักการง่าย ๆ ที่ขอเสนอคือหลักการกำหนดชะตากรรมตนเอง โดยอาจดำเนินการดังนี้ 1) รัสเซียถอนทหารออกจากภาคตะวันออกของยูเครน (ไม่แน่ใจว่าจะรวมแคว้นไครเมียด้วยหรือไม่) 2) องค์การสหประชาชาติส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปประจำการในภาคตะวันออกของยูเครน 3) องค์การสหประชาชาติตั้งคณะบุคคลฝ่ายพลเรือนเข้าบริหารจัดการภาคตะวันออกเป็นการชั่วคราว 4) เมื่อสถานการณ์สงบและมีการฟื้นฟูประเทศยูเครนโดยรวม โดยที่ทั้งประเทศตะวันตกและรัสเซียร่วมให้ความช่วยเหลือ และหลังจากเวลาผ่านไป เช่น 2 ปีแล้ว คณะบุคคลดังกล่าวจะจัดให้มีการลงประชามติโดยพลเมืองในพื้นที่ว่า เห็นด้วยที่จะให้พื้นที่นี้อยู่กับยูเครนหรืออยู่กับรัสเซีย หรือให้เป็นพื้นที่ปกครองตนเองที่เป็นกลางและปลอดอาวุธ

ผมนึกถึงเพลงเก่าที่ขับร้องโดย Bob Dylan ชื่อ Blowin’ in The Wind ซึ่งมีเนื้อร้องตอนหนึ่งที่สะท้อนถึงความฝันของผมได้ดีด้วยคำถามว่า

“Yes, and how many times must the cannonballs fly

Before they’re forever banned?”

แต่ผมฝันอีกแบบหนึ่งสำหรับสันติภาพในชายแดนใต้ของเรา ซึ่งไม่สามารถใช้โมเดลข้างต้น โดยถือว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ และการลงประชามติกำหนดชะตากรรมตนเองถือว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ทางออกน่าจะง่ายกว่า คือให้มีการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ให้เป็นเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ตามเจตนารมณ์ ทั้งของคนส่วนใหญ่และส่วนน้อยในพื้นที่

เมื่อมาถึงสันติภาพในทางการเมือง ผมเห็นว่าตราบใดที่ยังกล่าวหากันในเรื่อง “ล้มเจ้า” และเรื่อง “ชังชาติ” เช่น กล่าวหาว่าชักชวนประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งให้เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ ก็คงจะปรองดองกันได้ยาก และคงต้องใช้เวลา เช่น ให้ ส.ว. ผู้ผูกขาดความจงรักในชาติและพระมหากษัตริย์ชุดนี้หมดวาระ เหมือนยาหมดอายุนั่นแหละ เพื่อให้การขับเคลื่อนและการปฏิรูปใด ๆ เป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยรับฟังตามครรลองประชาธิปไตย

โคทม อารียา