หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลาวลงไปอโยธยา...

ลาวลงไปอโยธยา เถรวาทขึ้นไปลาวสองฝั่งโขง โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

4.08.23 | 18:01 น.

ประชากรอโยธยา-อยุธยา ประกอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์ที่พูดภาษาไทยเป็นภาษากลาง ได้แก่ มอญ, เขมร, มลายู, อินเดีย จีน และลาว

โดยเฉพาะลาวน่าจะมีมากกว่าคนกลุ่มอื่น (แต่ไม่พบหลักฐานยืนยัน) เพราะลาลูแบร์บันทึกว่าคนเรียกตนเองว่าไทยในอยุธยาเป็นไทยน้อยซึ่งหลักแหล่งเดิมอยู่ลุ่มน้ำโขง

ลาวลุ่มน้ำโขงเคลื่อนไหวทยอยโยกย้ายลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นประชากรของบ้านเมืองภาคกลาง ราวช่วงการค้าจีน หลัง พ.ศ. 1500

ชาวสยาม เป็นคนหลายชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง มีศูนย์กลางเก่าสุดอยู่เวียงจันท์ ลุ่มน้ำโขง เป็นเครือญาติและเครือข่ายการค้าของกษัตริย์เมืองพระนคร (นครวัด) มีภาพสลัก “เสียมกุก” บนระเบียงปราสาทนครวัด

สยามจากลุ่มน้ำโขงโยกย้ายลงไปตั้งหลักแหล่งบ้านเรือนอยู่ภาคกลาง ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง-น้ำเพชร พื้นที่แถบนั้นจึงได้ชื่อ “สยาม” ทำให้จีนเรียกในเอกสารว่า เสียน, เสียม ต่อมาอยุธยาหลังวงศ์สุพรรณภูมิยึดอำนาจจึงได้นาม “ราชอาณาจักรสยาม”

Advertisement

พระเจ้าอู่ทอง เป็นเรื่องเล่า ท้าวอู่ทองจากลุ่มน้ำโขง สัญลักษณ์ของภาษาตระกูลไท-ไต (ต้นตอภาษาไทย)

ราชสำนักอโยธยา-อยุธยา ยกย่องเรื่องเล่าพระรถ นางเมรี (ตำนานบรรพชนลาว) พบในประเพณีสมโภชชั้นสูงของอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์

เมืองอโยธยามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นเครือญาติกับบ้านเมืองสองฝั่งโขง ได้แก่หลวงพระบาง, เวียงจันท์, โคตรบอง, เรวแกว เป็นต้น สืบเนืองถึงกรุงศรีอยุธยา

เมืองโคตรบอง กับเมืองเรวแกว พบในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยาว่าเป็นสองเมืองในจำนวน 20 ที่ถวายดอกไม้ทองดอกไม้เงินแก่กษัตริย์อยุธยา

เมืองโคตรบอง (อยู่ฝั่งลาว ตรงข้ามพระธาตุพนม) ประกอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์

เมืองเรวแกว (หรือระแด) พูดภาษาตระกูลมลายู เป็นจาม

การถวายดอกไม้ทองเงิน ไม่ใช่ “เมืองขึ้น” แต่เป็นแบบแผนการเมืองระบบเครือญาติของบ้านเมืองสมัยจารีตที่เป็นสัญลักษณ์ของการยกย่องอยุธยาเป็น “เจ้าพ่อ” พบรายชื่อ 20 เมืองในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยา ดังนี้

“ฝ่ายกระษัตรแต่ได้ถวายดอกไม้ทองเงินทังนั้น 20 เมือง คือเมืองนครหลวง เมืองศรีสัตนาคณหุต เมืองเชียงใหม่ เมืองตองอู เมืองเชียงไกร เมืองเชียงกราน เมืองเชียงแสน เมืองเชียงรุ้ง เมืองเชียงราย เมืองแสนหวี เมืองเขมราช เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองใต้ทอง เมืองโคตรบอง เมืองเรวแกว 16 เมืองนี้ฝ่ายเหนือ เมืองฝ่ายใต้ เมืองอุยองตะ หนะ เมืองมลากา เมืองมลายู เมืองวรวารี 4 เมือง เข้ากัน 20 เมือง ถวายดอกไม้ทองเงิน”

  • ลาวไปไทย

กลุ่มชนสองฝั่งโขง เคลื่อนไหวลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังการค้าจีนถึงอ่าวไทย พ.ศ. 1500

ลุ่มน้ำชี บ้านเมืองเริ่มลดความสำคัญ แล้วร้างไป หลัง พ.ศ. 1700

ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีชุมชนเมืองเพิ่มขึ้น หลัง พ.ศ. 1500

เมืองอโยธยาพูดภาษาไทย หลัง พ.ศ. 1600 กระทั่งสร้างกรุงศรีอยุธยา

ประชากรจำนวนหนึ่งเรียกตนเองว่าไทย เป็นไทยน้อย (จากลุ่มน้ำโขง)

  • ร้อยเอ็ด-อโยธยา

ร้อยเอ็ด-อโยธยา เป็น “เมืองเครือญาติ” ใกล้ชิดกันมาก ดังพบร่องรอยเรื่องเล่าใน  อุรังคธาตุ ว่าเจ้าเมืองร้อยเอ็ด (สาเกตนคร) ลงไปอยู่เมืองอโยธยา ดังนี้

พญาโคตรบองสวรรคตจุติเป็นลูกพญาสาเกตนคร (ร้อยเอ็ด)

พระสาเกตนคร มีโอรสชื่อ เจ้าสุริยกุมาร ต่อมาพญาสาเกตนคร ทิ้งโอรส (ให้ครองสาเกต) ไปอยู่กุรุนทนคร (อโยธยา)

ฤๅษีสถาปนาราชาภิเษก (ใหม่) พญาสาเกต เป็น พญาศรีอมรณี พญากุรุนทะ เป็น พญาโยธิกา ร่วมกันครองเมืองนาม ศรีอโยธยาทวารวดีนคร

เจ้าสุริยกุมาร อายุ 16 เป็นพญาสุริยวงศาสิทธิเดช ครองเมืองสาเกตนคร

พญาอมรมณี และ พญาโยธิกา แผ่อำนาจได้ “พญาร้อยเอ็ดเมือง” ถวายพญา       สุริยวงศาสิทธิเดช

“พญาร้อยเอ็ดเมือง” พร้อมใจกันยกย่องเจ้าเมืองสาเกตเป็น “พญาสุริยวงศาธรรมิกราชาธิราชเอกราชเมืองร้อยเอ็ดประตู” (“ร้อยเอ็ด” ในอุรังคธาตุสะกดเป็นตัวอักษร ไม่เป็นตัวเลข)

การแผ่อำนาจของ 2 พญา เป็นสัญลักษณ์ของเถรวาท แบบลังกา จากอโยธยา ส่งผลให้มีการปฏิสังขรณ์สถูปเก่าเป็นพระธาตุพนมและแต่งอุรังคธาตุ

  • เจ้าเมืองอโยธยา หนีไปอยู่ลาว

พญาโคตรบอง เป็นเจ้าเมืองอโยธยา (มีในพงศาวดารเหนือ) เมื่อ “ผู้มีบุญ” บังเกิดในเมืองอโยธยา พญาโคตรบองหนีไปอยู่ (ลาว) ล้านช้างเวียงจันท์ ต่อมากลับไปตาย อโยธยา เผาที่วัด “ศพสวรรค์” (ริมแม่น้ำลพบุรี อ. บางปะหัน อยุธยา)

“ผู้มีบุญ” เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา เป็นที่นิยมเหนือความเชื่ออื่นซึ่งมีพญาโคตรบองเป็นตัวแทน