ประชาธิปไตย 2 นาที ก็แบบนี้แหละ
การลงมติให้การรับรองบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐสภา รอบแรกวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถูกเสนอชื่อเพียงคนเดียว ไม่สามารถผ่านด่านการรับรองไปได้ เพราะได้คะแนนสนับสนุนจาก ส.ส. 311 คน ส.ว. 13 คน รวม 324 คน ไม่เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาคือ 376 คน
ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางการเมือง 2 กรณีที่น่าบันทึกไว้ นั่นคือ กรณีแรกต้องมีการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเป็นครั้งที่ 2 วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 กรณีต่อมาเกิดปฏิกิริยาของสังคมต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่ลงมติไม่ให้ความเห็นชอบ 182 เสียง งดออกเสียง 199 เสียง ลาประชุม 43 คน อย่างกว้างขวางด้วยรูแบบต่างๆ
จนวุฒิสมาชิกรับไม่ไหว รวมตัวกันรวบรวมข้อมูลผู้ที่แสดงปฏิกิริยาในลักษณะก้าวร้าว รุนแรง เกินขอบเขต เข้าข่ายหมิ่นประมาท กลั่นแกล้ง ข่มขู่ คุกคามสิทธิเสรีภาพ และประกาศจะฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดจนถึงที่สุด
กรณีแรกการประชุมลงมติรับรองนายกรัฐมนตรีใหม่ครั้งที่ 2 เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายว่าจะสามารถเสนอชื่อนายพิธาเข้าสู่การพิจารณาอีกได้หรือไม่ เพราะการไม่ผ่านการรับรองในครั้งแรก เท่ากับว่าญัตติที่เสนอตกไปแล้ว
วุฒิสมาชิกที่ไม่เห็นชอบชื่อนายพิธาอ้างข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 ขึ้นมาสนับสนุนว่าญัตติตกไปแล้วไม่สามารถนำเสนอได้อีก ขณะที่มีผู้เห็นต่างว่า การเสนอชื่อนายพิธาไม่ถือว่าเป็นญัตติ แต่เป็นวาระให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงสามารถนำเสนอชื่อนายพิธาอีกครั้งหนึ่งได้
ความขัดแย้งทางความคิดด้วยแง่มุมกฎหมายที่ต่างกันนี้ ผมคาดสถานการณ์ล่วงหน้าได้เลยว่า การประชุมรับรองนายกรัฐมนตรีวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ จะเกิดเหตุการณ์ที่น่าติดตามอย่างน้อยสองเหตุการณ์
นั่นคือ สมาชิกรัฐสภาจะอภิปรายถกเถียงกันอย่างหนักหน่วงเกี่ยวกับสถานะของวาระเสนอชื่อนายพิธากลับเข้ามาใหม่ เป็นญัตติหรือไม่ อาจต้องใช้เสียงที่ประชุมลงมติอย่างใดอย่างหนึ่ง และลุกลามต่อไปจนถึงขั้นยื่นเรื่องร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสามารถเสนอชื่อคนเดิมได้อีกหรือไม่ ซึ่งจะทำให้การพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเวลายืดเยื้อยาวนานออกไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
อีกเหตุการณ์หนึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับชื่อนายพิธา จะเสนอชื่อบุคคลในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองอื่นเข้าแข่งขัน เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาตัดสิน ใครมีเสียงมากกว่า
กึ่งหนึ่ง ชนะไป
เหตุการณ์หลังนี่แหละครับ ถ้าเกิดขึ้นจริงควบคู่ไปกับการเสนอชื่อนายพิธาเข้ามาใหม่ โดยที่รัฐสภายังไม่ได้ข้อยุติว่าทำได้หรือไม่
นั่นย่อมสะท้อนชัดเจนว่า เจตนาของการต่อต้านพิธาไม่ให้ถูกเสนอชื่ออีกครั้ง เป็นแค่กลเกมทางการเมืองแอบแฝง เบื้องหลังความต้องการที่แท้จริง คือ เสนอชื่อคนอื่นเข้ามาแข่งเพื่อทำลายเอกภาพ ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรคให้แตกแยกและพลาดการเป็นรัฐบาลในที่สุด
ฉะนั้นสิ่งที่น่าติดตามจับตาคือ ท่าทีการลงมติของวุฒิสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่งดออกเสียง กับผู้ที่ไม่เข้าร่วมประชุมครั้งแรกซึ่งมีจำนวนมาก จะลงมติอย่างไร
การลงคะแนนของคนเหล่านี้ จะเป็นคำตอบทันทีว่าแท้จริงแล้วต้องการให้ใครและฝ่ายใดเป็นนายกรัฐมนตรี อำนาจเก่าหรืออำนาจใหม่เป็นรัฐบาล
การอภิปรายโต้ตอบเสียงเรียกร้องให้เคารพเจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของวุฒิสมาชิกที่ว่าการพิจารณาลงมติรับรองหรือไม่รับรองนายกรัฐมนตรีของสมาชิกรัฐสภาเป็นคนละส่วน คนละขั้นตอนกับการใช้สิทธิลงคะแนนเสียงของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
การลงมติของสมาชิกรัฐสภาเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติ ภายหลัง
ทราบผลการเลือกตั้งเป็นทางการแล้ว
เหตุผลที่ยกขึ้นมารองรับ อ้างข้อกฎหมายเป็นหลักยึด แต่มองอีกด้าน เป็นการคิดแบบตัดตอน แยกส่วน ไม่เชื่อมโยง
ทรรศนะเช่นนี้ทำให้เสียงสะท้อนที่มีมาตลอดว่า ประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยของปวงชนมีจริงก็แค่ 2 นาที ตอนหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้น ยังเป็นความจริงอยู่ต่อไป
เมื่อพิธีกรรมดังกล่าวจบสิ้นลง อำนาจที่แท้จริงของปวงชนก็หมดสิ้นลงทันที
คำตอบจากฐานคิดแบบแยกส่วน คนละขั้นตอนกัน นี่เอง ถึงทำให้เกิดคำถามดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่า แล้วเลือกตั้งไปทำไม
กรณีการรวมตัวของวุฒิสมาชิกเพื่อโต้ตอบการแสดงปฏิกิริยาในลักษณะข่มขู่ คุกคามสิทธิเสรีภาพส่วนตัว เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่วุฒิสมาชิกใช้สิทธิปกป้องคุ้มครองความปลอดภัย ผลประโยชน์ เกียรติยศ ชื่อเสียงของตัวเองและครอบครัวเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย
แต่ก็มีประเด็นชวนคิดพิจารณาในแง่มุมทางการเมือง การเป็นบุคคลสาธารณะไม่อาจหลีกหนีการติดตาม ควบคุม ตรวจสอบไปได้ จึงต้องหาบทสรุปร่วมกันว่าการแสดงปฏิกิริยาต่อจุดยืนทางการเมืองของบุคคลสาธารณะ ควรมีขอบเขตแห่งความพอเหมาะ พอดีแค่ไหน
ระหว่างหลักกฎหมาย การคุ้มครองส่วนบุคคลกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ควรมีจุดพบกันตรงไหน
หลักคิดเบื้องต้นคงหนีไม่พ้น ตราบใดที่การแสดงปฏิกิริยาต่ออีกฝ่ายหนึ่งเป็นไปภายใต้กรอบของกฎหมาย สามารถกระทำได้
ที่สำคัญคือ ต้องเป็นไปในลักษณะสันติวิธี การใช้วิธีการรุนแรง ไม่ว่าทางกาย วาจา คุกคามความปลอดภัยของผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

