สถานีคิดเลขที่ 12 : ประชาชนโกรธ

15.08.23 | 12:33 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : ประชาชนโกรธ หลังการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย

หลังการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล ประชาชนกองเชียร์ก็รู้สึกโกรธ
ขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็รู้ตัว และน้อมรับผลกระทบ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์หลังการเลือกตั้งปี 2566 นี้ ทำให้หลายคนตาสว่าง
ตาสว่างที่ได้เห็นเจตนาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กำหนดให้เสียงวุฒิสภาอยู่เหนือเสียงประชาชน
แม้การเลือกตั้งปี 2562 จะไม่ชัด เพราะพรรคพลังประชารัฐรวบรวมเสียง ส.ส.ได้เกินครึ่ง จึงนำมาเป็นข้ออ้างสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ
แต่การเลือกตั้งปี 2566 ทั้ง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกล ต่างพลาดจากนายกฯ และรัฐบาล แม้ว่าจะรวบรวมเสียง ส.ส.ได้เกินครึ่งสภา
ภาพของเสียงน้อยใหญ่กว่าเสียงมากก็เด่นชัด

ยังมีปรากฏการณ์การจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังฉายภาพความเป็นจริงทางการเมือง
คงไม่ลืมว่า ก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยถูกกล่าวหาด้วยข้อหาฉกรรจ์
คงจำกันได้ พรรคไทยรักไทยเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย
ข้อกล่าวหาดังกล่าวติดตัวมาจวบจนถึงปัจจุบัน
แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมานาน พรรคไทยรักไทยถูกยุบ พรรคพลังประชาชนถูกยุบ กระทั่งก่อเกิดเป็นพรรคเพื่อไทย ข้อกล่าวหานี้ก็ยังดำรงอยู่

หนักหนาไปกว่านั้น คือข้อกล่าวหาที่พุ่งเป้าไปที่ ทักษิณ ชินวัตร
ถึงขนาดกล่าวหาว่าเป็นภัยความมั่นคง และตอนที่ กปปส.ระดมม็อบออกมาขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ข้อกล่าวหาที่รัฐบาลเพื่อไทยถูกโจมตีอย่างหนักก็คือนิรโทษกรรมเหมาเข่ง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนภาพเพื่อไทยถูกทำลายทุกวิถีทาง
แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน ข้อกล่าวหาต่างๆ กลายเป็นอดีต

ขณะนี้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และขอเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองให้สนับสนุน นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี
ส่งเทียบเชิญไปให้พรรคไหน พรรคนั้นก็ยินดีต้อนรับ
แม้แต่พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติก็พร้อมทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย
ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตเชิงนโยบาย ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความมั่นคง หายไปในพริบตา

Advertisement

พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพรรคเนื้อหอมที่พรรคทุกขั้วพร้อมเจรจา
แม้แต่สมาชิกวุฒิสภาก็มีแนวโน้มจะโหวตให้นายเศรษฐาเป็นนายกฯ
ล่าสุด นายวันชัย สอนศิริ ออกมาแสดงความเชื่อว่า 90 เปอร์เซ็นต์น่าจะสนับสนุน
หรือนี่คืออานุภาพแห่งความเป็นพวกพ้อง
เพียงแค่ไม่ยอมรับก้าวไกล ทุกอย่างก็พลิกเปลี่ยน
ทุกข้อกล่าวหาที่เคยถูกโจมตี พร้อมมีผู้แก้ต่าง แล้วทุกอย่างก็เหมือนจะจบลง
วันนี้ไม่มีใครกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา ไม่กล่าวหาว่าทุจริตเชิงนโยบาย และเลิกมองเพื่อไทยเป็นภัยความมั่นคง
หรือนี่จะเป็นอีกข้อพิสูจน์ตามวิถีการเมืองเรื่องอำนาจ

เมื่อเพื่อไทยเป็นคู่แข่งก็จะกลายเป็นภัยของแผ่นดิน
แต่พอมองเพื่อไทยเป็นพวก ข้อกล่าวหาแม้จะร้ายแรงเพียงใดก็ไร้ความหมาย
สถานการณ์ที่พลิกผันเช่นนี้บนวิถีการเมืองอาจจะแลดูเป็นปกติ
แต่สำหรับประชาชนที่เคยเชียร์ย่อมรู้สึกช็อกต่อปรากฏการณ์การเมืองในขณะนี้ หลายคนรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอก
อารมณ์โกรธและโมโหจึงตามมา

ณ เวลานี้ ใครจะโกรธก็ต้องโกรธ หรือจะโมโหก็ต้องโมโห
แต่หลังจากโกรธและโมโหแล้ว อยากให้ช่วยกันทบทวน
ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน จะมีหนทางใดที่ดีกว่านี้
แล้วถ้าจะไม่ให้เป็นแบบที่ทำให้เดือดเช่นที่ปรากฏ
พวกเราจะต้องช่วยกันแก้ไขตรงไหน อย่างไร

นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]