หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทเรียนจากการ...

บทเรียนจากการรัฐประหาร ของประเทศตุรเคีย (ตุรกี)

19.07.23 | 13:26 น.

ประเทศตุรเคีย (T?rkiye) คือชื่อใหม่ของประเทศตุรกี (Turkey) โดยความจริงประชาชนชาวตุรเคีย ก็เรียกชื่อประเทศของตนว่าตุรเคียมาตั้งแต่สถาปนาประเทศเมื่อ พ..2466 อยู่แล้ว แต่ชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษนั้นเพี้ยนไปเป็นตุรกี (เหมือนกรุงเทพฯ ถูกเรียกว่า Bangkok หรือกรุงเวียงจันทน์ ถูกเรียกว่า Vientiane นั่นแหละครับ) ซึ่งมีความหมายว่า ไก่งวง มิหนำซ้ำในพจนานุกรมภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ยังระบุว่า Turkey หมายถึงคนเซ่อหรือคนโง่ทำให้ทางการประเทศตุรเคียได้ขอให้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษของประเทศของเขาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พ..2565 เป็นต้นมา

ประเทศตุรเคียเป็นประเทศที่สืบสิทธิจากจักรวรรดิออตโตมันอันยิ่งใหญ่ที่ล่มสลายไปภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (แบบเดียวกับประเทศรัสเซียที่สืบสิทธิจากสหภาพโซเวียตนั่นแหละ) ตุรเคียเป็นประเทศที่มีดินแดนอยู่ใน 2 ทวีป คือทวีปเอเชียและทวีปยุโรปเนื่องจากประเทศตุรเคียถูกล้อมรอบด้วยทะเลสามด้านด้วยกัน ได้แก่ ทางเหนือสุดจะติดกับทะเลดำ และทางใต้จะติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางตะวันตกก็จะติดกับทะเลอีเจียน อาณาเขตของตุรเคียจึงมีดินแดนทั้งฝั่งเอเชีย และฝั่งยุโรปกันนั่นเอง

ตุรกีแบ่งเขตแดนระหว่าง เทรซ (ดินแดนยุโรป) และอานาโตเลีย (ดินแดนเอเชีย) และยังแยกพรมแดนระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปเอเชียออกจากกันโดยระหว่างพรมแดนนี้จะมีช่องแคบบอสฟอรัสโดยมีทะเลมาร์มารา และช่องแคบดาร์ดะเนลส์อยู่ระหว่างกลาง ตุรกีจึงมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก ประเทศนี้มีประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่เก่าแก่มานานกว่า 2,500 ปีก่อนคริสตกาล มีความหลากหลายของเชื้อชาติอีกด้วย

ประเทศไทยกับประเทศตุรกีมีอะไรเหมือนกันอยู่หลายอย่าง อาทิ จำนวนประชากรใกล้เคียงกัน ขนาดของพื้นที่ของประเทศก็ไม่ได้ห่างกันมาก ต่างไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก แต่เคยถูกกองกำลังต่างชาติเข้ายึดครองเป็นระยะเวลาสั้นๆ ตุรกีเคยถูกกองกำลังของชาติตะวันตกเข้ายึดครองภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศไทยเคยถูกกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

ความแตกต่างระหว่างประเทศตุรกีและประเทศไทยคือ การรัฐประหารจากทหารและกองทัพ สำหรับประเทศตุรกีเคยผ่านการรัฐประหารเพียง 4 ครั้ง และการรัฐประหารครั้งสุดท้ายเมื่อ พ..2559 นั้นปรากฏว่าไม่สำเร็จ เนื่องจากประชาชนชาวตุรกีจำนวนหลายหมื่นคนได้ออกมาต่อต้านการรัฐประหารในครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน ทหารกว่า 2,800 นาย ที่พยายามทำรัฐประหารถูกจับกุมโดยตำรวจและประชาชน ผู้พิพากษา 2,745 คน ถูกไล่ออกตำแหน่งหน้าที่หลังจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่พยายามทำรัฐประหารในครั้งนี้ และผู้พิพากษาของศาลฎีกาอีก 140 คน ถูกออกหมายจับ แต่ประเทศไทยเคยผ่านรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้งโดยยังไม่มีชาวไทยลุกฮือขึ้นมาต่อต้านการรัฐประหารแม้แต่ครั้งเดียว

Advertisement

ความจริง ตุรเคียจัดว่าเป็นประเทศที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นี่เอง โดยเป็นประเทศใหม่ที่สืบสิทธิจากจักรวรรดิออตโตมัน ในระหว่างวันที่ 15-16 กรกฎาคม พ..2559 คณะทหารกลุ่มหนึ่งได้พยายามกระทำรัฐประหาร โดยการวางแผนของกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งในกองทัพตุรเคีย แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขาพยายามก่อรัฐประหารด้วยสาเหตุใด ทหารกลุ่มดังกล่าวได้ออกมายึดอำนาจในช่วงที่ประธานาธิบดีเรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน อยู่ระหว่างการพักร้อน โดยได้นำกองกำลัง รถถัง และเฮลิคอปเตอร์เข้ายึดสถานที่สำคัญ เช่น สถานีโทรทัศน์ ท่าอากาศยาน สะพาน ต่างๆ ในกรุงอังการา (เมืองหลวงของตุรเคียตั้งอยู่บนคาบสมุทรอนาโตเลียฝั่งทวีปเอเชีย) และนครอิสตันบูล (เป็นเมืองดั้งเดิมของจักรวรรดิออตโตมันและเป็นเมืองที่เจริญที่สุด มีประชากรมากที่สุดของตุรเคีย อยู่บนฝั่งทวีปยุโรป) ปรากฏว่าประชาชนชาวตุรเคียต่างพากันออกมารวมตัวกันตามท้องถนนเพื่อต่อต้านรัฐประหารอย่างพร้อมเพรียงกัน การต่อต้านของประชาชนก่อการรัฐประหารนั้นทำให้ทรัพย์สินต่างๆ ถูกทำลาย อาทิ อาคารรัฐสภาตุรเคียและทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงอังการาถูกโจมตีด้วยระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่าพันคน และมีผู้เสียชีวิตกว่าสองร้อยคนเนื่องจากทหารผู้ก่อการรัฐประหารได้ระดมยิงใส่กลุ่มประชาชนที่พยายามจะข้ามสะพานบอสฟอรัสเพื่อประท้วงการก่อรัฐประหาร ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน นอกจากนี้ ยังมีรายงานเสียงปืนใกล้ท่าอากาศยานในกรุงอังการาและนครอิสตันบูลด้วย ปฏิกิริยาที่มีต่อความพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นไปในทางไม่เห็นด้วย ทั้งจากภายในประเทศและจากนานาชาติ พรรคฝ่ายค้านหลักๆ ในตุรเคียต่างประณามการกระทำดังกล่าว ขณะที่บรรดาผู้นำในระดับนานาชาติ เช่น ผู้นำจากสหภาพยุโรป องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และสหรัฐอเมริกาต่างออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในตุรกีเคารพสถาบันทางประชาธิปไตยและผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง เพียง 2 วันต่อจากนั้นรัฐบาลของตุรเคียได้ประกาศว่าการก่อรัฐประหารประสบความล้มเหลวและเริ่มตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว และประธานาธิบดี เรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน ได้ออกมาประกาศทางโทรทัศน์ว่า

กองทัพไม่มีหน้าที่ในการปกครองรัฐ หรือนำรัฐ กองทัพไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

ความจริงตั้งแต่สถาปนาประเทศตุรเคียมาเมื่อ พ..2466 แล้วมีการรัฐประหารที่ทำการสำเร็จโดยกองทัพตุรเคียมาแล้ว 3 ครั้ง คือใน พ..2503, ..2514 และ พ..2523 แต่ปรากฏว่า การทำรัฐประหารครั้งหลังคือ พ..2523 มีการเช็กบิลคือพิจารณาโทษหัวหน้าคณะรัฐประหารคือ พลเอก คีนาน เอฟรอน ผู้นำทหารเข้ายึดอำนาจรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งของประเทศตุรเคีย และเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตุรเคีย 9 ปี โดยการรัฐประหารครั้งนั้นได้ทำให้เกิดการนองเลือด และถือเป็นครั้งสุดท้ายของการเมืองตุรเคียที่ทหารมีบทบาทและอิทธิพลแทรกแซงมาอย่างยาวนาน

ใน พ..2557 พลเอก คีนาน เอฟรอน ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากความผิดก่อรัฐประหาร ซึ่งมีการกวาดล้าง จับกุมคุมขัง และทรมานฝ่ายตรงข้าม จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นอกจากนี้ พลเอกคีนาน เอฟรอน ยังถูกลดยศจากพลเอกมาเป็นพลทหารอีกด้วย แต่เนื่องจากนายคีนาน เอฟรอน มีปัญหาด้านสุขภาพและอายุมากถึง 96 ปีแล้ว จึงไม่ได้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำ และเสียชีวิตลงในเดือนพฤษภาคม พ..2558 อายุ 97 ปี

ครับ! บทเรียนก็คือบทเรียนแหละครับ หวังว่าคงมีการเรียนรู้กันบ้างนะครับ

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์