‘ข้ามขั้ว’กลับบ้าน
ความเป็นไปทางการเมืองขณะนี้มี 2 เรื่องที่ซ้อนกันเข้ามาจนหลอมเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วส่งผลสะเทือนในทุกมิติ
นั่นคือ “กลับบ้าน” และ “ข้ามขั้ว”
“กลับบ้าน” คือ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ต้องระเห็จจากประเทศไทยไปรอนแรมในประเทศต่างๆ ตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วถูกรัฐประหารเมื่อปี 2549 จนถึงทุกวันนี้ รวมแล้วเกือบ 20 ปี
จากวันนั้นถึงวันนี้ “ทักษิณ” โหยหาการกลับแผ่นดินเกิดมาตลอด มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อพรรคพลังประชาชน และ “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ” กลับมากราบแผ่นดินเกิด แต่ไม่กี่วันถูกจัดการให้ออกไปอีก
เสียงร่ำร้องและบอกกล่าวว่า “จะกลับบ้าน” มีให้ได้ยินมาเรื่อยๆ โดยมีคนนับว่า ประกาศมา 20 ครั้งแล้ว
กระทั่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ความชัดเจนหนักแน่นว่าในแผนการเกิดขึ้น เมื่อ “แพทองธาร ชินวัตร” บุตรสาวที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยสื่อสารว่า “พ่อจะกลับบ้านวันที่ 10 สิงหาคมนี้ โดยเข้าประเทศที่สนามบินดอนเมือง”
นั่นเป็นเรื่อง “กลับบ้าน”
ขณะเดียวกันนั้นเอง เกิดกระแส “ข้ามขั้ว” ดังกระหึ่มกลายเป็นความเคลื่อนไหวหลักทางการเมือง ที่ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกวงสนทนาต้องหยิบยกมาพูดถึง
ว่ากันให้ชัดคือ “เพื่อไทย” จะเปลี่ยนข้างการจัดตั้งรัฐบาล
หลังการเลือกตั้ง มีการแบ่งฟากพรรคการเมืองออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน
ขั้วแรก “8 พรรค” ที่เรียกว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” มี “ก้าวไกล และเพื่อไทย”
เป็นแกนนำ ทำ MOU จัดตั้งรัฐบาลในฐานะเสียงข้างมาก 312 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร เป็นฝ่ายที่ได้รับการสนับสนุนจาก “อำนาจประชาชน” เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่แสดงผ่านผลการเลือกตั้ง
ขั้วสอง “10 พรรค” ที่เรียกว่า “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ที่ “พรรคร่วมรัฐบาลสืบทอดอำนาจ” มี “รวมไทยสร้างชาติ และพลังประชารัฐ” เป็นศูนย์กลาง โดยมี “ระบบผูกขาด” ที่วางแทรกไว้ในกติกาและกลไก “โครงสร้างอำนาจ” ปัจจุบันเป็นตัวแสดงที่มีบทบาทกำหนดความเป็นไป
หลังการเลือกตั้ง “ฝ่ายอำนาจประชาชน” ยึดครองสภาผู้แทนราษฎรได้ด้วย 312 เสียงจาก 500 เสียง แต่ไม่สามารถผ่าน “รัฐสภา” ที่ “250 ส.ว.” มีอิทธิฤทธิ์ชี้เป็นชี้ตายการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และองค์กรอิสระที่กำหนดชะตากรรมของ “นักการเมือง” และ “พรรคการเมือง” ได้
“ขั้วผูกขาดอำนาจ” มีพลังกำหนดความเป็นไปของประเทศมากกว่า “ขั้วอำนาจประชาชน”
ที่สุดทำให้การจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องอยู่ในเงื่อนไข มี “เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร” แต่ต้องผ่านกติกาที่ถูกออกแบบไว้คือต้องผ่าน “เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา” มาถึงทางตัน
เสียง “ส.ส.ที่มาจากอำนาจประชาชน” ไม่พอที่จะสู้กับเสียงของ “ส.ว.ที่มาจากระบบผูกขาดอำนาจ”
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก ในความพิลึกกึกกือของ “ระบอบประชาธิปไตยไทย”
ขณะที่การเมืองไทยไม่รู้จะออกทางไหนนั้นเอง “ทักษิณ ชินวัตร” บินมาฮ่องกง ดินแดนที่อยู่ใกล้ประเทศไทย ในช่วงใกล้วันเกิด “26 กรกฎาคม” มีนักการเมืองจากไทยจำนวนหนึ่งเดินทางไปพบ ด้วยข้ออ้างไป “อวยพรวันเกิด”
เกิดข่าว “ดีลลับ” หรือ “ข้อตกลงการจัดตั้งรัฐบาล” ด้วยสูตรใหม่ เป็นสูตร “ข้ามขั้ว”
พร้อมๆ กับการประกาศ “กลับบ้าน 10 สิงหาคม” ของ “ทักษิณ”
เหมือน “กลับบ้าน” กับ “ข้ามขั้ว” เป็นคนละเรื่องกัน แต่ไม่มีใครเลยสักคนเดียวที่รับรู้เรื่องนี้แล้วไม่คิดว่าเป็น “เรื่องเดียวกัน”
เพราะเป็นที่รู้กันว่าที่ขัดขวางเป็นอุปสรรคที่เอาเป็นเอาตายกับ “การกลับบ้านของทักษิณ” คือ “ขบวนการผูกขาดอำนาจ” สำหรับ “อำนาจประชาชน” นั้นยินดีปรีดากับการกลับคืนประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีที่สร้างผลงานประทับใจประชาชนไว้มากมายผู้นี้ จนทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งจะช่วยกันเทคะแนนให้ “พรรคของทักษิณ” มาตลอด
ทุกคนที่ “ทักษิณกลับบ้านไม่ได้ เพราะเคลียร์กับขบวนการผูกขาดอำนาจไม่ได้”
เมื่อครั้งนี้ ประชาชนมาลงคะแนนให้ “ฝ่ายประชาธิปไตย” อย่างถล่มทลายจนชนะ “ฝ่ายผูกขาดอำนาจ” อย่างไม่เห็นฝุ่น ด้วยเหตุผลที่ทุกคนรู้กันอยู่แก่ใจว่าเพื่อ “สลายการสืบทอดอำนาจ”
เมื่อเกิดการ “ดีลพิเศษ” สร้างสูตร “ข้ามขั้ว” คือ “เพื่อไทยพลิกมาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับฟากผูกขาดอำนาจ”
ให้ “ก้าวไกล” และ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” จาก “ขั้วอำนาจประชาชน” ไปเป็นฝ่ายค้าน
พร้อมๆ กับ “ทางสะดวกในการกลับบ้านของทักษิณ”
ปรากฏการณ์ครั้งนี้จึงส่งผลสะเทือนในระดับเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการเมืองไทย
อันชวนให้ติดตามยิ่งว่า พัฒนาการของความเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำพาประเทศไปทางไหน จะเกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกนึกคิด และการแสดงออกของประชาชน

