หน้าแรก คอลัมนิสต์ สหรัฐ-จีนช่วง...

สหรัฐ-จีนช่วงชิงอำนาจ เหตุการณ์ภายใน ตัวแปรเกมการเมือง

1.08.23 | 12:00 น.

สหรัฐ-จีนช่วงชิงอำนาจ เหตุการณ์ภายใน ตัวแปรเกมการเมือง

การแข่งขันทางอำนาจจีน-สหรัฐ จะบานปลายกลายเป็นสงครามหรือไม่ ประเด็นน่าจะขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ภายใน ซึ่งเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของ “ชนชั้นกลาง” วันนี้ ระดับชนชั้นกลางของสหรัฐกำลังเสื่อมถอย ในขณะที่จีนกำลังเฟื่องฟู จากผลการสำรวจของนักเศรษฐศาสตร์ปรากฏว่า จำนวนชนชั้นกลางของสหรัฐกำลังลดน้อยลงไป ส่วนจีนก็สูงขึ้นตามลำดับ

มองกันว่า ชนชั้นกลางคือ “หินโรยทาง” ทำให้สังคมมีเสถียรภาพ พัฒนาเป็นรูป “รักบี้” หัวสองข้างเล็ก ตรงกลางใหญ่ ถ้าจำนวนชนชั้นกลางลดลงต่อเนื่อง สังคมก็จะกลายเป็นรูป “ดัมเบล” เข้าสู่ภาวะอันตราย

ผู้สื่อข่าวชื่อดังของสหรัฐนาม Evan Osnos ได้ทำการสำรวจเมืองใหญ่ในสหรัฐ อาทิ ชิคาโก คาร์ลสเบิร์ก
ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีอิทธิพลต่อดัชนีชี้วัด ผลปรากฏว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับชนชั้น อันเกิดจากความขัดแย้งรุนแรง เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศจึงเกิดความไม่เชื่อถือรัฐบาล กล่าวคือ

ปี 1964 ระดับความเชื่อถือของอเมริกันชนที่มีต่อรัฐบาลคือร้อยละ 77 ในขณะที่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20 ทศวรรษที่ 60 รายได้อเมริกันชนระดับผู้บริหารและกรรมกรแนวหน้าที่มีรายได้ต่ำสุด เมื่อเปรียบเทียบกันมีผลต่างประมาณ 20 เท่า วันนี้ผลต่างคือ 300 เท่า

Advertisement

การถดถอยระดับชนชั้นกลางของสหรัฐเกิดจากอุตสาหกรรมการผลิตอยู่ในสภาพ “กลวง” เป็นเหตุให้คนชั้นกรรมกรถูกจัดไปอยู่ที่ชายขอบของสังคม อาชีพบริการเข้าแทนที่และมุ่งสู่ยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่และธุรกิจการเงิน เป็นเหตุให้สังคมแบ่งเป็นสองขั้วโดยปริยาย

รายได้ระดับชนชั้นกลางของสหรัฐถัวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 ของประชากร รายได้ประจำปีต่อครอบครัวตั้งแต่ 47,000 ถึง 140,000 ดอลลาร์ในขณะที่ชนชั้นกลางของจีนจำนวนร้อยละ 28 รายได้ต่อครอบครัวต่อปี ประมาณ 69,000 ดอลลาร์ ล้วนเป็นฝูงชนที่ถวิลหาความก้าวหน้า และแสวงการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้ความรู้มาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อสู่เส้นทางอันเกษม

สำหรับโครงการร่วมกันรวยของจีน วัตถุประสงค์ให้เกิดความเป็นธรรมในทางทรัพย์สิน มิใช่ไปเอาเงินจากคนรวยมาช่วยคนจน หากเป็นการขยายขอบเขตทางด้านการเงินให้กว้างขึ้น ใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อให้เกิดความสมดุลในทางสังคม

ส่วนมาตรการแก้ไขความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนสหรัฐนั้น เป็นการแก้ที่ไม่ตรงประเด็น เพราะจัดสรรด้านสวัสดิการมากเกินความจำเป็น เป็นต้นว่า คูปองอาหาร สวัสดิการอาหารที่เรียกว่า Food Bank ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “เลี้ยงคนเกียจคร้าน” เช่น คนชั้นล่างอย่างชาวผิวดำและเชื้อสายลตินอเมริกันต่างได้อาศัยสวัสดิการดังกล่าว จนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ จึงไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจน

กาลอดีต พรรคเดโมแครตได้เคยผลักดันใช้มาตรการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านโดยใช้กฎหมาย ยืนยันสิทธิ (Affirmative Action) เพื่อรับนักศึกษาเข้าเรียนโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้โอกาสแก่กลุ่มคนที่ด้อยโอกาสสามารถเข้าเรียนได้ อาทิ อเมริกันเชื้อสายลาติน วันนี้กฎหมายดังกล่าวได้ถูกล้มล้างด้วยคำพิพากษาล่าสุดของศาลสูง เพราะเห็นว่าเป็นการย้อนแย้งกับค่านิยมแห่งความ “เสมอภาค” เหตุการณ์ดังกล่าวล้วนเป็นประเด็นภายในของสหรัฐที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง และเป็นต้นเหตุแห่งความแตกแยกของชนชั้น

จึงไม่แปลกที่อดีตนักการทูตอาวุโสสหรัฐนาม Richard Haass กล่าวว่า “สหรัฐคือสังคมที่แตกแยกที่สุดเป็นประวัติกาล ไม่มีประเทศใดในโลกเลียนแบบ ความแตกแยกภายในรุนแรง ต่างดำเนินไปอย่างเข้มข้น นักการทูตของสหรัฐจึงไม่ได้รับความเคารพจากต่างประเทศ กรณีเป็นการทำลาย Soft Power ทางการเมือง”

เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ภายใน จีนและสหรัฐต่างก็มีปัญหาเช่นกัน แต่เศรษฐกิจมีความต่าง ต่างที่จีนมีมาตรการแก้ไขที่เหนือชั้นกว่า ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคใหญ่ปานใด พลังของประชาชนนั้นยิ่งใหญ่ ช่วยให้รอดพ้นจากปัญหาได้ทุกครั้ง อีกทั้งร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาทดแทน นอกจากนี้ ในด้านเทคโนโลยีได้เดินหน้าก้าวไกล ไกลขนาดจัดระบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างแอพพลิเคชั่นกับซอฟต์แวร์ ซึ่งเรียกกันย่อๆ ว่า ใช้ “APP”

ที่ฮิตที่สุดคือ คลิปวิดีโอ Tik Tok เป็นสินค้าที่ขายดีในตะวันตก ความนิยมนับวันเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power ของจีน แม้ธุรกิจห่วงโซ่ของจีนถูกสหรัฐสกัด และรับแรงกดดันมาก แต่จีนก็ได้พยายามคิดค้นศึกษาวิจัยสิ่งแปลกใหม่ขึ้นมา บัดนี้ งานการวิจัย จีนนำหน้าสหรัฐไปไกลมากแล้ว

จึงมีนักวิเคราะห์สหรัฐเสนอให้สหรัฐทำสงครามกับจีน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่อเมริกันชนและสกัดความเจริญก้าวหน้าของจีน ทว่า เป็นความคิดที่ย้อนแย้งกับตรรกะ การทำสงครามคือการทำลาย

จึงเห็นว่าเกมการเมืองจีน-สหรัฐ จะออกมารูปแบบใด ย่อมขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ภายใน ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญ

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช