หน้าแรก คอลัมนิสต์ กลองทอง (มโหร...

กลองทอง (มโหระทึก) ดอนตาล มุกดาหาร โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

10.08.23 | 19:29 น.

ชาวมุกดาหาร (จ. มุกดาหาร) เรียกมโหระทึกว่ากลองทอง” เป็นข้อความตอนหนึ่งในหนังสือ “มุกดาหาร เมืองมุกแม่น้ำโขง” (สำนักพิมพ์มติชน จัดทำและพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในพิธีเปิดโรงแรมมุกดาหาร แกรนด์ โฮเทล เมื่อ พ.ศ. 2538หน้า 27)

“มโหระทึก” เป็นคำเก่าซึ่งพบในกฎมณเฑียรบาล สมัยอยุธยาตอนต้น หมายถึงเครื่องประโคมของพราหมณ์จากอินเดีย ประกอบด้วย “กลอง 4 ปี่ 1” ที่ราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยารับจากอินเดีย ตกทอดตั้งแต่ทวารวดี-อโยธยา-อยุธยา

แต่คำมโหระทึกถูกนำมาเรียกสมัย ร.4 หมายถึงกลองทอง ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยสำริด มีอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว

ดังนั้น “กลองทอง” เป็นชื่อเรียกที่เหมาะสม เพราะรูปร่างคล้ายกลอง มีเอวคอด (คล้ายกลองยาว) ทำด้วยทองสำริด ซึ่งเป็นโลหะผสมมีทองแดงเป็นโลหะหลัก

มุกดาหารเป็นบริเวณแหล่งผลิตกลองทอง (มโหระทึก) แห่งหนึ่งของสองฝั่งโขง นักโบราณคดี (กรมศิลปากร) ขุดพบแม่พิมพ์และเศษโลหะสำริด อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ที่บ้านโนนหนองหอ ต. นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร เมื่อ พ.ศ. 2551-2553

Advertisement

นอกจากนั้นยังพบเครื่องใช้สำริดมีลายเส้นคล้ายพิธีกรรมโพนช้าง คำบอกเล่าเกี่ยวกับโพนช้าง (จับช้างป่า) ด้วยหนังปะกำ น่าเชื่อว่าเป็นบรรพชนชาวกูยหรือกวย (รวมทั้งชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ชำนาญจับช้าง) เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ส่งต่อคำบอกเล่าเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์การโพนช้างเข้าสู่ราชสำนักอยุธยาและอื่นๆ แล้วตกค้างสืบเนื่องถึงทุกวันนี้ที่ลุ่มน้ำมูล

คนถือหนังปะกำในมือขวาขณะคร่อมบนหลังช้างในพิธีโพนช้าง ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 (บน) ภาพขยายจากลายเส้นของกรมศิลปากรคัดลอกจากลายนูนบนกระบวยสำริด (ล่าง) ภาพขยายลายนูนรูปกวางรอบกระบวยสำริด ด้านหน้ากระบวยทำรูปช้างมีคนถือขอสับนั่งอยู่บนหลังช้าง ส่วนปากกระบวยทำรูปครึ่งวงกลม ส่วนก้นทำรูปครึ่งวงกลมวางสลับหันหลังชนกันคล้ายใบไม้ ส่วนก้นตรงกลางทำลายดวงตะวันแปดแฉกแบบเดียวกับที่พบบนหน้ากลองทอง (มโหระทึก) 

[จากหนังสือ โนนหนองหอ แหล่งผลิตกลองมโหระทึกในประเทศไทย ข้อมูลจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีโนนหนองหอ ต. นาอุดม อ.นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร ระหว่าง พ.ศ. 2551-2553 พิมพ์เผยแพร่โดยสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (ไม่บอกปีที่พิมพ์) หน้า 208-210]

กลองทอง (มโหระทึก) ใหญ่สุดในไทย พบที่มุกดาหาร เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 ที่บ้านโพน หมู่ 7 ต. บ้านเหล่า อ. คำชะอี จ. มุกดาหาร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 95 เซนติเมตร ซึ่งนับว่าเป็นกลองทอง (มโหระทึก) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้ (จากเว็บไซด์ สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี)

กลองทอง (มโหระทึก) ที่ดอนตาล มุกดาหาร บ่ายวันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ไปที่วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) อ. ดอนตาล จ. มุกดาหาร เพื่อเยี่ยมยามกลองทอง (มโหระทึก) แขวนบนหอระฆัง ที่ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม บอกนานแล้วว่ามีขนาดหน้ากลองกว้างใหญ่มาก และผมเคยไปดูหลายครั้ง

กลองทองต้องใช้แขวนเพราะมีหูระวิงอยู่ลำตัวกลอง แล้วตีด้วยไม้ตี ซึ่งทุกวันนี้ยังมีให้เห็นในพิธีกรรมประจำปีของชาวจ้วง บริเวณ “โซเมีย” มณฑลกวางสี ประเทศจีน (ติดพรมแดนเวียดนาม)

กลองทองวัดมัชฌิมาวาส ดอนตาล ปัจจุบันถูกยกลงจากหอระฆังไปตั้งบนแท่นในอาคารจัดไว้บริเวณติดกับหอระฆัง มีครอบเหล็กแข็งแรงเพื่อความปลอดภัย (มีผู้อธิบายว่า กลองทองอยู่ในอาคารนี้มาแต่เดิม น่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะภาพถ่ายเก่าในหนังสือที่พิมพ์ พ.ศ. 2538 กลองทองแขวนไว้บนหอระฆัง)

กลองทองมีหูระวิงใช้แขวนตี เป็นอย่างเดียวกับกลองเพลแขวนตามวัดและกลองทัด
ในวงปี่พาทย์ต้องใช้ไม้ค้ำตรงหูระวิงให้เหมือนแขวนตีจึงจะมีเสียงดัง

กลองทองสองฝั่งโขง สัมพันธ์กับวัฒนธรรมต่างๆ ดังนี้

(1.) เทคโโลยีหลอมโลหะสำริด พัฒนาเป็นการหล่อพระพุทธรูปสำริดสมัยหลัง
รับพุทธศาสนา

(2.) พิธีฝังศพครั้งที่ 2 มีเก็บกระดูก ได้พัฒนาเป็นงานศพทุกวันนี้เก็บกระดูกไว้บูชา

(3.) ทำนาทดน้ำ มาพร้อมกับเทคโนโลยีสำริด

(4.) ภาษาไทไต มาพร้อมกับวัฒนธรรมทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว 3 เรื่อง ในที่สุดผสมกลมกลืนภาษามอญเขมรมลายูบาลีสันสกฤต กลายเป็นภาษาไทย

 

(บน) กลองทอง (มโหระทึก) แขวนอยู่บนหอระฆังวัดมัชฌิมาวาส อ. ดอนตาล จ. มุกดาหาร พิมพ์ในหนังสือ “มุกดาหาร เมืองมุกแม่น้ำโขง” (ภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2538)

(ล่าง) กลองทอง (มโหระทึก) แขวนอยู่บนหอระฆังวัดมัชฌิมาวาส ถูกเชิญลงไปเข้าขบวนแห่เมื่อมีงานประจำปีของชุมชน

 

(บน) อาคารในวัดมัชฌิมาวาส มีป้ายเขียนว่า “พิพิธภัณฑ์กลองมโหระทึก (กลองโบราณ) ต. ดอนตาล อ. ดอนตาล จ. มุกดาหาร”

(ล่าง) กลองมะโหระทึกของวัดมัชฌิมาวาส ย้ายจากเดิมแขวนไว้บนหอระฆังลงมาเก็บไว้ในลูกกรงเหล็กและตรึงด้วยเหล็กอีกชั้นหนึ่ง เพื่อรักษาความปลอดภัยสูงสุด (ภาพเมื่อ 8 ส.ค. 2566)