ประเทศที่กลไกไม่ลงล็อก
“ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” ไปเสียทุกเรื่องสำหรับความเป็นไปของประเทศไทยเราขณะนี้
รัฐบาลที่ดูเหมือนจะจัดตั้งได้ง่ายๆ เพราะประชาชนแสดงเจตจำนงชัดเจนเลือกพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยให้ชนะมาอย่างท่วมท้น
แต่ที่จุดจนป่านนี้ผ่านมาเกือบ 3 เดือนยังอีหลุกขลุกขลัก กระทั่งคาดเดาก็ยังไม่ได้ว่าจะลงเอยแบบไหน
ที่หนักกว่าคือ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยม” ที่ประชาชนเทเสียงให้กลับแตกกันเละ จากมิตรที่แสดงบทรักกันหวานชื่นกลับดูจะตั้งท่ามองหน้ากันด้วยอารมณ์ปวดปร่า ขณะแฟนคลับล่วงหน้าไปก่อนแล้วด้วยการเปิดฉากถล่มใส่กันเหมือนคลั่งแค้นกันมาเป็นกัปกัลป์
เรื่องที่ปกติควรง่ายกลายกลับเป็นยาก จนป่านนี้ไม่ใช่แค่ไม่มีคำตอบ ยังดูจะเละเทะจนหารันเวย์จะแลนดิ้งไม่ได้
เป็นหนึ่งในความไม่ลงล็อก ทั้งที่ประชาชนทุ่มเปิดทางออกให้เต็มที่แล้ว
เรื่องต่อมาคือ “รัฐสภา” ที่ชวนเอือมระอามาก่อนหน้าการเลือกตั้ง เพราะคุณภาพนักการเมืองทั้ง ส.ส.จากการเลือกตั้งที่ลอกคราบเป็นงูเห่ากลายพันธุ์พิสดารพากันกินกล้วยกันโดยไม่รู้อับรู้อาย และ ส.ว.จากการแต่งตั้งที่เอางานแบบรับใบสั่งเป็น “ฝักถั่ว” รับใช้เจ้านายผู้มีอำนาจ
ประชาชนทุ่มเทร่วมแก้ไขด้วยการเลือกคนใหม่เข้ามาเป็นส่วนมาก ล้างนักการเมืองในวัฒนธรรมเก่าไม่ให้
เข้ามาทำเลอะเทอะในสภาเสียเป็นจำนวนมาก
ด้วยความหวังว่าทุกอย่างจะเข้าที่ เป็นสภาที่มีกลไกเดินหน้าประชาธิปไตยได้เหมือนนานาประเทศเขาเป็นกัน
แต่แค่เริ่มต้น ทุกอย่างก็อลหม่าน
รัฐสภากลายเป็นเวทีขัดขวางกลไกประชาธิปไตย ก่อความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน
หัวหน้าพรรคที่มีความชอบธรรมจะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะประชาชนเทคะแนนให้สูงสุดกลับถูกขัดขวางด้วย “ขบวนการผูกขาดอำนาจ”
ที่ประธานที่ประชุมรัฐสภา เอาแต่เล่นบทเอาตัวรอด ย่ำแย่ขนาดปล่อยให้สมาชิกโหวตให้ข้อบังคับการประชุมมีผลบังคับใช้ในทางขัดรัฐธรรมนูญ
ก่อความยุ่งยากจนเป็นปัญหากับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้
หนำซ้ำ บทบาทของประธานที่น่าเห็นใจเพราะต้องทำหน้าที่ในแรงกดดัน ต้องหาทางเอาตัวรอด ด้วยการหลบเลี่ยงการถกเถียงของสมาชิกที่ต่างคนต่างดึงดันเอาชนะแบบไม่เลือกวิธี พร้อมละเมิดทุกข้อบังคับอย่างท้าทาย
หน้าที่ของสมาชิก คือเอาปัญหามาถกกันด้วยเหตุด้วยผลในรัฐสภา กลับไม่กล้าพอที่จะแลกข้อมูล ความคิดกันตามหน้าที่ เลือกที่จะใช้วิธีหนีเลี่ยง ไม่เข้าประชุม หรือทุ่มเถียงกันแบบเจตนาให้เกิดความปั่นป่วน ไม่ใช่เพื่อรับฟังกันและกัน
ความสามารถของประธานที่ประชุมมีไม่พอที่จะจัดการให้เข้าที่เข้าทางของการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชนผู้ทรงเกียรติ กลับเลือกที่จะเลี่ยงเพื่อเอาตัวรอดโดยการปิดประชุม ไม่สนว่าผลกระทบต่อระบบจะเป็นอย่างไร
เพราะปกติของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์กลไก หรือสายพานการผลิตทุกสิ่งอย่าง เป็นที่รู้กันว่าจะต้องจัดวางให้ลงล็อก ไม่ปีนเกลียวหรือเหนี่ยวรั้งซึ่งจะทำให้เกิดความติดขัด
แต่กลไกอำนาจประเทศเราดูจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้
อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ซึ่งระบอบประชาธิปไตยปกติจะต้องช่วยประคับประคองกันและกันให้ลงล็อกขับเคลื่อนการบริหารจัดการประเทศอย่างราบรื่น
“ประชาธิปไตยไทย” ที่ถูกออกแบบให้พิกล สร้างและสถาปนาให้กลไกพิการด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใช้อยู่ สร้างภาวะติดขัด คัดง้าง ขวางการเข้าร่อง ลงล็อก
เป็นปัญหาให้การบริหารจัดการประเทศเดินหน้าไม่ได้ ตำหูตำตาแบบ “ไม่เห็นหัวประชาชน”
ขลุกขลัก ติดขัด ทั้งที่ประชาชนพยายามแล้วจะแก้ไขให้คลี่คลาย
คำถามคือว่า “ชีวิตประชาชนจะต้องอยู่อย่างนี้หรือ”
ประเทศนี้หมดหนทางที่จะมีใคร หรืออะไรมาคลี่คลายให้เดินหน้าไปได้จริงๆ หรือ

