ในเกมอำนาจ
หลังจากที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ลงมติว่า การเสนอลงมติรับรอง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง หลังจากเสนอมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 13 ก.ค. เป็นการเสนอญัตติซ้ำ ซึ่งจะทำไม่ได้ในสมัยประชุมเดียวกัน ต่อมา พรรคก้าวไกล ได้ประกาศมอบภารกิจเป็นแกนนำจัดตั้งให้กับพรรคเพื่อไทย ซึ่ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวว่า ภายใต้ข้อตกลงของ 8 พรรคการเมืองเดิม ทั้ง 8 พรรครวมเสียงได้ 312 เสียง เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาไม่เห็นชอบ เนื่องจากมีเงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวกับมาตรา 112 ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
พรรคเพื่อไทยประกาศว่า จะขอเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.และจากพรรคการเมือง
อื่นๆ เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในที่สุด และต่อมา พรรคเพื่อไทยได้ติดต่อพรรคต่างๆ อาทิ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาต้องเคลียร์อีกมาก เพราะพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา มีเงื่อนไขไม่ร่วมกับพรรคก้าวไกล เพราะจะแก้ไขมาตรา 112 และพรรคก้าวไกล ซึ่งยังอยู่ในกลุ่ม 8 พรรค
ขณะเดียวกัน ทาง ส.ว.ได้ประกาศท่าทีว่า จะไม่สนับสนุนแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย หากในรัฐบาลผสมมีพรรคก้าวไกลรวมอยู่ด้วย กลายเป็นแรงบีบต่อพรรคเพื่อไทย เพราะหากพรรคก้าวไกลไม่อยู่ในรัฐบาล จะเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ บีบบังคับให้พรรคเพื่อไทยดึงพรรคอื่นมาเติมอีกหลายพรรค และบางพรรคมีข้อจำกัดจากแนวทางการเมือง ที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถจับมือด้วยได้
พรรคเพื่อไทยจะหาทางออกจากปัญหานี้อย่างไร ทุกฝ่ายนอกจากจับตามอง ยังจะต้องร่วมกันคำนึงและตระหนัก โดยร่วมกันรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศ ซึ่งสภาพเศรษฐกิจของประเทศกำลังย่ำแย่และอยู่ในสภาพที่น่าห่วงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการผลักดันการเมืองของประเทศ ดำเนินไปในครรลองที่ถูกต้อง การนำเอาปัญหาการเมืองของประเทศที่ประชาชนลงความเห็นแล้ว ไปเล่นเกมอำนาจ เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงการปฏิเสธอำนาจของประชาชนในการกำหนดชะตากรรมของตนเองและของประเทศ

