เพราะความ “ร้อนแรง” และ “เข้มข้น” ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่สนใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด ขั้วใด พรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล และคำถามที่ยังต้องรอคำตอบต่อไปคือ “ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30”
ในห้วงที่การเมืองไทยกำลังเกิดการขับเคี่ยวทางความคิดและยุทธวิธีในการต่อสู้ โดยอ้างอิงอำนาจอันชอบธรรมของประชาชน จากฉันทามติประชาชนในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ของแต่ละฝ่ายเป็นการต่อสู้ที่พยายามหยิบหลักกฎหมายเดียวกันมาใช้ แต่ในคนละแง่มุม คนละเป้าหมาย ก่อให้เกิดความสับสนว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งใดต้องเกิดขึ้นก่อนเพื่อนำไปสู่สิ่งต่อไป ปรากฏการณ์นี้จึงสอดคล้องกับ ทฤษฎีความยุ่งเหยิง (Chaos theory) ของ เอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์ (Edward Lorenz) ว่าด้วยความยุ่งเหยิงและไร้ระเบียบ
ตามหลักการประชาธิปไตย คือ การทำตามเสียงข้างมาก แต่ก็เคารพเสียงข้างน้อย เมื่อประชาชนเลือกพรรครัฐบาลมาเป็นเสียงข้างมาก สิ่งที่พรรคเสียงข้างน้อยซึ่งเราเรียกว่าฝ่ายค้านจะทำได้ในฐานะเสียงข้างน้อยที่ได้รับความเคารพเรื่องเสียงสนับสนุนของแต่ละพรรคในสภา ก็คือการอภิปรายแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง การคัดค้านการกระทำของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเสนอกฎหมาย หรือญัตติต่างๆ ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปก็รับทราบผ่านการถ่ายทอด และเมื่อประชาชนเห็นว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านเสนอเป็นหลักการที่ดี แต่ไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติเพราะเป็นเสียงข้างน้อย สมัยหน้าถ้าประชาชนเห็นว่าฝ่ายค้านได้คัดค้าน หรือเสนอแนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์เขาก็จะเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาล นี่คือบทบาทที่ถูกต้องของเสียงข้างน้อย
แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไปไม่ถึงการทำหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพราะผ่านไปร่วม 3 เดือน เรายังไม่มีนายกรัฐมนตรี ไม่มีรัฐบาล ไม่มีฝ่ายค้าน มีแต่นายกรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งหลายคนติดตามสถานการณ์ด้วยหัวใจระทึก รวมถึงผู้เขียน (ฮา)
ผู้เขียนเป็นศิษย์สื่อสารการเมือง มีโอกาสศึกษาเรื่องการสื่อสารทางการเมืองของไทย เปรียบเทียบในแต่ละยุคสมัยตามกระบวนทัศน์ของปรัชญาการสื่อสาร โดยอิงกรอบแนวคิดและกระบวนทัศน์ของปรัชญาตะวันตก พบว่า การสื่อสารทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์ของสังคม ตามที่ อัลมอนด์และเพาเวลล์ (Almond and Powell, 1978) ได้กล่าวว่า การสื่อสารทางการเมืองเป็นหน้าที่พื้นฐานหนึ่งของโครงสร้างระบบการเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นคำกล่าวที่อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างแจ่มชัด เนื่องจากในอดีตจนถึงปัจจุบัน การสื่อสารเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองในทุกยุคสมัยนับตั้งแต่การ “สั่นกระดิ่ง” จนมาถึงยุค “จิ้มแป้น” ในเชิงหลักการด้านการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เนื่องจากการสื่อสารและการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลซึ่งกันและกัน กล่าวคือ การสื่อสารเป็นเงื่อนไขสำคัญ หรือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลง โดยยิ่งมีการสื่อสารมากเท่าไรก็ยิ่งส่งผลให้สังคมเปลี่ยนแปลงมากเท่านั้น จะเห็นจากสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่ถูกตรวจสอบถ่วงดุลด้วยสังคมและผู้คนบนโลกสังคมออนไลน์ ใครดีลกับใครในอีกมุมโลก การต่อสู้บนโลกออนไลน์และโลกแห่งความจริงด้วยข้อมูลที่ย้อนมากจากอดีตและผุดขึ้นในปัจจุบัน
คำถามว่า ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป สำคัญพอๆ กับนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นคนที่ประชาชนยอมรับว่าเหมาะสม พร้อมจะถูกตรวจสอบจากข้อมูลในอดีตและอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการตรวจสอบจากประชาชนที่พร้อมจะใช้พลังจากการสื่อสารบนโลกออนไลน์ ขับเคลื่อนให้กลายเป็นประเด็นที่มีผลกระทบเชิงสังคม
ผู้เขียนในฐานะคนไทยผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ก็ได้แต่หวังว่า เราจะหาทางออกร่วมกันได้อย่างเหมาะสม พึงพอใจของทุกฝ่าย และนำพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าทัดเทียมเยี่ยงนานาอารยประเทศพึงปฏิบัติไงเล่าครับ

