หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทุจริตคิดมิชอ...

ทุจริตคิดมิชอบ DNA วัฒนธรรมไทย?

4.08.23 | 12:00 น.

ทุจริตคิดมิชอบ DNA วัฒนธรรมไทย?

ทุกวันนี้ข่าวคราวเรื่องทุจริตคิดมิชอบในวงราชการมีการเผยแพร่ทางสื่ออยู่จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว การทุจริตคิดมิชอบดูเหมือนจะแทรกซึมไปทั่วทุกอณูในวงการราชการไทย และมีรูปแบบพิสดารขึ้นทุกวัน ที่ร้ายที่สุดก็คือเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นเจ้าของเว็บพนันออนไลน์ถูกขู่กรรโชกทรัพย์ทนไม่ไหวต้องร้องเรียนราชการว่าถูกคนในเครื่องแบบตบทรัพย์ไปกว่า 140 ล้านบาท แทนที่ตำรวจจะจับผู้ร้าย สถานการณ์กลับกลายเป็นตรงข้ามไปได้ !

คำว่า DNA วัฒนธรรมนี้มาจากกัลยาณมิตรของผู้เขียนคือ ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร ซึ่งได้ล่วงลับไปแล้ว เมื่อปี 2562 อาจารย์เคยกรุณามาให้ความรู้ในการประชุม “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมสู่ไทยแลนด์ 4.0 เรื่องอนาคตประเทศไทย มุมมองเชิงปรัชญาและประวัติศาสตร์” ภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ท่านอาจารย์วินัยได้เล่าให้ฟังว่า ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ British Museum กล่าวถึงตำนานการตั้งเมืองพระนครศรีอยุธยา ว่าพระเจ้าอู่ทองทรงแผลงศรเพื่อหาที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ ศรเสี่ยงทายไปตกที่หนองโสน (คือบึงพระราม) ณ ที่นั้นมีฤๅษีองค์หนึ่งบำเพ็ญตบะอยู่ พระเจ้าอู่ทองจึงทรงขอให้ฤๅษีให้คำทำนายว่า เมืองนี้ในภายภาคหน้าจะดีหรือไม่อย่างไร ฤๅษีจึงเขียนคำเสี่ยงทายลงบนผ้าแล้วโยนขึ้นเมื่อผ้าตกลงมามีลักษณะมุมหนึ่งพับเข้า ฤๅษีจึงทำนายว่า เมืองนี้จะอุดมดี แต่ผู้คนล้วนมุสา ท่านอาจารย์วินัยอธิบายเพิ่มเติมว่า โบราณจารย์ (ที่เขียนพงศาวดาร) มักจะไม่วิพากษ์แบบตรงๆ เหมือนสมัยปัจจุบันนี้ แต่จะใช้วิธีการเล่าในตำนานแทน แสดงว่าเรื่องโป้ปดมดเท็จน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาในยุคนั้น เรื่องมุสาวาทนี้ก็ได้มีบันทึกของตุรแปงชาวต่างประเทศที่มากรุงศรีอยุธยากล่าวไว้เช่นกันว่า ชนชาวสยามมีคนทุจริตที่มีวิธีพลิกแพลงมากและเรียกร้องค่าตอบแทนอย่างมากด้วย

ท่านอาจารย์วินัยยังเล่าต่อไปอีกว่า ในสมัยอยุธยานั้น ข้าราชการไม่มีเงินเดือน แต่อาศัยการใช้หน้าที่ในการหารายได้ เช่น ค่าฤชาเนียม เจ้าเมืองแต่ละเมืองได้ ค่าตอบแทนในการเป็นหัวหน้าคณะตระลาการ กรมการเมืองก็ได้รับค่าตอบแทนลดหลั่นกันลงไป จ่าศาลและพวกเสมียนศาลได้รับค่าธรรมเนียมช่วยเขียนคำฟ้องแก่คู่ความ ในสมัยอยุธยานักโทษที่แพ้คดีหรือนักโทษอาชญาต้องถูกจำ 5 ประการ ก็มีกฎหมายลดจำ (ลดเครื่องจองจำ) ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งกำหนดว่าการปลดเครื่องจองจำแต่ละอย่างสามารถไถ่ได้ด้วยเงิน ตัวอย่างเช่น เมื่อขุนช้างแพ้ความขุนแผนได้สั่งให้นางวันทองกลับไปบ้านไปเอาเงินมาจ่ายเป็นค่าลดจำ ส่วนการได้รับโทษโบยก็สามารถไถ่โทษด้วยเงินได้ เมื่อขุนนางเสียชีวิตลงทรัพย์มรดกจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งให้แก่เมีย ส่วนหนึ่งให้แก่ลูก และส่วนที่สามให้คืนรัฐ เจมส์ โลว์ ผู้เขียนหนังสือ The Law of Muang Thai ได้คำอธิบายหลักคิดนี้ว่า เป็นเพราะพระเจ้าแผ่นดินไม่เชื่อว่าไม่มีขุนนางผู้ใดที่จะไม่เคยเบียดบังราชทรัพย์จึงเอาคืนเสียส่วนหนึ่ง และหมอริชาร์ดสันเคยกล่าวไว้ว่า พระเจ้ากรุงสยาม (รัชกาลที่ 3) ทรงรู้ว่าผู้ใดเบียดบังพระราชทรัพย์โดยเฉพาะจากการค้าขายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เพราะพระองค์เคยกำกับราชการกรมพระคลัง ก่อนขึ้นครองราชย์

การที่กล่าวว่าการทุจริตคิดมิชอบเป็น DNA วัฒนธรรมไม่ได้หมายความว่าการทุจริตคิดมิชอบเป็น พันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้ของคนไทย และไม่ได้หมายความว่าคนไทยทุกคนมียีน (Gene) โกงอยู่ในตัวเพราะวัฒนธรรมเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมสังคม ไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ แต่ในสมัยนั้นข้าราชการต้องอาศัยตำแหน่งหาเลี้ยงชีวิตตามที่กล่าวมาแล้ว สำหรับสามัญชนคนธรรมดาการโป้ปดมดเท็จอาจจะมีแรงจูงใจสูงกว่าในปัจจุบัน เพราะสังคมดั้งเดิมแบบอำนาจนิยมที่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะสูงนั้น การโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาจจะช่วยให้ตัวเองมีชีวิตง่ายขึ้นหรือรอดชีวิตได้มากขึ้น

Advertisement

หากคอร์รัปชั่นหรือการทำทุจริตคิดมิชอบเป็น DNA วัฒนธรรมจริง การแก้ไขเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน ต้องบ่มเพาะกันตั้งแต่ยังเด็ก แต่วิธีการบ่มเพาะไม่ควรเป็นการประจาน เช่น เคยมีภาพยนตร์โฆษณาที่ประจานเด็กที่พ่อแม่ทุจริต เพราะการที่พ่อแม่ทำผิดไม่ได้หมายความว่าลูกต้องผิดไปด้วย ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือการจะให้คนทำดีไม่จำเป็นต้องขู่เสมอไป วัฒนธรรมการขู่เป็นวัฒนธรรมอำนาจนิยม (ที่ยังติดมาถึงทุกวันนี้ !) ส่วนเหตุผลที่สามมีข้อยืนยันจากงานวิจัยของทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 สนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค เป็นหัวหน้าโครงการ การศึกษาพบว่า ลักษณะซ่อนเร้นที่ทำให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านคอร์รัปชั่นนั้นคือความมีบรรทัดฐานส่วนตนสูงและมีความเป็นชายต่ำ ดังนั้น หากจะบ่มเพาะนิสัยการต่อต้านคอร์รัปชั่นน่าจะทำโดยการให้รางวัลความดี หว่านล้อมให้เห็นคุณค่าของการประกอบกรรมดีมากกว่า

แต่การบ่มเพาะให้เกิดวัฒนธรรมต้านคอร์รัปชั่นอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอ ต้องมีการปราบปรามลงโทษด้วย ในปัจจุบันการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นของประเทศไทย มีกฎหมายถึง 15 ฉบับและมีองค์กรที่เกี่ยวข้องถึง 6 องค์กร แต่นับวันปัญหาก็ดูเหมือนจะแผ่ขยายกว้างขึ้นและรุนแรงขึ้น ไม่ใช่แค่การโกงเล็กโกงน้อย แต่โกงกันเป็นพันล้าน หมื่นล้าน โกงกันตั้งแต่ผู้นำระดับชาติไปจนถึง รปภ. แถมยังเป็นการโกงเชิงนโยบายซึ่งเป็นการโกงที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะได้สร้างกฎหมายหรือกฎระเบียบให้เอื้อหรือให้ยกเว้นอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นการโกงภาคพิสดารขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่โครงสร้างการบริหารจัดการการทุจริตคิดมิชอบของไทยเป็นโครงสร้างจากบนลงล่าง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น จีน (ฮ่องกง) อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นต้น ก็ได้เริ่มใช้ระบบใหม่คือจากล่างขึ้นบน โดยสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเป็นหูเป็นตาให้กับรัฐในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น

ในปัจจุบัน คนไทยตื่นรู้เรื่องการเมืองและคอร์รัปชั่นมากขึ้น เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนมากขึ้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการชี้เบาะแสมากขึ้น ราชบัณฑิตวิชา มหาคุณ ได้บรรยายในการประชุมของสำนักธรรมศาสตร์และการเมืองถึงกรณีศึกษาที่เป็นการทุจริตเชิงนโยบายของอภิมหาโปรเจ็กต์โครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ (คลองด่าน) จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นโครงการที่มีนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ข้าราชการ ร่วมกันโกงแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรแทบทุกขั้นตอนการดำเนินการตั้งแต่การปรับรูปแบบโครงการ เปลี่ยนแปลงพื้นที่ ขั้นตอนประกวดราคา การจัดหาที่ดิน และทำสัญญาซื้อขาย แต่เรื่องก็แดงขึ้นมาเมื่อชาวบ้านที่ได้ผลกระทบมาได้รวมตัวกันคัดค้าน เพราะโครงการมีผลต่อสภาพแวดล้อมและการทำมาหากิน รัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ถูกพิพากษาจำคุกและต้องหนีไปต่างประเทศ

ประเทศไทยยังโชคดีที่มีสื่อจำนวนมากที่มีความเข้มแข็งรวมทั้งสื่อออนไลน์ที่ร่วมกันแชร์ข้อมูลพฤติกรรมคอร์รัปชั่นจนเป็นข่าวแทบทุกวัน แต่สุดท้ายก็ไปจบที่ไม่มีการลงโทษ เพราะมีการตั้งกรรมการกันเอง สอบกันเอง ตัดสินกันเอง แล้วก็หลุดกันเอง ทำให้ประชาชนมองตาปริบๆ

เลือกตั้งคราวนี้คงให้บทเรียนกับพรรคการเมืองที่เคยมีอำนาจอยู่เดิมให้ปรับปรุงตัวเอง อย่าคิดว่าการเทเสียงให้กับพรรคคนรุ่นใหม่เป็นเสียงจากพวกแฟนคลับ หรือด้อมสีที่ต่อต้านอำนาจนิยม แต่ที่จริงแล้วคนที่ลงคะแนนให้เป็นจำนวนมากและอาจจะมากกว่าแฟนด้อมสีด้วยซ้ำเป็นคนที่ทนความทุจริตคิดมิชอบไม่ไหวแล้ว อยากได้ผู้นำใหม่มาเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองทำผิดให้เป็นถูกมากกว่า

ถ้าพรรคอนุรักษ์เก่าๆ ยังไม่เข้าใจก็คงจะสูญพันธุ์ในที่สุด!

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ