เลิกฟังประชาชนแล้วจริงหรือ
น่าจะจบแล้ว การฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ที่ “พรรคเพื่อไทย” พลิกขึ้นมาเป็นพรรคแกนนำ แทน “พรรคก้าวไกล” ที่แม้จะรวบรวม ส.ส.ได้กว่าค่อน แต่ถูกต่อต้านเด็ดขาดจากเกือบทั้งหมดของ “250 ส.ว.” และถูก “องค์กรสถาปนา” เล่นงานหนัก
จน “ก้าวไกล” กลายเป็นพรรคการเมืองหัวเดียวกระเทียมลีบในเกมช่วงชิงอำนาจ
“เพื่อไทย” ที่ก่อนหน้านั้นเคยเผชิญกับการจัดการด้วยกลไกอำนาจทำนองเดียวกัน พลิกกลับมาสู่การยอมรับมากกว่า
ถึงวันนี้จึงดูไม่เป็นอื่นแล้ว
เสียงสนับสนุน ที่รวมพรรคร่วมรัฐบาลเดิมแล้วเกินครึ่งสภาผู้แทนตามเงื่อนไขการจัดตั้งฟอร์ม ครม. และขจัดปัญหา 250 ส.ว.ที่ทรงอำนาจวาสนาบารมีได้สำเร็จ
เพื่อเป็นรัฐบาลให้ได้ เพื่อไทยดูจะชัดเจนว่าพร้อมรับทุกสภาพ ไม่ว่าจะเสี่ยงกับการต้องสูญเสียอะไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจ อยู่ที่ 3 ภารกิจเป้าหมายที่ “เพื่อไทย” ประกาศว่าจะต้องเข้ามาทำ
หนึ่ง การแก้ฟื้นฟูวิกฤตเศรษฐกิจที่สะสมมาตลอด 9 ปี
สอง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
สาม “สลายความขัดแย้ง”
ที่บอกว่าน่าสนใจเพราะทั้ง 3 เรื่องล้วนเกี่ยวพันกับส่วนผสมของรัฐบาลที่ “เพื่อไทย” กำลังฟอร์มอย่างมีประเด็นสำคัญให้ต้องพินิจ พิจารณาถึงความเป็นไปได้ของความสำเร็จ
เริ่มแรกจาก คำประกาศ “ต้องฟื้นฟูความตกต่ำด้านเศรษฐกิจของประเทศที่สะสมมาตลอด 9 ปี”
คำถามคือ “วิกฤต หรือความตกต่ำ” นั้น ใครเป็นคนทำ ใช่ “พรรคการเมือง หรือบุคลากร” ที่จะเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยกำลังจัดตั้งอยู่ไม่ใช่หรือ แน่ใจได้อย่างไรว่าส่วนผสมของรัฐบาลชุดใหม่จะเอาด้วยกับวิธีการบริหารเศรษฐกิจที่อาจจะส่งผลต่อการจัดสรรผลประโยชน์ที่ผู้สนับสนุนกลุ่มอำนาจเก่าในทุกมิติเคยได้รับ จนต้องต่อต้านความเปลี่ยนแปลงอย่างสุดฤทธิ์อย่างที่รู้ๆ กันอยู่
การจัดการวิกฤตโดยร่วมมือกับกลุ่มผู้รับผลประโยชน์จากวิกฤตเป็นไปได้หรือ “เพื่อไทย” จะทำอย่างไร
ตามด้วย “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เป็นที่รู้อยู่เช่นเดียวกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือของ “การสืบทอดอำนาจ” มีการสรุปกันถึงขนาดว่า “เอากลไกรัฐประหารมาใส่ไว้ในกติกาสูงสุดของประเทศ” มีเจตนาให้ “อำนาจนอกระบอบระบบประชาธิปไตย อยู่เหนืออำนาจประชาชน” ทำให้ “นักการเมือง และพรรคการเมืองอยู่ในการควบคุมขององค์กรที่ระบบสืบทอดอำนาจสถาปนาขึ้นมา”
การร่วมกับ “พรรคการเมือง” ที่มาจากผลพวงการสืบทอดอำนาจ หรือให้การสนับสนุนอย่างชัดเจนเต็มกำลังอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ พรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างที่ตั้งใจไว้
เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการทำลาย “อำนาจสถาปนา” ที่ “ขบวนการผูกขาดอำนาจ” ใช้เป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อสู้ทางการเมือง
“เพื่อไทย” ที่ต้องร่วมรัฐบาลกับเจ้าของรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตัวเอง จะแก้ไขได้อย่างไร
เมื่อพูดถึง “การสลายความขัดแย้ง” ในความเป็นจริง สารพัดความขัดแย้งที่สร้างขึ้นมา จนบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศจนทุกวันนี้ ไม่ใช่เกิดจากการจัดการกับ “พรรคไทยรักไทย” ที่แม้จะอวตารมาเป็น “พลังประชาชน” และ “เพื่อไทย” แล้ว ยังเป็นเป้าหมายที่จะต้องทำลายล้าง หรือกดข่มให้สยบยอมอย่างโงหัวไม่ขึ้นหรอกหรือ
การร่วมมือกับกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนการเมืองด้วยเจตนาทำลายล้างแบบนั้น จะเที่ยวหวังว่าจะ “สลายความขัดแย้ง” ได้หรือ
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็ตาม หากติดตามการเมืองใกล้ชิดเห็นความเป็นมาเป็นไปสักหน่อย ย่อมอดที่ถามไม่ได้ว่า แม้พรรคเพื่อไทยโหยหาอำนาจรัฐ ต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้นสักแค่ไหน
แต่ภารกิจที่เห็นเหตุผลใช้ฟอร์ม ครม.แบบ “สลายขั้ว” แบบนั้น เป็นเรื่องที่เชื่อว่าทำได้จริง หรือแค่ข้ออ้างโดยคิดว่าประชาชนจะเชื่อถือจนเห็นว่ามีความชอบธรรมที่สลัดทิ้งแนวร่วมประชาธิปไตยเท่านั้น
เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องราวที่ควรจะให้คำตอบกับประชาชนที่เทคะแนนเลือกเข้ามาด้วยความหวังให้ร่วมกัน “หยุดการสืบทอดอำนาจ” หรือ

