ไมเคิล กีเลน : ดนตรีเพื่อคุณค่าทางปัญญาความคิด มิใช่เพื่อสนองอารมณ์ความรู้สึก

13.08.23 | 12:00 น.

ไมเคิล กีเลน : ดนตรีเพื่อคุณค่าทางปัญญาความคิดมิใช่เพื่อสนองอารมณ์ความรู้สึก

ก ารพูดถึงดนตรีในแง่มุม, ความหมายที่ไม่ใช่ด้านของอารมณ์ความรู้สึก คงเป็นเรื่องที่ยากแก่การเข้าใจ แต่ก็มีศิลปินดนตรีชั้นครูเป็นจำนวนมาก ที่มีแนวความคิด, ปรัชญาในการทำงานเช่นนั้น ในแง่มุมทางความคิดของศิลปินเช่นที่ว่านี้ ศิลปะทางดนตรีจึงมิได้เป็นไปเพื่อสนองอารมณ์, ความรู้สึกส่วนตัวของตนเอง (หรือแม้แต่ของใครคนใดคนหนึ่ง) แต่ดนตรีคือกระบวนการการค้นหา และตีแผ่ความจริงอย่างหนึ่ง ดังนั้นการทำงานทางดนตรีจึงต้องเป็นการทำด้วยความตั้งใจรับใช้ศิลปะ, นำเนื้อหา (หรือความจริงนั้น) ออกมาตีแผ่ แนวความคิดต่อดนตรีเช่นที่ว่านี้ เป็นแนวความคิดในเชิง “ภววิสัย” หรือ “วัตถุวิสัย” (Objective) ซึ่งแม้ว่าโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่ค่อยจะเห็นด้วยและไม่ค่อยถนัดช่ำชองนักในการมองศิลปะดนตรีด้วยแนวความคิดเช่นนี้ แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณค่าทางความคิดต่อดนตรีและเพื่อเป็นการเปิดโลกแห่งการรับรู้อีกด้านหนึ่ง เราจึงควรเปิดใจศึกษาถึงดนตรีหรือศิลปะในแง่แนวคิดที่เป็นไปในเชิงภววิสัยบ้าง และในครั้งนี้ผู้เขียนก็จะขอใช้แนวทาง, ความคิดของวาทยกรชาวออสเตรียนามว่า “ไมเคิล กีเลน” (Michael Gielen) เป็นกรณีศึกษา

ชื่อของ ไมเคิล กีเลน อาจจะมิใช่ชื่อที่จะดึงดูดความสนใจของมหาชนคนรักดนตรีได้ดีนัก เพราะเขาไม่ใช่วาทยกรที่ทำงานเพื่อ “อุตสาหกรรมดนตรี” ปรัชญาที่เขายึดมั่นในการทำงานมิได้เป็นไปเพื่อสนองความต้องการของตลาดหรือแม้แต่เพื่อสนองความต้องการของมหาชนผู้ฟังดนตรี วิสัยทัศน์หรือมุมมองของศิลปินเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเพื่อศึกษาคุณค่าทางความคิดของบุคคลเช่นนี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความที่มาจากบทสัมภาษณ์ และบทความอื่นๆ ที่เขียนเกี่ยวกับตัวเขา และได้ฟังผลงานการบันทึกเสียงการตีความดนตรีซิมโฟนีของเขาแล้ว เห็นว่าเขาเป็นศิลปินที่ควรค่าแก่การให้ความสนใจและค้นหาคุณค่าทางความคิดของเขาเป็นอย่างยิ่ง

ไมเคิล กีเลน ถึงแก่กรรมไปในเดือนมีนาคม พ.ศ.2562 ด้วยวัย 91 ปี ดังที่กล่าวไปแล้วว่าเขาไม่ใช่ศิลปินเพื่ออุตสาหกรรมดนตรี แต่มีภูมิหลังทางการศึกษาและการทำงานดนตรีที่ช่ำชอง และที่สำคัญอีกประการหนึ่งนอกจากจะเป็นวาทยกร (Conductor) แล้ว เขายังเป็นนักประพันธ์ดนตรี (Composer) อีกด้วย ในบางด้านเราอาจเรียกว่าเขาเป็นศิลปินดนตรีในกลุ่ม “กระแสรอง” แต่คำว่ากระแสรองมิได้หมายความไปในเชิงคุณภาพ ในทางตรงกันข้ามคำว่ากระแสรองสำหรับเขา (และศิลปินอีกหลายๆ คนในวงการดนตรีคลาสสิก) คือศิลปินที่ไม่ค่อยจะโอนอ่อนผ่อนตามกับเงื่อนไขทางการตลาดของอุตสาหกรรมดนตรี เขาเป็นวาทยกรอีกผู้หนึ่งที่สร้างความลำบากใจให้กับฝ่ายบริหารจัดการ ด้วยการตั้งเงื่อนไขเรียกร้อง ขอระยะเวลาการฝึกซ้อมวงดนตรีที่มากกว่าวาทยกรคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป เพื่อความแน่ใจว่าเขาจะต้องสร้างการตีความทางดนตรีที่มีคุณภาพเพียงพอตามที่ตั้งใจไว้อย่างแท้จริง

เพื่อภาพที่กระจ่างชัดขึ้น เราคงจะต้องไปดูจากบทวิจารณ์, รายงานต่างๆ ที่กล่าวถึงการทำงานของเขาตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส (New York Times) ซึ่ง “เรย์มอนด์ เอริคสัน” (Raymond Ericson) ได้เขียนถึงการปรากฏตัวอำนวยเพลงครั้งแรกของไมเคิล กีเลน กับวงนิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิกในปี พ.ศ.2514 ว่า “เขามีบุคลิกที่ดูเสมือนนักวิชาการ” และกล่าวต่อไปอีกว่า “เทคนิคในการใช้ไม้บาตอง
(Baton) อำนวยเพลงของเขาอาจจะดูไม่หวือหวา, น่าตื่นเต้น แต่มันเป็นการสื่อสารทางดนตรีที่กระจ่างชัดและแม่นยำ” นี่ก็สะท้อนให้เห็นว่า เขามิได้พยายามจะสร้างความน่าประทับใจใดๆ ต่อผู้ชมด้วยลักษณะทางกายภาพที่น่าตื่นเต้นต่อ “คนดู” เขาต้องการให้ “ผู้ฟัง” เพ่งเล็งความสนใจเต็มที่ไปยัง “เสียงดนตรี” ที่บรรเลง และในปีถัดมา (พ.ศ.2515) ในตอนที่เขานำวงออร์เคสตราแห่งชาติเบลเยียม (Belgian National Orchestra) บรรเลงซิมโฟนีของมาห์เลอร์ (Gustav Mahler) ณ หอแสดงดนตรีคาร์เนกีฮอล (Carnegie Hall) นักวิจารณ์ดนตรีเรืองนามในขณะนั้นคือ “แฮโรลด์ ซี. โชนเบอร์ก” (Harold C. Schonberg) กล่าวไว้อย่างแจ่มชัดว่า “มันแทบจะเป็นความปวดร้าวอย่างแท้จริง” และขยายความต่อไปอีกว่า “แน่นอนที่สุด การบรรเลงในแบบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกแบบอ่อนไหวนั้น เป็นสิ่งที่ ไมเคิล กีเลน ผู้ไร้ความฟูมฟาย มิได้เตรียมการมานำเสนอต่อพวกเราแต่อย่างใด”

Advertisement

ไมเคิล กีเลน มีวิธีการอำนวยเพลงโดยยึดปรัชญาแห่งความกระจ่างชัด, ความถูกต้องแม่นยำ ถ้าหากเราจะพยายามมองหาว่าเขามุ่งสร้างความประทับใจแบบใดต่อผู้ฟัง เราก็อาจพอจะกล่าวได้ว่า เขามุ่งนำเสนอดนตรีในด้านของปัญญา, สมองและตรรกะในเชิงโครงสร้าง ดังที่นักวิจารณ์ดนตรีอย่าง เดวิด อัลเลน (David Allen) กล่าวไว้ เมื่อปี พ.ศ.2565 นี้เองว่า “การอำนวยเพลงของเขาอาจจะไม่ได้สร้างความพึงพอใจได้เสมอไป หากแต่มันคือ (การนำเสนอ) ความจริง” ถ้าหากเราได้ติดตามความคิดเห็น หรือบทวิจารณ์เกี่ยวกับตัวเขาในโอกาสต่างๆ เราจะพบข้อสรุปเกี่ยวกับลักษณะการตีความทางดนตรีของเขาที่เป็นไปในเชิง “ภววิสัย” อยู่เป็นนิจ ในอีกวาระหนึ่งที่น่าหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงก็คือ ความเห็นของ “โดนัลด์ เฮนาแฮน” (Donald Henahan) วิพากษ์ถึงการนำวง “ซินซินนาติ ซิมโฟนีออร์เคสตรา” (Cincinnati Symphony Orchestra) มาแสดงที่คาร์เนกีฮอล ในปี พ.ศ.2526 บรรเลงซิมโฟนีของ “อันโตน บรูคเนอร์” (Anton Bruckner) ว่า “…ในบางส่วนของซิมโฟนีของบรูคเนอร์ที่ต้องการลักษณะของการขับร้องและเริงระบำนั้น การบรรเลงในรูปแบบเชิงวิชาการในครั้งนี้ก็ไม่ยินยอมให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจอะไรแบบนั้น…”

ในด้านความมั่นคงแห่งแนวทางศิลปะนั้น ไมเคิล กีเลนมีลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนปรนให้กับเงื่อนไข, สภาพแวดล้อม ในทางตรงกันข้ามเขากลับมีลักษณะนิสัยที่มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมนั้นๆ เสียมากกว่า ยิ่งกับแนวทางอุตสาหกรรมทางการตลาดดนตรีด้วยแล้ว ดูว่าเขาจะมีความสุขมากในการต่อกรกับเงื่อนไขทางการตลาด, การจัดการที่มิได้เอื้อต่อการพัฒนา, สร้างสรรค์ทางดนตรีอย่างแท้จริง ดังที่สะท้อนไว้ในบทสัมภาษณ์เขาในหนังสือพิมพ์ “Cincinnati Enquirer” ในปี พ.ศ.2526 กับคำถามที่ว่า “คุณเป็นวาทยกรที่ใช้แนวทางตรรกะ, เหตุผลทางสติปัญญามากเกินไปรึเปล่า?” เขาก็ตอบกลับด้วยความท้าทายอย่างมั่นใจว่า “…ถ้าหากจะเปรียบเทียบสิ่งที่ผมได้กระทำ, ปฏิบัติ กับสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากบรรดาเพื่อนๆ วาทยกรซึ่งไม่ค่อยจะเน้นความเป็นวิชาการแล้วละก็… ผมต้องกล่าวว่าผมยังพึงพอใจกับการทำงานของตัวเองอยู่…” และเขาก็ทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บแสบว่า “…ไม่มีอะไรที่จะน่าสะพรึงมากไปกว่าการบรรเลงดนตรีแบบโง่ๆ…” ความไม่อินังขังขอบกับเงื่อนไขสภาพแวดล้อมทางการตลาด หรือไม่ห่วงแม้กับกระทั่งความพอใจของแฟนๆ เพลงของเขา ทำให้ในบางครั้งเขาถูกมองว่า เขาเป็นผู้นำทางความคิดแบบผิดๆ หรือแม้กระทั่งถูกมองว่าเป็นพวกนักวิชาการชั้นสูงบนหอคอยงาช้าง นอกจากจะไม่นำเสนอในสิ่งที่ “การตลาด” ต้องการแล้ว เขายังกลับมีแนวโน้มไปในเชิงบังคับนำเสนอในสิ่งที่เขาเชื่อว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้ฟัง (ไม่ว่าผู้ฟังจะต้องการหรือชื่นชอบมันหรือไม่) ด้วยความเชื่อมั่นในทำนองนี้ เขาเคยกล่าวสรุปไว้ในบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ของเมืองซินซินเนติในปี พ.ศ.2524 ว่า “…ศิลปะนั้นได้ให้โอกาสแก่เราในการเผชิญหน้าต่อความจริง…และนั่นก็คงจะไม่ได้ทำให้เราเกิดความรื่นรมย์ได้เสมอไป…”

แนวทางการทำงานดนตรีอันสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของเขาก็คือ ความเชื่อมั่นในคุณค่าของ “ดนตรีคลาสสิกร่วมสมัย” เขาอุทิศตนทำงานหนักในด้านนี้ด้วยการสนับสนุนการเผยแพร่บทประพันธ์ดนตรีที่แต่งขึ้นใหม่ๆ โดยเฉพาะกับตำแหน่งวาทยกรแห่งวงดนตรีประจำสถานีวิทยุในเยอรมนีที่มีชื่อยาวเฟื้อยว่า “SWR Symphony Orchestra Baden-Baden and Freiburg” ซึ่งเขาเป็นผู้นำอยู่ 13 ปี (จากปี พ.ศ.2529-2542) จนกระทั่งวงดนตรีนี้ถูกยุบตัวลงไปในปี พ.ศ.2559 ด้วยเหตุผลส่วนหนึ่งที่มาจากการตั้งเงื่อนไขใช้เวลาฝึกซ้อมวงมากเกินไป เพื่อสร้างความสำเร็จในการบรรเลง และบันทึกเสียงให้ได้ใกล้เคียงกับความประสงค์ของเขาให้มากที่สุด สำหรับใครบางคนที่มีปรัชญาชีวิตแบบ “อยู่เป็น” คงจะสมน้ำหน้าสาแก่ใจในการไม่รู้จักการโอนอ่อนผ่อนตาม และปรับตัวตามสภาพแวดล้อม เมื่อไม่ยอมปรับตัวก็จงตายเสียเยี่ยงไดโนเสาร์ แต่สำหรับศิลปินเยี่ยงเขาแล้ว การไม่ได้กระทำตามวัตถุประสงค์ทางศิลปะ, ไม่สามารถบรรลุตามความตั้งใจทางดนตรีอย่างเต็มเป้าประสงค์ได้ การไม่โอนอ่อนผ่อนตามจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด บทสัมภาษณ์ในนิตยสารไทม์ส (Times) ในปี พ.ศ.2525 ของเขาชี้ให้เห็นถึงความคิดที่แยกแยะดนตรีออกมาจากแนวคิดสุขนิยมว่า “…ความผ่อนคลาย หรือความรื่นรมย์หรรษานั้น มันดูจะเหมาะสมกว่า ถ้าเราจะแสวงหามันได้จาก ‘ความกินดี, อยู่ดี’ มากกว่าที่เราจะมาแสวงมันหาจากดนตรี…” ดนตรีของเขาจึงกระทำขึ้นเพื่อจุดประสงค์ทางความคิด, สติปัญญา มากกว่าที่จะมุ่งสนองความต้องการทางอารมณ์-ความรู้สึก

เขาเป็นศิลปินที่มีลักษณะทางความคิดไปในแบบปรัชญาคลาสสิกกรีกโบราณดั้งเดิม คือไม่เชื่อถือและไม่ไว้วางใจในศิลปะที่เน้นแต่ด้านอารมณ์ความรู้สึกที่หลักลอยไร้เหตุผล คุณค่าแห่งความงามมาจากคุณค่าแห่งตรรกะโครงสร้างแห่งเหตุผล นี่จึงเป็นคำตอบว่าเหตุใด เขาจึงเป็นวาทยกรที่เน้นการทำงานดนตรีด้วยการตีแผ่ความงามในเชิงโครงสร้างดั้งเดิมของผลงานดนตรีนั้น มากกว่าจะ “ตีความ” มันไปในแบบที่ “ฉันคิดว่ามันควรจะเป็น” วิธีคิดในการเตรียมงานอำนวยเพลงของเขาก็คือ การปลดเปลื้องสิ่งที่เป็นอารมณ์, ความรู้สึกส่วนตัว (มุมมองส่วนตัว) ให้ออกไปจากสกอร์ดนตรีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มุ่งตรงไปหาวัตถุประสงค์ดั้งเดิม, แท้จริงที่ผลงานนั้นสร้างสรรค์ขึ้น และจะทำอย่างไรให้มันมีความหมายต่อปัจจุบัน ในที่นี้เราจึงมักจะพบได้ว่า วิธีการตีความซิมโฟนีของไฮเดิน (F.J. Haydn) ของเขาจึงมิได้มีลักษณะแฝงด้วยเสียงหัวเราะร่าเริงเป็นอิสระแบบที่พวกเราคิดว่ามันน่าจะเป็น หรือซิมโฟนีของโมซาร์ท (W.A. Mozart) ของเขามันกลับแสดงลักษณะอันกำยำ, ทรงพลังประดุจพายุ (แนวคิด “Storm & Stress” ในสำนวนดนตรีซิมโฟนีแห่งศตวรรษที่ 18) มันกลับมิได้เป็นโมซาร์ทที่ “กระจุ๋มกระจิ๋ม” ดังที่เราคาดหวังจะได้ยิน หลายๆคนจึงอาจมองว่าเขาเป็นพวกสุดโต่งทางความคิดหรือเป็นพวกหัวโบราณอนุรักษนิยมสุดขั้ว แต่ไมเคิล กีเลน ก็เป็นผู้นำทางดนตรีอีกคนหนึ่งที่ไม่เลื่อมใสในแนวคิด “ดนตรีย้อนยุค” (HIP = Historically Informed Performance) ที่นำเครื่องดนตรีโบราณแบบในศตวรรษที่ 18 ดั้งเดิมออกมาบรรเลงใหม่ ตามจารีตดั้งเดิม เขากล่าวสรุปเชิงเปรียบเทียบในแนวคิดนี้ไว้อย่างกระจ่างชัดว่า “….เพียงแค่การสวมวิกผม (โบราณ) นั่นคงไม่ได้จะทำให้ตัวผมกลายเป็นสุภาพบุรุษแห่งศตวรรษที่ 18 ไปได้หรอก…”

ผู้เขียนนำเสนอเรื่องราวและความคิดของ ไมเคิล กีเลน วาทยกรผู้คู่ควรแก่คำว่า “นักคิด-นักปรัชญา” ในส่วนหนึ่งก็เพื่อหยิบยกสนับสนุนแนวคิดในเชิงวัตถุวิสัย (Objective) ขึ้นมาบ้าง เพราะในโลกแห่งศิลปะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกของดนตรีถูกนำไปเชื่อมโยงกับส่วนที่เป็นอารมณ์-ความรู้สึกมากเกินไป มากจนในบางขณะที่มันเริ่มจะนำพาเราไปสู่การตามใจตัวเองโดยไร้เหตุผลยิ่งในปัจจุบันด้วยแล้วดนตรีดูจะถูกนำไปใช้เพื่อสนองอารมณ์, ความรู้สึกส่วนตัวกันมากขึ้นๆ และดนตรีก็กำลังจะกลายเป็นเพียง “ความบันเทิง” เพื่อสนองอารมณ์ขั้นผิวเผินไปในที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะถูกนำพาไปสู่แนวคิด “เต้นกินรำกิน” อันตื้นเขินและน่าเจ็บปวด แม้กระทั่งดนตรีคลาสสิกในปัจจุบันก็ยังมีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้มันเป็น “เรื่องง่ายๆ” (ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อคำว่า “มักง่าย”) การหันกลับไปศึกษาแนวความคิดของศิลปินนักคิดอย่าง “ไมเคิล กีเลน” เสียบ้างคงจะช่วยกระตุกรั้งเรากลับมาทบทวนให้เราหันมาพิจารณาถึง “คุณค่าทางดนตรี” กันเสียใหม่ได้บ้างไม่มากก็น้อย

บวรพงศ์ ศุภโสภณ