หน้าแรก คอลัมนิสต์ บูลลี่ การกลั...

บูลลี่ การกลั่นแกล้งที่ร้ายแรงถึงชีวิต

3.08.23 | 12:30 น.

บูลลี่คือพฤติกรรมรุนแรง กลั่นแกล้ง รังแกผู้อื่น ทั้งทางวาจาและร่างกาย หากเกิดในชีวิตจริงมักเป็นการล้อเลียนรูปร่างหน้าตา สถานะทางสังคม รวมถึงการทำร้ายร่างกาย ส่วนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่เกิดจากการประจานกันทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งหลายครั้งการบูลลี่สร้างผลกระทบทางด้านความรู้สึกมากมายจนอาจเกิดเป็นแผลทางใจฝังลึกจนยากเยียวยา หรืออาจลุกลามไปจนเกิดการปะทะและสร้างบาดแผลทางกายได้

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตระบุว่า การบูลลี่มีสามประเภทคือ

การกลั่นแกล้งทางวาจา (Verbal Bullying) คือการสื่อสาร เขียน เพื่อสื่อความหมายกลั่นแกล้ง เช่น ล้อเล่น, เรียกชื่อ, แสดงความคิดเห็นทางเพศที่ไม่เหมาะสม, เหน็บแนม และขู่ว่าจะทำอันตราย

การกลั่นแกล้งทางสังคม (Social Bullying) คือวิธีการทำให้เสียหน้า หรือแกล้งให้สูญเสียความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างตั้งใจ เช่น ขับเพื่อนออกจากกลุ่ม กระจายข่าวลือให้เสียหาย กีดกันไม่ให้เป็นเพื่อนกัน ทำให้เกิดความอับอายในที่สาธารณะ

การกลั่นแกล้งทางกายภาพ (Physical Bullying) คือการกลั่นแกล้งที่เกี่ยวข้องกับร่างกายและสวัสดิภาพของผู้ถูกกลั่นแกล้ง เช่น การทุบตี ทำร้าย ทำให้สะดุด แย่งสิ่งของ แสดงออกทำท่าทางหยาบคายใส่

Advertisement

การบูลลี่ หรือการกลั่นแกล้ง เป็นปัญหาที่มีมาช้านานในทุกสังคม เกิดขึ้นได้หลากหลายช่องทาง ทั้งระหว่างตัวบุคคลเองและผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และระดับความรุนแรงของพฤติกรรมการกลั่นแกล้งมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งจากการสำรวจของกรมสุขภาพจิต ปี 2561 พบว่านักเรียนในประเทศไทยโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนถึง 600,000 คน หรือประมาณร้อยละ 40 และเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งปัจจุบันสื่อและเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญและเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมกลั่นแกล้ง โดยผลการสำรวจจากเครือข่ายปกป้องเด็กและเยาวชน ปี 2563 พบว่า กลุ่มเด็กอายุ 10-15 ปี จาก 15 โรงเรียน ร้อยละ 91.79 เคยถูกกลั่นแกล้งโดยการตบหัว ร้อยละ 62.07 ล้อบุพการี ร้อยละ 43.57 พูดจาเหยียดหยาม ร้อยละ 41.78 โดย 1 ใน 4 ระบุว่าถูกกลั่นแกล้งมากถึงสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ส่วนคนที่กลั่นแกล้งส่วนใหญ่คือ เพื่อน รุ่นพี่ ร้อยละ 68.93 โดยผลกระทบที่เห็นได้ชัด ร้อยละ 42.86 คิดจะตอบโต้และเอาคืน ร้อยละ 26.33 มีความเครียด ร้อยละ 15.73 ไม่อยากไปโรงเรียน และมีจำนวนร้อยละ 13.40 ที่มีอาการซึมเศร้า

อาจกล่าวไม่ผิดว่าปัญหาการกลั่นแกล้งนั้นมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางจิตใจ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งผู้ถูกกลั่นแกล้งมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาการปรับตัวเข้าสังคม ในบางรายที่ถูกกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตรุนแรง เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล กลัวและแยกตัวจากสังคม บางรายนำไปสู่การฆ่าตัวตาย 

ซึ่งกรมสุขภาพจิตมีคำแนะนำสำหรับผู้ถูกกลั่นแกล้งเพื่อหลีกเลี่ยงบาดแผลทั้งกายและใจ คือ 1) ใช้ความนิ่งสงบ เพราะผู้ที่ชอบกลั่นแกล้งนั้นมักมีเจตนาให้ผู้ถูกกระทำตอบโต้เพื่อสร้างความรุนแรง หรือเพิ่มความสะใจ แต่หากผู้ถูกระทำเลือกที่จะนิ่งสงบ ผู้ถูกกระทำอาจรู้สึกเบื่อและยุติการกระทำนั้น 

2) ตอบโต้อย่างสุภาพ โดยใช้คำพูดและการแสดงออกด้วยท่าทีที่สุภาพ โดยแสดงออกให้เห็นว่าไม่ได้รู้สึกสนุก หรือไม่ชอบการกระทำนั้น 3) พูดคุยกับผู้ร่วมถูกกระทำคนอื่นเพื่อช่วยกันหาทางแก้ไข เพราะบางครั้งการกลั่นแกล้งไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคลเพียงคนเดียว การหาผู้ถูกกระทำร่วมเป็นพันธมิตรจะเป็นการเพิ่มหลักฐานและพยานว่าผู้กระทำสร้างเรื่องขึ้นมาทำร้าย เพื่อดำเนินการตามกฎระเบียบ หรือดำเนินคดีตามกฎหมาย 

4) เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม หากการถูกกลั่นแกล้งจนมีการทำร้ายร่างกาย หรือจิตใจจนยากจะยอมรับ หรือทนได้ จนทำให้ผู้ถูกกระทำไม่สามารถทนอยู่ในสังคมเดิมต่อไป การเปลี่ยนสถานที่การใช้ชีวิตและกลุ่มเพื่อนสามารถช่วยฟื้นฟูภาวะบอบช้ำจากการถูกกลั่นแกล้งได้เร็วขึ้น 5) ปรึกษานักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ หลายครั้งการกลั่นแกล้งนั้นได้สร้างบาดแผลทางจิตใจที่รุนแรงของผู้ถูกกลั่นแกล้งจนนำไปสู่ภาวะของโรคซึมเศร้า และบางกรณีจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย ดังนั้น การพบนักจิตวิทยาและจิตแพทย์จึงเป็นทางออกที่ดีเพื่อนำไปสู่การรักษาอย่างถูกวิธี 6) ยุติการเผยแพร่ข้อมูล หากเกิดการกลั่นแกล้งผ่านทางสื่อออนไลน์ไม่ควรเผยแพร่ หรือส่งข้อมูลต่อไปยังบุคคลอื่น และควรรายงานไปยังระบบรับเรื่องร้องเรียนของสื่อนั้น เพื่อให้สั่งระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และระงับบัญชีผู้ใช้งานที่เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว

พฤติกรรมการกลั่นแกล้งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และส่งผลกระทบด้านลบต่อผู้ถูกกระทำ ทั้งจิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งในบางกรณีถึงขั้นรุนแรงอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย เราจึงควรให้ความสำคัญกับการยุติการกลั่นแกล้งทั้งในชีวิตจริงและโลกออนไลน์ ไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันภัยคุกคามให้แก่ตน แต่ยังเป็นการป้องกันสิทธิส่วนบุคคลที่ตั้งอยู่บนฐานความเท่าเทียมและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย ไงเล่าครับ

.พิเศษ ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร

อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข