‘รัฐสภา’ เลื่อนโหวตนายกฯ ทาง 2 แพร่งเดิมพัน ‘เพื่อไทย’ แลกตั้ง รบ.-อนาคตการเมือง
“วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานรัฐสภา สั่งเลื่อนวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีออกไป จากเดิมที่กำหนดไว้ 4 สิงหาคม เนื่องจากที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้เลื่อนสั่งคำร้อง กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีรัฐสภา (ผู้ถูกร้อง) มีมติตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่สอง เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีกตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องหรือไม่
โดยศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลการเลื่อนสั่งคำร้องไว้ว่า คำร้องนี้มีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและมีประเด็นเชิงหลักการการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม จึงให้เลื่อนการพิจารณาสั่งคำร้องและให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป สำหรับคำขอให้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ให้รอสั่งในคราวเดียวกันกับการพิจารณาสั่งคำร้อง ทั้งนี้ ให้ผู้ร้องระบุสถานะบุคคลของคณะผู้ร้องเรียนทั้ง 3 ราย ว่าเป็นประชาชนหรือสมาชิกรัฐสภา ให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 15 สิงหาคม และให้นัดพิจารณาคำร้องนี้ในวันที่ 16 สิงหาคม เวลา 09.30 น.
นายวันมูหะมัดนอร์จึงตัดสินใจยืดเวลาการโหวตเลือกนายกฯจากวันที่ 4 สิงหาคม ออกไป เพื่อรอผลการตัดสินชี้ขาดคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจนก่อน
การขยับปฏิทินโหวตเลือกนายกฯ อีกขั้นตอนสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาลนี้ ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยที่รับไม้ต่อจากก้าวไกลมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และประกาศหย่าขาด ขอออกจากการร่วมเอ็มโอยู 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ก่อนวันนัดโหวตเดิม 2 วัน เพื่อดีลจับขั้วใหม่ ตั้งรัฐบาลต่อไป ต้องล้มเลิกการแถลงเปิดตัวว่าที่พรรคร่วมชุดใหม่ ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 71 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคเพื่อไทรวมพลัง 2 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 2 เสียง และพรรคหนึ่งเสียงที่เหลือ ยกเว้นพรรคเป็นธรรม (ปธ.) ประกอบด้วย พรรคเสรีรวมไทย (สร.) ประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคท้องที่ไทย รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อีกประมาณ 19-20 เสียง จากทั้งหมด 25 เสียง กลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาล 263 เสียง ที่ไม่มีพรรค ก.ก.และพรรค 2 ลุงเข้าร่วม
แต่กระนั้นเพื่อไทยก็มั่นใจว่าเสียงที่จะโหวตให้ความเห็นชอบ “เศรษฐา ทวีสิน” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกฯ ไม่มีปัญหา และมองว่าการยืดวันโหวตนายกฯออกไป เป็นเรื่องดี ทำให้มีเวลาที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุนให้แน่นหนามากขึ้น เพื่อให้ทะลุเกณฑ์ตัดสิน มากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสองสภารวมกันหรือ 375 เสียง
แต่อย่างไรก็ตาม โดยที่เสียงสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทยนั้นไม่นิ่ง และไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามาจากพรรคต่างๆ และ ส.ว.เป็นจำนวนเท่าใด ทำให้การเลื่อนวันโหวตออกไปนั้น สถานการณ์การเมืองการรวบรวมเสียงกลับมามีความไม่แน่นอนอีกครั้ง เนื่องจากเกมยังไม่จบ
ทั้งนี้ เนื่องจากขั้วเดิม 8 พรรค เมื่อหัก 151 เสียงของก้าวไกล ที่ออกไปเป็นฝ่ายค้านนั้น 7 พรรคเหลือเสียงรวมกันเพียง 161 เสียง เท่านั้น จึงเป็นภาระของแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างพรรค พท. ต้องแสวงหาเสียงทั้ง ส.ส.และ ส.ว.มาร่วมโหวต “เศรษฐา” ให้ขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ แม้ว่าจะเติมเสียงดึงพรรคภูมิใจไทย 71 เสียง ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง ชาติพัฒนากล้า 2 เสียง ประชาธิปัตย์อีก 19-20 เสียง และพรรคเล็กอีกจำนวนหนึ่ง เสียงในสภาล่างปริ่มน้ำอย่างยิ่งที่ 263-265 เสียง และจำนวนเสียงเพียงเท่านั้น ก็ยังต่ำกว่า ไม่ถึงเกณฑ์การตัดสินเก้าอี้นายกฯ ที่จำเป็นต้องมีเสียงเห็นชอบขั้นต่ำ 375 เสียง
เสียงที่ขาดพร่องไปนี้ ตามสูตรก็อาจหามาเพิ่มได้ 2 ทาง 1.จาก ส.ว. 2.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ หรือทั้งจาก ส.ว.และ ส.ส.สองพรรคนี้ แต่ปัญหาของเพื่อไทยอยู่ที่ว่า ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับ 2 ลุง ฉะนั้น คำถามมีว่าจะหาเสียงสนับสนุนจากไหน ครั้นจะพึ่งใช้บริการ ส.ว.เป็นตัวช่วย ก็ไม่มีหลักประกัน เนื่องจากคนเหล่านี้มีที่มาจากการแต่งตั้งของกลไกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะอดีตหัวหน้า คสช. เป็นประธานการสรรหา ส.ว. จึงไม่แน่นักว่าจะมาโหวตให้เพื่อไทยอย่างเป็นกอบเป็นกำ กระทั่งทะลุ 375 เสียง ตั้งนายกฯได้
ส่วนอีกทางก็อย่างที่กล่าวไว้ ติดเงื่อนไขที่ “เพื่อไทย” ประกาศเป็นคำมั่นสัญญาไม่ร่วมรัฐบาลกับ 2 ลุง เป็นสัญญาประชาคมเอาไว้แล้ว ครั้นจะเจาะเสียงให้มาสนับสนุน เป็นบางมุ้ง บางกลุ่มจาก 2 พรรคนี้ โดยไม่มี 2 ลุง มาแบบยกเข่งทั้งพรรค ล่าสุดก็มีความเคลื่อนไหวจากแกนนำ 2 พรรค ที่สั่งการล็อกเสียง ส.ว.ไว้ และยื่นเงื่อนไข หากจะดึงร่วมรัฐบาล ต้องดึงทั้งพรรค ไม่อาจไฟเขียวให้แยกตัวไปสนับสนุนเป็นกลุ่มๆ ได้ แน่นอนหากเพื่อไทยยินยอมตามเงื่อนไข คงได้เสียง ส.ว.มาโหวตหนุนเป็นตัวช่วยอีกล็อตใหญ่
พรรค พท.จึงเดินมาสู่ทาง 2 แพร่ง ที่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกสูตรตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ โดยไม่มีพรรค ก.ก.และพรรค 2 ลุง หรือจะใช้บริการพรรค 2 ลุง มาเสริมเสถียรภาพให้รัฐบาล เสียงหนาแน่นถึง 339 เสียง การตัดสินใจทางการเมืองของพรรค พท.ครั้งนี้ จะมีผลสำคัญต่อการตั้งรัฐบาล และความน่าเชื่อถือทางการเมืองในอนาคตของพรรค พท.
ในทางที่ถูกบีบให้เลือก เส้นทางการเป็นรัฐบาลของพรรค พท.จึงมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยขวากหนาม อุปสรรค กับดักการเมือง ที่เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่วางกลไกไว้หลายชั้น ส่งผลให้การเมืองบิดเบี้ยว ไม่เป็นไปตามฉันทามติของประชาชน ผ่านผลการเลือกตั้งที่ควรจะเป็น

