แม้อดีต ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถูกฟ้องคดีอาญา นำมาซึ่งความสับสนวุ่นวายเกี่ยวกับสถานการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้า แต่เสียงสนับสนุนการลงสมัครรับเลือกตั้งกลับสูงขึ้นตามลำดับ
โดนัลด์ ทรัมป์ คือผู้ที่ได้รับการสนับสนุนสูงสุดของพรรครีพับลิกัน เพื่อรับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยหน้า ในขณะที่ถูกฟ้องคดี “เอกสาร” รวม 37 ข้อหา โดยถูกกล่าวหาว่า
นำเอาเอกสารลับจากทำเนียบขาวไปครอบครองไว้ที่บ้านพักส่วนตัว กรณีเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายแห่งสหพันธรัฐ อันเกี่ยวกับการส่งมอบเอกสารเมื่อพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี
หากศาลวินิจฉัยว่า ทรัมป์มีความผิดตามฟ้อง ก็ต้องถูกจำคุก
ตามหลักนิตินัย แม้ทรัมป์จะถูกตัดสินจำคุก ก็ยังมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กรณีจึงเป็นช่องโหว่ของกฎหมายเลือกตั้ง อันอาจกลายเป็นวิกฤตแห่งกระบวนการยุติธรรม
จากผลสำรวจล่าสุด เสียงสนับสนุนทรัมป์อยู่ในเกณฑ์สูง หากไม่มีอุบัติเหตุ น่าจะได้รับเลือกเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกัน ในขณะที่พรรคเดโมแครตส่ง โจ ไบเดน ขึ้นป้องกันตำแหน่ง
ถ้าเป็นไปตามนี้ สองผู้เฒ่าก็จะต้องเจอกันอีกวาระหนึ่ง
ย่อมต้องถือว่าเป็นโชคร้ายของวงการเมืองสหรัฐ และเป็นโชคร้ายของนานาประเทศอีกด้วย
นโยบายการทูตระหว่างประเทศของทรัมป์ก็คือ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกวาระหนึ่ง” (Make America Great Again MAGA) ทั้งนี้ เพื่อประสงค์ยืนยันว่า อเมริกาคือสุดยอดของโลก และชูธงความเป็นเจ้าโลกของอเมริกา
“ทรัมป์” ไม่ชอบทำสงคราม เพราะเขาเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐ จึงกล่าวเสมอว่า ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งไม่เคยทำสงครามแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศ
ประเด็นที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่างกับ โจ ไบเดน คือ ดูหมิ่นยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยกล่าวหาว่า กินนมสหรัฐ แต่มาขยายฐานการเมืองของประเทศตน
จึงเสนอให้ยกเลิกองค์กรนาโต ขอให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้รับผิดชอบงบประมาณการทหารเอง ส่วนนโยบายต่อจีนคือ ปรับขึ้นอัตราภาษีการนำเข้าสินค้า ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าระยะยาวของสหรัฐ
ส่วน โจ ไบเดน คือใช้วิธีตัดกำลังจีนเป็นหลัก โดยรวมกับประเทศยุโรป ปั้นองค์กรนาโตให้เติบโต อีกทั้งเดินสายญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ร่วมกันปิดล้อมจีน
หากดูผิวเผิน โจ ไบเดน อาจมีความสนิทสนมกับ “สี จิ้นผิง” เป็นการส่วนตัว เพราะคบกันมาตั้งแต่ทั้งคู่ยังเป็น “รองประธานาธิบดี” ทว่าการแซงก์ชั่นจีนยังรุนแรงดุเดือดกว่าสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวคือ อัตราภาษีการนำเข้าสินค้าจีน นอกจากไม่ลดน้อยลงไป ยังพยายามเตะขัดขาธุรกิจเทคโนโลยี ใช้ทฤษฎีสมคบคิดทำการสกัดและบั่นทอนความเจริญเติบโตของจีน
วันนี้ ทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันต่างกำลังเตรียมตัวสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ดูภายนอก การที่ “ทรัมป์” ถูกฟ้องคดีถือเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ แต่ยังสามารถกุมคะแนนเสียงของผู้สนับสนุนไว้ได้ และได้รับความเห็นอกเห็นใจจากโหวตเตอร์ คะแนนเสียงทิ้งห่างจากผู้สมัครอื่นในพรรครีพับลิกัน
สื่ออเมริกันพยากรณ์ว่า ความนิยมของ “ทรัมป์” ดีวันดีคืน การที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นประธานาธิบดี มิพักต้องกังวล
หากศาลวินิจฉัยแล้วพิพากษาให้ “ทรัมป์” ต้องจำคุก ก็ยังมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กรณีย่อมเป็นการทำลายประวัติศาสตร์อเมริกา และเชื่อมั่นว่าจะต้องนำมาซึ่งวิกฤตแห่งรัฐธรรมนูญ
หากพิเคราะห์จากรูปคดี ข้อหาที่ถูกฟ้องนั้น ยังมีช่องว่างให้เกิดการโต้แย้งได้ เป็นต้นว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจในการตัดสินใจว่าเอกสารใดไม่เป็นความลับอีกต่อไปหรือไม่ คือประเด็นที่ต้องวินิจฉัย
ตามหลักนิติศาสตร์ยังมีความขัดแย้งกัน การยกเป็นประเด็นขึ้นต่อสู้ย่อมเป็นเรื่องที่รับฟังได้ อีกประการหนึ่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะแห่งคดี คือผู้ที่ “ทรัมป์” แต่งตั้งในสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สถานะทางการเมืองมีโอกาสเอนเอียงไปทางรีพับลิกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีของโดนัลด์ ทรัมป์
ในด้านต่างประเทศ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ตกหล่มอยู่ในสงครามยูเครน เป็นการสร้างโอกาสให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการโจมตี จึงประกาศยืนยันว่า หากเขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ปัญหาสงครามยูเครนจะต้องยุติภายใน 24 ชั่วโมง จึงเป็นการสร้างแรงกดดันให้แก่โจ ไบเดน จำเป็นต้องยุติสงครามยูเครนก่อนการเลือกตั้ง นอกจากนี้ นโยบายต่อจีนคือประเด็นสำคัญในสมัยเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยเฉพาะกาลแห่งประชานิยมกำลังเฟื่องฟู การใช้ไม้แข็งต่อจีนจะได้รับการตอบรับที่ดี
ที่น่าสนใจคือ เมื่อการหาเสียงเลือกตั้งเข้าโค้งสุดท้าย ฝ่ายเหยี่ยวทั้งสองพรรคอาจทำการเปิดเผยถึงเรื่องราวที่ไม่เป็นประโยชน์ หรืออวดอ้างถึงความองอาจกล้าหาญของทหารอเมริกันอย่างที่เคยทำมาก่อน ล้วนเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะเอาจริงเข้า บุตรหลานอเมริกันชนต้องเข้าสู่สนามรบ ประชาชนก็ไม่เห็นด้วย กรณีเป็นการเอาคนอเมริกันไปตายในสมรภูมิ ดังมีตัวอย่างปรากฏในอดีต เช่น สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม
ในสมัยสงครามเกาหลี นายพลแมกอาร์เธอร์ สั่งให้ทหารทิ้งระเบิดปรมาณูที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เพื่อระงับการเคลื่อนไหวของทหารอาสาสมัครจีน อันเกี่ยวกับการต่อต้านสหรัฐและช่วยเหลือเกาหลี แต่พฤติการณ์อาจเป็นต้นเหตุในการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ในที่สุด การปะทะกันระหว่างจีนกับสหรัฐคือ เสมอกัน ทั้งสองฝ่ายจึงมาพบกันที่เส้น 38 ของเกาหลี
ส่วนบทเรียนสงครามเวียดนามคือ ประธานาธิบดีจอนสัน สั่งเพิ่มทหาร 5 แสนไปยังสมรภูมิเวียดนาม จึงเป็นเหตุให้สงครามยืดเยื้อ ประชามติคัดค้านรุนแรง รัฐบาลขึ้นล่องลำบาก ในที่สุด จึงจำเป็นต้องถอนทหารอย่างฉุกละหุก ความพ่ายแพ้ที่ไซ่ง่อน กลายเป็นแผลทางหัวใจของสหรัฐอย่างเป็นนิรันดร์
กรณีสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม เป็นบทเรียนราคาแพง เป็นอุทาหรณ์ ไม่เชื่อว่าสหรัฐจะเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ และไม่น่าจะนำเอาปัญหาช่องแคบไต้หวันมาเป็นเชื้อเพลิง เพื่อสร้างความนิยมให้แก่ตน ได้ไม่คุ้มเสีย และไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของอเมริกันชนด้วย
แต่ใกล้วันเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 น่าเชื่อว่าคู่แข่งอาจนำเอาประเด็นช่องแคบไต้หวันมาทำการ “เรียกแขก” เพื่อสะสมต้นทุนทางการเมือง แต่กรณีเป็นการทำลายผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ย่อมขึ้นอยู่กับสองผู้เฒ่าว่า จะเห็นแก่ผลประโยชน์ของสหรัฐหรือตำแหน่งประธานาธิบดี
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

