หน้าแรก คอลัมนิสต์ อมตะ นักการเม...

อมตะ นักการเมือง กระบวนการ ‘เลือกตั้ง’ สร้าง ชุบ ชีวิตใหม่

28.12.16 | 12:30 น.

ไม่ว่าหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ไม่ว่าหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

“นักการเมือง” เยือกเย็นเสมอ

ความเยือกเย็นของ “นักการเมือง” และ “พรรคการเมือง” เหมือนกับไม่รู้ร้อน เหมือนกับไม่รู้หนาว แม้จะตกเป็น “เป้า” ในการ “บ่อนทำลาย” กล่าวหา

หลังรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2534 มาพร้อมกับคำ “บุฟเฟต์ คาบิเน็ต” หลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 มาพร้อมกับคำว่า “ทุนสามานย์” หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 มาพร้อมกับคำว่า “ประชานิยม” เลวร้าย

มรสุม “โลหิต” ที่ฟาดกระหน่ำ ยากยิ่งที่จะเพ้อฝันว่า “รอด” สันดอนได้

Advertisement

ไม่ว่าพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าชาติพัฒนา ไม่ว่าพรรคมหาชน ล้วนตกเป็น “เป้า”

แต่ถามว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองเหล่านี้ถูก “กวาด” จนราบเรียบหรือไม่

ในเบื้องต้นเหมือนกับพวกเขาสยบยอม ในเบื้องต้นเหมือนกับพวกเขาหมอบราบคาบแก้ว ฝากเนื้อฝากตัวกับบรรดา “นักรัฐประหาร”

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป “นักรัฐประหาร” นั่นแหละที่เสร็จ “นักการเมือง”

 

กระแสการโจมตีและขุดคุ้ยเรื่องราวอันเกี่ยวกับ นายบรรหาร ศิลปอาชา เกิดขึ้นตั้งแต่ยุค “ชนวน” โดย พ.ต.ต.อนันต์ เสนาขันธ์ “ผู้พันอันตราย” มาแล้ว

แต่พอคล้อยหลังไม่นาน ก็ทะยานไปสู่ตำแหน่ง “เลขาธิการพรรค”

หลังการร่วมผลักดัน พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะมี พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ มาขัดตาทัพระยะกาลหนึ่ง

แต่ในที่สุด ตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค” ก็เป็น นายบรรหาร ศิลปอาชา

นายบรรหาร ศิลปอาชา จึงดำรงคงอยู่ตั้งแต่ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผ่านยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ผ่านยุค นายอานันท์ ปันยารชุน ยุค พล.อ.สุจินดา คราประยูร ยุค นายชวน หลีกภัย

แล้วก็ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีซะเลยในเดือนกรกฎาคม 2538

ความผาดโผนในยุทธจักรการเมืองของ นายบรรหาร ศิลปอาชา จึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักการเมืองอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

หากไม่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 จะผ่านไปฉลุยด้วยความเรียบร้อยและราบรื่นละหรือ

นี่คือการปูทางและสร้างเงื่อนไขโดย “นักการเมือง”

 

คําว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ที่ “นักลากตั้ง” ทั้งหลายพร่ำท่องกันทุกเช้าก่อนอาหารก็มาพร้อมกับสถานการณ์ “ชัตดาวน์” เมื่อเดือนมกราคม 2557 มิใช่หรือ

รัฐประหารไม่ว่าเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าเดือนพฤษภาคม 2557 เป้าอยู่ที่ “นักการเมือง”

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 และรวมทั้ง “ร่าง” รัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ต้องการ “ทำหมัน” และคุมกำเนิด “นักการเมือง”

แต่ลองสำรวจดูท่าทีของนักการเมือง ไม่ว่าที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าที่อยู่ในพรรคชาติไทยพัฒนา

เหมือนกับจะ “รังเกียจ” แต่ถามว่า “กลัว” หรือไม่

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ตอบได้ว่า “ไม่กลัว” ยิ่ง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ยิ่งตอบได้ว่า “ไม่กลัว”

ขอแต่ให้ปี่กลองของ “การเลือกตั้ง” กระหึ่มขึ้นก็ “พร้อม”

และคล้อยหลังการเลือกตั้งเพียงไม่กี่วินาที ชั่วโมงแห่ง “สงครามสั่งสอน” อีกรูปแบบหนึ่งก็จะเริ่มนับถอยหลังโดยพลัน

 

นักการเมืองผ่าน “รัฐธรรมนูญ” มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ฉบับ อยู่รอดอย่างปลอดภัยมาโดยตลอด

การเลือกตั้งอาจทำให้นักการเมืองบางคนต้อง “เดี้ยง” แต่นักการเมืองส่วนใหญ่ก็ยังสามารถเดินไปข้างหน้าได้

ตั้งแต่ยุคของ นายบรรหาร ศิลปอาชา กระทั่งมาถึงยุค นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

ความแข็งแกร่งในแบบ “นักการเมือง” จึงเป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย