‘ความชอบธรรม’ที่ไม่เป็นธรรม
ความขัดแย้งที่ก่อความแตกแยกในสังคมไทยพัฒนามาสู่คำถามที่แหลมคมมากขึ้น
ถึงวันนี้ “ความชอบธรรม” ที่ควรจะเป็นเครื่องมือใช้ยุติความขัดแย้ง ได้กลับกลายเป็นต้นเหตุที่ก่อความแตกร้าวเสียเองแล้ว
ในวาระที่จะต้องพิจารณาว่าใครคือผู้ควรได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างสิทธิของ 312 ส.ส.ที่ได้รับเลือกจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมาใช้สิทธิประมาณ 27 ล้านคน เป็นเสียงกว่าร้อยกว่า 70 ซึ่งต้องถือเป็นเสียงข้างมาก กับอำนาจของ 250 ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารที่เข้ามาวางกติกาการสืบทอดอำนาจไว้
ฝ่ายหนึ่งอ้างความชอบธรรมจาก “เจตจำนงประชาชน” ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง และยุติการสืบทอดอำนาจ
อีกฝ่ายหนึ่งอ้างความชอบธรรมของกฎกติกาที่บังคับใช้อยู่ โดยไม่สนใจเบื้องหลังของกติกานั้นมีความชอบธรรมหรือไม่ แค่ไหน
“ความชอบธรรม” ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างนั้น จุดร่วมของ “ความเป็นธรรมอยู่
ตรงไหน”
แม้ที่สุดแล้วการจะตัดสินว่า “กติกา” เหนือกว่า “เจตนารมณ์ของประชาชน”
แต่การตัดสินนั้น จริงหรือที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ว่า “เป็นธรรม”
เช่นเดียวกัน เมื่อในการประชุมรัฐสภามีความเห็นต่างว่า “การเสนอบุคคลเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี” เป็นญัตติหรือไม่ซึ่งจะเป็นคำตอบว่าเสนอชื่อบุคคลซ้ำได้หรือไม่
ฝ่ายหนึ่งอ้างความชอบธรรมว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้เรื่องนี้เป็นญัตติ จะตีความตัดสินให้ข้อบังคับการประชุมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ได้
อีกฝ่ายหนึ่งชี้ความชอบธรรมอยู่ที่การเสนอชื่อบุคคลซ้ำ โดยไม่มีข้อมูลใหม่มาเพิ่มเติมไม่ได้
ความชอบธรรมนี้ ประธานสภาใช้ “เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุม” เป็นเครื่องมือตัดสิน
ก่อให้เกิดคำถามกันทั้งในสภา และนักวิชาการทางกฎหมายนอกสภาให้ขรมว่า การใช้วิธีตัดสินที่ประธานสภาย่อมรู้อยู่แล้วว่าจะเกิด “เสียงข้างมากลากไป” เป็นการตัดสินใจเพื่อสร้าง “ความเป็นธรรม” หรือไม่
“ความชอบธรรม” ที่ไม่ได้รับการยอมรับนั้น จะส่งผลต่อประเทศชาติอย่างไร
เรื่องที่กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่หลวงต่อประเทศมากกว่านั้นคือ “สูตรคณะรัฐมนตรี” ชุดใหม่ ว่าจะเป็น “ส่วนผสมของพรรคการเมืองแบบไหน”
สูตรที่คำนวณกันด้วยตัวเลข ส.ส.ของแต่ละพรรค ว่าจะจับมือร่วมงานกันอย่างไร ในเงื่อนไขของแต่ละพรรคที่ตั้งขึ้นมา เพื่อเปิดทางให้พรรคตัวเองได้ประโยชน์สูงสุดในการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี โดยตัดเจตนารมณ์ของประชาชนทิ้งไป
ความชอบธรรมอยู่ที่ “ความฉลาด” ในการสร้างเงื่อนไขมาบังคับ
กับสูตรที่เอา “เจตจำนงของประชาชน” ที่ชัดเจนว่าต้องการยุติ “ขบวนการสืบทอดอำนาจ” มาเป็นเป้าหมาย โดยถือว่า “เจตจำนงประชาชน” เป็นความชอบธรรม
รัฐสภาต้องตัดสินว่าจะให้โอกาสกับความชอบธรรมแบบไหน
การให้ “ความเป็นธรรม” กับ “ความชอบธรรมที่แต่ละฝ่ายอ้าง” คืออะไร
แน่นอนว่าที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะตัดสินว่า “แบบไหน” จึงจะเรียกว่า “เป็นธรรม” ก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งที่เห็นด้วย อีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยอมรับ
แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น
ที่ควรจะพิจารณามากกว่าคือ “เหตุผลของความชอบธรรม” ที่เลือกใช้นั้น เป็นการเลือกด้วยจิตสำนึกแบบไหน ลึกลงไปแล้วเป็นการตัดสินอย่างน่าละอายต่อสามัญสำนึกตัวเอง หรือไม่
ธรรมชาติของมนุษย์นั้น ย่อมไม่ปรารถนาที่จะขัดแย้งกับ “ความเป็นธรรม”
พฤติกรรมที่สร้าง “ความไม่เป็นธรรม” ต่างหากที่จะถูกต่อต้าน ปฏิเสธ
ดังนั้น การอ้าง “ความชอบธรรม” ที่คนส่วนใหญ่สัมผัสได้ถึง “ความไม่เป็นธรรม”
ย่อมเป็นการสร้างความไม่สงบสุขขึ้นในสังคม ซึ่งคนที่มีสำนึกดีงามย่อมไม่ปรารถนาจะสร้างขึ้น
เว้นแต่ ต้องการแสวงประโยชน์ทางใดทางหนึ่งจากความไม่สงบ จึงก่อ “ความไม่เป็นธรรม” ขึ้นมาเผาอารมณ์ผู้คน

