พรรคเพื่อไทย เปิดแถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ถอนตัวจากการจับมือกับพรรคก้าวไกลเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ที่ดำเนินการมาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 14 พ.ค.2566
และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยจะเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ
ของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี และจะรวมเสียงพรรคต่างๆ ให้เพียงพอ
ภารกิจสำคัญที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะเร่งดำเนินการ มี 2 เรื่อง คือ จะมีมติ ครม.ในการประชุมครั้งแรก ให้ทำประชามติ และให้มี ส.ส.ร.มาดำเนินการในเรื่องรัฐธรรมนูญ
เมื่อเสร็จเรียบร้อย จะคืนอำนาจให้ประชาชน จัดเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้มีรัฐบาลจากกระบวนการประชาธิปไตย
อีกข้อ คือดำเนินนโยบายต่างๆ ที่พรรครัฐบาลเห็นพ้องกัน อาทิ สุราก้าวหน้า, ปฏิรูปราชการ ทั้้งตำรวจ กองทัพ และกระบวนการยุติธรรม ให้เกณฑ์ทหารแบบบสมัครใจ
ส่วนพรรครัฐบาล จะประกอบด้วยพรรคใดบ้าง จะแถลงเป็นลำดับต่อไป ก่อนวันศุกร์ที่ 4 ส.ค. ซึ่งจะมีการประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติเลือกนายกฯคนใหม่
ถ้าคาดหมาย พรรครัฐบาลจะประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ ฯลฯ จำนวนเสียงประมาณ 270 เสียง
ส่วนก้าวไกล จะเป็นฝ่ายค้าน เช่นเดียวกับพรรคอื่นๆ ที่ยังไม่มีชื่อเป็นพรรครัฐบาล
ก่อนอื่นก็ต้องจับตาการประชุมรัฐสภา ในวันศุกร์ที่ 4 ส.ค. ว่าจะมีพรรคไหนบ้าง
ที่มาลงมติสนับสนุน นายเศรษฐา ทวีสิน รวมถึง ส.ว. จะมาลงมติให้จำนวนเท่าใด
หากผ่านด่านวันที่ 4 ส.ค.ไปได้ ก็เป็นอันว่าประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรี และจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่กับเขาเสียที
ดูแล้วช่างเป็นเรื่องยากเรื่องเย็น ทั้งๆ ที่ประชาชนเข้าคูหากาบัตร ปรากฏผลเลือกตั้งอย่างชัดเจนว่าพรรคไหนชนะ พรรคไหนแพ้
เป็นผลเลือกตั้งที่น่าจะบริหารให้เป็นผลทางปฏิบัติได้ไม่ยาก แต่ก็เห็นกันแล้วว่ายากแค่ไหน ใช้เวลายาวนานถึง 2 เดือนเศษๆ
และต้องถือว่า เป็น 2 เดือนเศษ ที่ย้ำเตือนให้ประชาชน ได้เห็นอย่างชัดแจ้งถ่องแท้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองของประเทศไทย
ทำไมขบวนรถสายประเทศไทย ถึงได้วิ่งๆ หยุดๆ นึกอยากจอดก็จอด อยากไปต่อก็ไป จะทะเลาะกับผู้โดยสารก็ได้ เรื่องไล่ผู้โดยสารลงจากรถนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำ วนไปเวียนมา สรุปแล้วไปไม่ถึงไหน
ที่สำคัญ ต้องไม่มองหรือไม่คิดว่าปัญหาเพิ่งเกิดแค่การเลือกตั้งครั้งนี้ แต่จริงๆ
เป็นเรื่องยาวระดับมหากาพย์ ตั้งแต่รัฐประหารเมื่อปี 2549 ต่อเนื่องมาถึงรัฐประหาร 2557
ระเบียบแบบแผนประชาธิปไตยของบ้านเมืองถูกเปลี่ยนแปลง จนแทบจำไม่ได้ว่า บ้านเมืองของเราเคยโดดเด่นเป็นประชาธิปไตยมาก่อน จนเป็นดาวรุ่งแห่งเอเชีย และภูมิภาค
ถึงเวลาต้องมาช่วยกันขับเคลื่อน หมุนพวงมาลัย ปรับเข็มทิศ ทวงทิศทางประชาธิปไตยกลับคืนมา
นี่คือภารกิจของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนายกฯคนใหม่ ครม.ใหม่ และสภาชุดใหม่ที่มีทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน
วรศักดิ์ ประยูรศุข

