การเลือกนายกฯ และตั้งรัฐบาล : เกมส์แล้วเกมส์เล่า
สัปดาห์นี้คงจะมีหลายเรื่องที่ประดังประเดกันเข้ามาในการเมืองไทย ทั้งความพยายามใน
การเลือกนายกรัฐมนตรี
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพยายามสร้างพันธมิตรทางการเมือง และการจัดตั้งรัฐบาล
และที่เริ่มมีปรากฏการณ์อย่างต่อเนื่องก็คือการชุมนุมสารพัดเจ้าภาพในช่วงนี้ที่เริ่มดำเนินไปจากหลายพื้นที่ไม่นับแต่ในโลกออนไลน์
รวมถึงข่าวกำหนดการกลับบ้านของคุณทักษิณ
หากย้อนกลับไปหนึ่งสัปดาห์ จะพบว่า เป็นสัปดาห์ที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างล่าช้า
แต่กลับมีการเปิดประเด็นใหม่ๆ ที่หลายประเด็นก็คือ เรื่องของความพยายามในการเจรจาต่อรองของพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีการพูดคุยกับพรรคที่ไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับพรรคที่ลงนามเอ็มโอยูกันไปแล้วตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง
แต่ทั้งนี้ ข่าวของการพยายามหาสูตรในการแสวงหาความร่วมมือไม่ว่าในแง่ของการต่อรองให้โหวตนายกรัฐมนตรีจากแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย หรือการเข้าร่วมรัฐบาลก็ดูเหมือนจะมีคำตอบเบื้องต้นว่า พรรคที่ไม่ได้อยู่ในเอ็มโอยูต้องการกดดันก้าวไกล หากก้าวไกลไม่ยุติความพยายามในการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112
หรือบางพรรคก็พยายามจะสื่อไปในทางที่จะไม่ต้องการร่วมงานกับพรรคก้าวไกลเอาเสียเลย
สุดท้ายการประชุมของพรรคที่ลงเอ็มโอยูกันแต่ตอนนี้ที่นำโดยเพื่อไทยก็ต้องเลื่อนวันประชุม และจะมาประชุมกันในสัปดาห์นี้แทน
เรื่องที่ต้องตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นการพยายามจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยนั้นเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์อยู่หลายประเด็น ไล่เรียงมาตั้งแต่การหันมาใช้ทิศทางที่แตกต่างจากแนวการดำเนินงานของพรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้ ที่เน้นการให้สัมภาษณ์สื่อในเชิงกดดัน ส.ว.ให้มาสนับสนุนแคนดิเดตของพรรคก้าวไกล
แต่ไม่สามารถชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ว่าจะได้เสียง ส.ว. จากการเจรจาพูดคุยอย่างไร
เพื่อไทยไม่ได้เดินในแนวทางนั้น แต่หันไปเชิญพรรคหลักที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกันมาตลอดไม่ว่าจะเป็นภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ และพลังประชารัฐ มาพูดคุย
ซึ่งก็มีทั้งดอกไม้และก้อนหินถล่มเพื่อไทย ทั้งโลกโซเชียล ผงแป้งที่สำนักงานพรรค และลามลงไปถึงท้องถนน
ตามมาถึงการกล่าวหาว่าจะมีการ “ข้ามขั้ว” ในการโหวตนายกรัฐมนตรี และมีอภิมหาดีลต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
สุดท้ายแม้ว่าจะมีความพยายามให้มีการโหวตนายกรัฐมนตรีใหม่ในสัปดาห์นี้ เราก็ยังหาความมั่นใจไม่ได้ว่าเพื่อไทยจะได้เสียงจาก ส.ว.มาได้อย่างไร และจะได้เสียงจากพรรคนอกเอ็มโอยูอย่างไร
โดยเฉพาะสองพรรคลุง ทั้งลุงที่ออกไปจากพรรคแล้ว และลุงที่ยังนั่งอยู่ในเก้าอี้หัวหน้าพรรค
นอกจากนี้ ความซับซ้อนในการพูดคุย (อย่างน้อยต่อหน้าสื่อ) ยังตามมาถึงเรื่องของการที่พรรคในเอ็มโอยูก็พยายามที่จะสื่อสารกับสังคมในรูปแบบและท่าทีต่างๆ เพื่อตอกย้ำว่าพวกเขาไม่ได้มุ่งหมายที่จะแก้ไข 112
อย่างน้อยในทิศทางที่ตอนนี้สังคมเข้าใจไปแล้วว่า ก้าวไกลคือพรรคที่ต้องการแก้ไข 112
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แต่ละพรรคล้วนแล้วแต่มีท่าทีที่เข้าใจเรื่องการแก้ไข 112 ที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนเกือบทั้งสิ้น หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นส่วนมาก เมื่อมีคำถามในวงดีเบต
ทั้งพรรคที่เสนอเพิ่มโทษ ไม่แตะ หรือพยายามชี้จุดยืนของตัวเองต่อเรื่องนี้ ซึ่งทุกพรรคพยายามที่จะพูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนและให้เหตุผลที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อแสดงจุดยืนและหาจุดลงตัว
เอาเข้าจริงสถานการณ์การพูดถึง 112 วันนี้เลยกลายเป็นเรื่องที่อาจจะเข้าใจได้ตื้นเขินขึ้น เพราะกลายเป็นว่า หลายพรรคเลือกที่จะไม่กล่าวถึงเลยหลังเลือกตั้งจบ ทังที่เมื่อเปิดหลักฐานออนไลน์ดูผมคิดว่าพรรคส่วนใหญ่ล้วนพยายามจะหาทางออกให้กับปัญหา 112 ที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนทั้งสิ้นนั่นแหละ
แต่สิ่งที่เราจะพบสัปดาห์นี้ อาจจะทำให้โอกาสในการที่จะพูดเรื่อง 112 นั้นเงียบหายไปอีกพักใหญ่เลย เพราะท่าทีของการประชุมร่วมของพรรคที่อยู่ในเอ็มโอยูดูท่าจะตอกย้ำว่าเรื่อง 112 ไม่อยู่ในเอ็มโอยู และพยายามจะชี้แจงให้ก้าวไกลฟังว่าความเห็นของพรรคการเมืองอื่นๆ นั้นก็ดูจะไม่ไปในทิศทางเดียวกับก้าวไกล
ส่วนของ ส.ว.นั้นคงเห็นชัดอยู่แล้ว เพราะเวทีการประชุมที่ผ่านมาก็ล้วนจะมีข้อความต่างๆ ในทำนองของการไม่เห็นด้วยในการแก้ไข 112 ออกมาอย่างสม่ำเสมอ
เรื่องต่อมาก็คือ การเสนอให้ยืนระยะ 10 เดือนต่อไปของพรรคในเอ็มโอยู เพื่อให้ ส.ว.ชุดนี้หมดอำนาจในการเลือกนายกฯลง ซึ่งแม้จะเป็นไปได้ในทางแนวคิด แต่ความเสี่ยงที่จะทำให้พรรคอื่นๆ ที่ไม่ได้เสียงมากที่สุดหันไปหาทางเลือกอื่นน่าจะมีมากกว่าการอยู่กับก้าวไกล เพราะพรรคอื่นๆ ไม่ใช่พรรคที่จะมีผลประโยชน์ทางตรงกับการยืนระยะ 10 เดือนนี้ เพราะพวกเขาสามารถเป็นรัฐบาลได้ด้วยแนวทางอื่น เนื่องจากพรรคที่ถูกมองว่าอยู่ตรงข้ามกับเอ็มโอยูนั้น แม้จะมีเฉดอุดมการณ์ทางการเมืองที่สนับสนุนระบอบการเมืองที่ดำรงอยู่มาหลังรัฐประหาร โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งในรอบที่ผ่านมา
แต่เฉดสีของการรับได้และรับไม่ได้ของแต่ละพรรคเหล่านั้นจากประชาชนที่เรียกตัวเองว่าฝั่งประชาธิปไตยก็อาจจะแตกต่างกัน อาจจะอดทนยอมรับบางพรรคได้มากกว่าบางพรรค
กล่าวโดยสรุปแล้ว ผมอยากจะมองว่าสิ่งที่ยังขาดไปในกรณีของการดำเนินการของเพื่อไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือไปเน้นการพูดคุยต่อรองกับนักการเมืองหลากพรรคเป็นหลัก
แต่ยังไม่ได้เสนอแนวทางที่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยนั้นต้องการความชัดเจนอย่างเพียงพอ
แน่นอนว่า เรื่อง 112 นั้นเพื่อไทยค่อนข้างชัดเจน (ในช่วงนี้) ว่าจะไม่แตะ
และเรื่องของการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นเรื่องที่เพื่อไทยพยายามย้ำชัดว่าเป็นเรื่องรีบด่วนในการเริ่มงานการบริหารประเทศและทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ
แต่ยังมีเรื่องเอ็มโอยูอื่นๆ ที่ยังสามารถจะเตรียมไปคุยกันได้ในการประชุมทั้งทีมเปลี่ยนผ่าน และทีมเจรจาเลือกนายกฯ
เพื่อตอบข้อสงสัยกับประชาชนและผู้มาชุมนุมได้
ไม่ว่าจะเรื่องว่า ถ้าต้องเพิ่มพรรค หรือข้ามขั้วนั้น อะไรคือสิ่งที่เพื่อไทยจะไม่ถอยไปกว่านั้น เช่น ความยุติธรรมของการสลายการชุมนุม และความตายของ 99 ศพ รวมไปถึงเรื่องของการจัดการกับผลพวงรัฐประหาร
เรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องที่พอจะทำได้ เพราะอย่างน้อยประชาธิปัตย์ก็น่าจะเป็นพรรคที่ห่างไกลกับเพื่อไทยที่สุดอยู่ดี เพราะจนถึงวันนี้ก็เหมือนจะเป็นพรรคใหญ่พรรคเดียวที่ยังไม่ได้เข้ามาพูดคุยกับเพื่อไทย (จะด้วยอ้างว่าคณะกรรมการบริหารยังไม่มีความพร้อมก็ว่ากันไป)
นอกจากนี้ ข้อสงสัยกับสังคมที่เพื่อไทยยังสามารถตอบได้ในการแก้ไขเอ็มโอยู ไม่ใช่ว่าจะยกเลิกเอ็มโอยู (เพราะเอ็มโอยูเดิมก็ไม่มี 112 อยู่แล้ว) แต่เป็นเรื่องของนำเสนอ และยอมรับเงื่อนไขการตรวจสอบจากประชาชนที่เข้มข้นนอกเหนือจากให้เป็นของสมาชิกพรรคการเมืองทำหน้าที่นี้เท่านั้น เช่น การเปิดให้สื่อและภาคประชาชนมีส่วนมากขึ้น และวางแนวทางในการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ และเปิดโอกาสให้การคัดเลือก ส.ว. มีความเที่ยงธรรมและหลากหลายขึ้น เพราะ ส.ว.ยังเป็นทั้งผู้กลั่นกรองและตรวจสอบรัฐบาล และเป็นที่มาขององค์กรอิสระที่จะต้องยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
โดยรูปธรรม การโอบรับข้อเสนอและความเจ็บปวดจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันยาวนาน โดยเฉพาะบาดแผลของเสื้อแดงนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่น่าจะร้อยรัดเอ็มโอยูแปดพรรคเดิม และเจรจาต่อรองกับพรรคการ เมืองอื่นๆ ที่กำลังเจรจาอยู่ได้ เพราะมาจากระบบเลือกตั้ง และมีส่วนน้อยที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับการสลายเสื้อแดงในช่วงเวลานั้น หรือถ้ามีก็จะเป็นในเรื่องทรรศนะ ความคิดมากกว่าการกระทำในเชิงสั่งการ
ส่วนอีกเรื่องที่มีความสำคัญก็คือข่าวการเตรียมการกลับบ้านของคุณทักษิณ ซึ่งแต่เดิมอาจจะเป็นเพียงเงื่อนไขในการสร้างกำลังใจให้ฝ่ายที่สนับสนุนคุณทักษิณเท่านั้น
แต่วันนี้ข่าวการกลับมาของคุณทักษิณเมื่อทุกคนเริ่มเห็นว่ามีความน่าจะเป็นมากกว่ายี่สิบครั้งก่อน ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่าตัวคุณทักษิณเองนั้นผูกพันเชื่อมโยงกับหลายฝักหลายฝ่ายที่ต่างมีปฏิสัมพันธ์กันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองในช่วงนี้ทั้งสิ้น
และยิ่งชัดว่าฝ่ายที่เคยต่อต้านคุณทักษิณนั้นอาจจะต้องการให้คุณทักษิณนั้นกลับบ้านมากที่สุด เพราะตอกย้ำให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่คุณทักษิณจำต้องยอมรับและเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวก่อนที่จะดำเนินไปทางอื่น
และเงื่อนไขอื่นๆ ที่ฝ่ายคุณทักษิณเองหวังว่าตนจะได้รับสิทธิเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นก็ยังไม่ชัดเจน เพราะส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่อยู่เหนือขอบเขตของอำนาจรัฐบาลที่จะตัดสินสิ่งเหล่านั้นได้อย่างทันทีและเปิดเผยออกไปได้ก่อนที่คุณทักษิณจะต้องเข้ากระบวนการ
โดยสถานะของคุณทักษิณที่ไม่เหมือนเดิมคือ เตรียมกลับเมืองไทย แทนที่จะอยู่นอกประเทศ
ทำให้ยิ่งมีข่าวเปิดออกมาว่าคุณทักษิณพบปะใครมากเท่าไหร่
ความซับซ้อนของการกลับบ้านของคุณทักษิณก็ย่อมจะมีขึ้นมากเท่านั้น
และถ้ามีการโยงใยกระบวนการกลับบ้านของคุณทักษิณไปเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกนายกฯ และการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่เพื่อไทยเป็นแกนนำ และก้าวไกลซึ่งมีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคเพื่อไทย แต่ดูเหมือนโอกาสในการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจะไม่มีแล้ว ก็จะเห็นความซับซ้อนและกังวลใจของพลังประชาธิปไตยสองขั้วคือขั้วคุณทักษิณ และขั้วหลังคุณทักษิณ ที่อาจจะไม่ลงรอยกันมากขึ้น
ความเปราะบางของสถานการณ์การกลับบ้านของคุณทักษิณยังคงไม่นิ่งง่ายๆ
ไม่ว่าจะกลับหรือไม่กลับ
จะเลือกนายกฯก่อน หรือหลังกลับ
หรือจะตั้งรัฐบาลได้ก่อน หรือหลังกลับก็ตาม

