กรณีแพทย์ลาออกจากโรงพยาบาลรัฐ เป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจติดตามการแก้ปัญหา ปนความวิตกกังวลว่าเรื่องนี้อาจกระทบระบบสาธารณสุข กระทบกับการให้บริการประชาชนหรือไม่
ประเด็นดังกล่าวเป็นกระแสฮือฮาบนหน้าสื่ออยู่ช่วงระยะหนึ่ง จะค่อยๆ เงียบไป
บางคนอาจสงสัยว่าเงียบไปเพราะแก้แล้ว?
หรือเงียบไปเพราะยังหาข้อสรุปไม่ได้?
โจทย์สำคัญของระบบสุขภาพในประเด็นนี้ มีความพยายามจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา โดยพิจารณาให้ครอบคลุมทุกมิติ ทุกบริบท หนึ่งในนั้นคือการศึกษาเรื่อง “การออกแบบการจ้างงานและสิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ ที่ตอบสนองต่อความต้องการในอนาคตเพื่อสร้างแรงจูงใจของกำลังคนสุขภาพของภาครัฐ” โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยงานวิจัยนี้มีเป้าหมายศึกษาและพัฒนาทางเลือกรูปแบบการจ้างงานและสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ามาทำงาน มุ่งเป้าที่บุคลากรสุขภาพ 4 วิชาชีพหลัก คือ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาล
โดยการศึกษาระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้บุคลากรในระบบสุขภาพจำนวนมากต้องรับภาระงานหนัก โดยบางคนต้องทำงานมากกว่า 80-100 ชั่วโมง/สัปดาห์ จนส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต จึงมีเสียงสะท้อนจากกำลังคนสุขภาพที่อยากจะให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เป็นเสมือนการผลักกำลังคนด้านสุขภาพให้ออกไปจากระบบ หรือป้องกันปรากฏการณ์สมองไหล จากการที่บุคลากรเลือกไปเข้าสู่โรงพยาบาลเอกชน หรือไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งนี่เป็นประเด็นสำคัญของระบบสุขภาพไทย
สำหรับผลศึกษาที่พบ เริ่มจากประเด็น “รายได้-ค่าตอบแทน” ซึ่งกลุ่มตัวอย่างมองเป็นปัจจัยสำคัญที่จูงใจให้คนเข้าทำงานในระบบราชการ ที่มั่นคงมากกว่าเอกชน แม้จะได้รับค่าตอบแทนน้อย หรือไม่สอดคล้องกับภาระงานที่ทำก็ตาม เนื่องจากมีแรงจูงใจจากสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งตนเองและครอบครัว มีการคุ้มครองการฟ้องร้องกรณีเกิดความผิดพลาดในการรักษา
อย่างไรก็ตาม แต่เรื่องนี้บุคลากรคนรุ่นใหม่กลับเห็นต่าง โดยมองว่าโรงพยาบาลเอกชนได้ค่าตอบแทนสูงกว่า สอดคล้องกับภาระงานมากกว่า อีกทั้งระบบเอกชนช่วยให้บริหารชีวิตแบบ Work life balance ได้
ประเด็นที่สอง “ภาระงานของระบบราชการ” ซึ่งกลุ่มตัวอย่างให้ข้อมูลว่ามักมีงานอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการแพทย์ เช่น งานเอกสาร งานคุณภาพ งานบริหาร ซึ่งต้องทำ และไม่สามารถปฏิเสธได้ ที่เป็นอีกปัญหาที่บั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานระยะสั้น ส่งผลต่อกำลังใจการทำงานระยะยาว และรบกวนเวลาส่วนตัวซึ่งเป็นประเด็นที่บุคลากรรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ
ประเด็นถัดมาคือ “การเติบโตในวิชาชีพ” เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญของคนทำงานยุคปัจจุบัน ที่มองหาความก้าวหน้าในการทำงาน ซึ่งสัมพันธ์กับระบบประเมินบุคลากรทางการแพทย์ โดยในโรงพยาบาลรัฐมักจะเป็นการประเมินจากหัวหน้าแบบให้โควต้า หรือมีการจำกัดจำนวนคนในการให้ผลการประเมิน ที่ส่งผลกับระดับการเลื่อนขั้นหรือค่าตอบแทนต่างๆ และบางกรณีอาจพบผลประเมินที่ไม่สอดคล้องกับผลงานและศักยภาพที่แท้จริงของคนทำงาน รวมถึงมีหลักประเมินไม่ชัดเจน
และจากประเด็นที่ค้นพบนี้ จึงนำไปสู่กระบวนการคิดและระดมความเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง จนได้ “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” เกี่ยวกับ “ทางเลือกรูปแบบการจ้างงานสำหรับวิชาชีพสุขภาพ” คือ 1) จ้างงานแบบยืดหยุ่น โดยเพิ่มตัวเลือกการจ้างงานที่เป็นแบบไม่ประจำให้มากขึ้น 2) จ้างงานนอกเวลาแบบเอกชน โดยเพิ่มการจ้างงานบุคลากรแบบเอกชน ในการให้บริการนอกเวลา 3) จ้างงานผ่านเขตสุขภาพ โดยเปลี่ยนผู้จ้างบุคลากรสาขาเฉพาะทาง เป็นเขตสุขภาพแทนโรงพยาบาล 4) จ้างงานผ่านหน่วยบริการนอกระบบของรัฐ โดยขยายการอุดหนุนงบด้านสาธารณสุขไปที่หน่วยบริการเอกชนด้วย 5) ปรับงบประมาณจ้างงาน ปรับเปลี่ยนการให้งบจ้างบุคลากรในโรงพยาบาล จากงบรายหัวเป็นเงินงบประมาณ
นอกจากนี้ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. ได้ให้ความเห็นโดยระบุว่า ปัญหาการกระจายบุคลากรสุขภาพที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ เป็นปัญหาเรื้อรังในระบบสุขภาพมานานกว่า 10 ปี จนพ่วงไปสู่ปัญหาอื่นๆ โดยที่ผ่านมาภาครัฐมีความพยายามที่จะผลิตบุคลากรให้มากขึ้นเพื่อเติมเต็มความต้องการของระบบ แต่ก็ยังพบปัญหาในหลากหลายมิติ
ซึ่ง “รูปแบบการจ้างงาน” และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มี “ข้อเสนอแนะ” เกี่ยวกับการ “ปรับเปลี่ยน” นั้น ก็เป็นประเด็นที่ควรทบทวน และร่วมกันออกแบบระบบจ้างงานให้ดีมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว อาจเริ่มทำในรูปแบบของพื้นที่ทดลอง ถ้าได้ผลดี ก็น่าจะบรรเทาปัญหาได้…ไงเล่าครับ

