เพื่อไทย เล่นอะไร…ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
พรรคเพื่อไทยส่งเทียบเชิญพรรคภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ ชาติพัฒนากล้า พลังประชารัฐ ชาติไทยพัฒนา มาหารือเพื่อหาทางแก้สถานการณ์โหวตรับรองผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีล่าช้า เพราะที่ประชุมรัฐสภามีมติว่าการเสนอญัตติชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซ้ำไม่ได้ เข้าข่ายขัดข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41
หน้าฉากการพูดจาต่างฝ่ายต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นแค่การปรึกษาแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อหาทางออก ไม่ใช่ชวนมาคุยเรื่องการร่วมรัฐบาล
จะด้วยข้ออ้างสวยหรู ฟังดูดีอย่างไรก็แล้วแต่ คนฟังไม่ได้กินแกลบ คิดเองได้ว่าเนื้อแท้ก็คือความหวังที่จะได้รับเสียงรับรองให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาคือ 376 เสียง เพื่อส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยให้ถึงฝั่งนั่งเก้าอี้ได้สำเร็จ
แกนนำพรรคที่ถูกชักชวนมาคุยล้วนรู้เท่าทันพรรคเพื่อไทย เข้าทำนองไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ จึงไม่มีพรรคไหนตกปากรับคำ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะยกมือสนับสนุนเท่านั้นเท่านี้เสียง เพื่อให้มีนายกรัฐมนตรีจากแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลโดยเร็ว
ประเด็นที่พูดเป็นเสียงเดียวกัน ทุกพรรคย้ำอยู่แต่เรื่องเดียว ไม่เห็นด้วยกับพรรคที่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งก็คือพรรคก้าวไกลนั่นเอง
เมื่อสาระหลักของการพูดคุยเน้นแต่เรื่องมาตรา 112 ความหมายก็คือ ส่งสัญญาณให้พรรคเพื่อไทยแกนนำจัดตั้งรัฐบาลปล่อยเกาะพรรคก้าวไกลออกไป หรืออีกด้านหนึ่งกดดันทางอ้อมให้พรรคก้าวไกลถอนตัวจาก 8 พรรคพันธมิตร
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตัวเลขจำนวน ส.ส.ที่จะโหวตรับรองนายกรัฐมนตรีของฝ่าย 8 พรรคพันธมิตรจะเหลือเท่าไหร่ จากเดิม 312 เสียง ตัดนายพิธาออกไปเพราะถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ก็เหลือ 311 เสียง
ในจำนวนนี้เป็นเสียงของพรรคก้าวไกลถึง 151 เสียง ถ้าถูกปล่อยเกาะหรือถอนตัวออกเองก็จะเหลือแค่ 160 เสียง พรรคเพื่อไทยต้องหามาเติมอีก 216 เสียงถึงจะเกิน 376 เสียง จะได้มาจากไหน
ถ้าพรรคที่ชวนมาพูดคุย ตกลงยอมรับรองจะมีเสียงเพิ่มขึ้นมา ดังนี้ ภูมิใจไทย 71 เสียง พลังประชารัฐ 40 เสียง รวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง ชาติพัฒนากล้า 2 เสียง รวมกับเพื่อไทย 141 เสียง จะได้แค่ 300 เสียง ยังขาดอีก 76 เสียง ถึงจะครบ 376 เสียง
76 เสียงนี้ เพื่อไทยจะหาได้จากไหน ถ้าไม่ดึงพรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียงเข้ามา ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเพราะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด
หนทางก็มีแต่วุฒิสมาชิกเท่านั้น จากจำนวนทั้งหมด 249 คน จะมี ส.ว.เทเสียงให้ถึง 76 เสียงหรือ ซึ่งเป็นเรื่องยากอีกเช่นกัน
คิดคำนวณตัวเลข ส.ส.และ ส.ว.ออกมาได้อย่างนี้แล้ว กลเกมการเมืองที่คิดว่าทำอย่างไรก็ได้ขอให้คว้าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาครองให้ได้ไว้ก่อน ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเป็นพรรคไหนบ้าง ฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายสืบทอดอำนาจค่อยว่ากันทีหลัง เมื่ออำนาจการต่อรองเป็นของนายกรัฐมนตรีแล้ว
กลเกมขอครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้ได้ก่อนนี้ ทุกพรรคการเมืองและ ส.ว.ล้วนอ่านออก
การสลัดพรรคก้าวไกลและสลายขั้ว 8 พรรคของพรรคเพื่อไทย โดยกลืนน้ำลายแล้วดึงพรรคขั้วตรงข้ามเข้ามาแทน ก็เพื่ออำนาจและผลประโยชน์แห่งตนมาก่อน ยิ่งกว่าอื่นใด
แม้มี ส.ว.เทคะแนนให้ท่วมท้นถึง 76 เสียงจนครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ แต่เมื่อกลับมาดูพรรคซีกฝ่ายค้านนำโดยก้าวไกล 151 เสียง ประชาธิปัตย์ 25 เสียง เท่ากับ 176 เสียง ยังไม่รวมพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นอีก
เมื่อผลักมิตรไปเป็นศัตรู พรรครัฐบาลนำโดยเพื่อไทยจะเผชิญกับพรรคฝ่ายค้านที่แข็งแกร่ง จะถูกตอกย้ำไปตลอดว่า เสียสัตย์เพื่ออำนาจและผลประโยชน์
ฉะนั้นทางเลือกของพรรคเพื่อไทยที่ดีกว่า น่าจะยืนหยัดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ 7 พรรคพันธมิตรต่อไป เพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยให้สำเร็จ
ไม่ว่าด้วยการรอการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรัฐสภาลงมติญัตติเสนอชื่อนายพิธาซ้ำทำไม่ได้ เป็นโมฆะหรือไม่
หรือศาลรัฐธรรมนูญไม่รับพิจารณา แต่รัฐสภายกเรื่องขึ้นทบทวนใหม่เอง จากเสียงเรียกร้องกดดันภายนอกก็ตาม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ทางกฎหมาย 19 สถาบัน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับมติของรัฐสภาที่ให้น้ำหนักข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเหนือกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ
จากสถานการณ์ซึ่งดำเนินต่อกันมาแนวโน้มที่การประชุมรัฐสภาวาระรับรองนายกรัฐมนตรี วันที่ 27 กรกฎาคมนี้ จะถูกเลื่อนออกไปก่อน จึงเป็นไปได้สูง
การโหวตหาตัวนายกรัฐมนตรีจากชื่อคนเดิม ต่อไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก จนกว่าจะได้เสียงรับรองเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา
ถ้ายังไม่ได้ เมื่อถึงเวลาที่วุฒิสมาชิกครบวาระเดือนพฤษภาคม 2567 ปิดฉากบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ยุติอำนาจ ส.ว.โหวตนายกรัฐมนตรีลง การเมืองก็จะกลับคืนสู่สภาวะปกติเอง

