ความหวัง
ผมไม่แน่ใจว่าคนเราจะอยู่ได้โดยไม่มีเสรีภาพ ไม่มีความหวังได้หรือไม่ ในช่วงเวลาอันยาวนานตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ที่เราเคยกดคนลงเป็นทาส ทาสเองอาจจะยังคงมีความหวังอยู่ เพียงแต่จำกัดในเรื่องการอยู่กินที่ดีตามอัตภาพ ในเรื่องเสรีภาพคงไม่หวัง เพราะความคิดของทาสย่อมถูกครอบไว้ให้รับสภาพการเป็นผู้รับใช้ที่ไม่สามารถขบถต่อสภาพเช่นนี้ได้ ในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยา ชาวยุโรปเริ่มเชื่อในหลักเหตุและผลมากกว่าหลักจารีต เมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ปราชญ์ในยุคเรืองปัญญาในยุโรปและอเมริกาเหนือจึงท้าทายความคิดเรื่องเทวสิทธิ์ ว่าเป็นเพียงวาทกรรมที่ผู้นำศาสนาคริสต์และผู้นิยมราชาประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้ความชอบธรรมแก่อำนาจ นักปราชญ์เริ่มกล่าวถึงสิทธิธรรมชาติและสิทธิมนุษยชน โดยถือว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ชาวยุโรปและอเมริกันเกิดความหวังว่าจะมีเสรีภาพและจะปกครองตนเอง
การมีเสรีภาพและการปกครองตนเองเป็นความใฝ่ฝันอันมีมายาวนาน ชาวตะวันตกใช้เวลานับศตวรรษกว่าจะทำความฝันนี้ให้เป็นจริงสำหรับคนส่วนใหญ่ของพวกเขา แต่สำหรับผู้คนในส่วนอื่น ๆ ของโลก พวกเขากลับทำตัวเป็นผู้กดขี่และผู้ตักตวงประโยชน์ โดยส่งทหาร พ่อค้า และนักบวชเข้ายึดครองดินแดนที่เรียกชื่อว่าเป็นอาณานิคม เจ้าอาณานิคมพูดว่าเสรีภาพและการปกครองตนเองเหมาะสำหรับพวกเขา แต่ไม่เหมาะกับชนพื้นเมืองที่ต้องการให้พวกเขาปกครอง ชนพื้นเมืองถูกจำกัดเสรีภาพและมีความหวังเท่าที่เจ้าอาณานิคมจะเอื้อให้มี
ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เกิดสงครามโลกสองครั้งที่เป็นภัยพิบัติอันใหญ่หลวง ในระหว่างสงคราม เสรีภาพต้องรอ ชัยชนะต้องมาก่อน แม้จะด้วยวิธีการที่โหดร้ายปานใด แต่พอหลังสงคราม ถึงเวลาการปลดปล่อยอาณานิคม ความหวังในเสรีภาพและความเท่าเทียมกันถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ในประเทศส่วนใหญ่ของโลก พอกันทีสำหรับยุคสมัยการแบ่งโลกแล้วปกครองของชาติตะวันตก แต่กระนั้น โลกถูกแบ่งเป็นสองค่ายที่ต่างฝ่ายต่างก็บังคับความภักดีของประเทศที่เล็กกว่า ถึงกับทำสงครามตัวแทนให้มหาอำนาจก็มี
ประเทศสยามภูมิใจที่รอดภัยอาณานิคมมาได้ด้วยความสามารถของพระมหากษัตริย์และขุนนางในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และประเทศไทยรอดพ้นการเป็นฝ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองมาได้ โดยชนชาวไทยทั้งในและนอกประเทศได้แสดงเจตจำนงไม่ยอมรับการประกาศสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ด้วยการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยเพื่อช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตรในการต่อสู้กับญี่ปุ่นที่ยึดครองประเทศไทยอยู่ในระหว่างสงคราม โดยนายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ออกประกาศสันติภาพในพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2488 หนึ่งวันหลังจากที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม และต่อมาจนถึงวันนี้ ชาวไทยได้ถือวันที่ 16 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสันติภาพไทย วันแห่งสันติภาพได้จุดประกายความหวังว่าประเทศไทยจะผ่านพ้นยุคแห่งสงครามไปได้
แต่ต่อมาเป็นยุคสงครามเย็น คนจำนวนมากเลือกข้าง ประเทศไทยได้เลือกข้างที่จะอยู่กับสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามกับเกาหลีเหนือ และกับเวียดนามเหนือ และเครื่องบินที่ไปทิ้งระเบิดในลาวและกัมพูชาก็บินไปจากไทย ระเบิดที่ด้านคือไม่ระเบิดเมื่อตกถึงพื้น ระเบิดที่ปล่อยสารเคมีสีส้มที่ทำให้ต้นไม้โกร๋นเพื่อไม่ให้เป็นที่กำบังหลบซ่อน ยังคงเป็นพิษเป็นภัยแก่พลเรือนในลาวและกัมพูชาตราบจนทุกวันนี้
อย่างไรก็ดี การสงครามก็ไม่เที่ยง การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1991 เป็นเหมือนการประกาศการสิ้นสุดของสงครามเย็น คนจำนวนมากเชื่อว่านี่จะเป็นยุคทองของเสรีประชาธิปไตย และในระบอบประชาธิปไตย เรามีกลไกการตัดสินใจโดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับกันแล้วไม่ใช่หรือ เราเริ่มหวังว่าคนทุกคนในโลกจะมีเสรีภาพ จะเคารพสิทธิมนุษยชน แต่นั่นแหละ สงครามเย็นสิ้นสุด แต่การต่อสู้เพื่ออำนาจและการเอารัดเอาเปรียบก็ดำเนินต่อไป
ในประเทศไทย การรัฐประหารซ้ำซากด้วยลูกไม้เดิม ๆ น่าจะทำให้หลายคนผิดหวัง เมื่อไรเสรีภาพจะลงหลักปักฐานเหนือวาทกรรมความมั่นคง การเคารพผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจเสียที ในเก้าปีที่ผ่านมา พวกเราหลายคนต้องอดทนกับการกดทับของระบบที่ทหารและข้าราชการเป็นใหญ่ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์ผู้เน้นมิติทางวัฒนธรรม ที่เพิ่งจากเราไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ผมยังจำความเห็นของนิธิในเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมได้โดยสังเขปว่า วัฒนธรรมทางการเมืองคือรัฐธรรมนูญที่แท้จริงของรัฐ ในวัฒนธรรมการเมืองไทย มีการคานอำนาจด้วยอิทธิพล โดยคำว่าอิทธิพลหมายถึงความสามารถในการทำเป้าหมายของตนให้บรรลุผล โดยไม่อาศัยสถานะทางกฎหมาย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือรูปแบบที่ไม่เป็นทางการของอำนาจนั่นเอง
ตามสายบังคับบัญชาของทหารที่เขียนไว้ในกฎหมาย ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ทหารที่ลดหลั่นลงไปคือนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ แม่ทัพภาค ฯลฯ แต่ในเรื่องอิทธิพล บางครั้งต้องยกให้ผู้บัญชาการทหารบกเป็นใหญ่ ต้องยกให้แม่ทัพภาคที่สี่ผู้มียศพลโทเป็นใหญ่กว่าเลขาธิการ ศอ.บต. ที่มีตำแหน่งเทียบเท่าปลัดกระทรวง เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเรามีธรรมเนียมการยึดอำนาจโดยการรัฐประหารที่นำโดยผู้บัญชาการทหารบก ที่สามารถสถาปนาอำนาจสูงสุดเหนือรัฐธรรมนูญได้ทุกบ่อย
อีกตัวอย่างหนึ่งที่นิธิกล่าวถึงคือ อำนาจ/อิทธิพลของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามกฎหมาย พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ แต่ตามวัฒนธรรม เชื่อว่าทรงมีพระราชอำนาจกำหนดทิศทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ตามคติความเชื่อว่าพระองค์ทรงความศักดิ์สิทธิ์ หมายความว่าทรงมีอำนาจลี้ลับ (ศักดิ์) เละทรงมีฤทธิ์ (สิทธิ์) นั่นเอง
จึงไม่น่าแปลกใจว่า การที่พรรคก้าวไกลเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 นั้น จะเป็นที่ระคายเคืองต่อ ส.ว. และ ส.ส. สายอนุรักษ์ถึงเพียงนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า การที่พรรคก้าวไกลเสนอต่อพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ร่างพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และพรรคเพื่อไทยรับคำโดยทำเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะทำตามที่พรรคก้าวไกลเสนอนั้น จะทำให้ทหารผู้มีอิทธิพลสูงทางการเมืองและถือตนว่าเป็นเสาหลักของความมั่นคงจะระคายเคืองมากเช่นกัน
ในคลิปวิดิโอของ The Standard นิธิให้สัมภาษณ์ในหัวข้อ “ทหารมีไว้ทำไม” และให้คำตอบว่า ไม่ได้มีไว้เพื่อรบกับประเทศมหาอำนาจ เพราะถึงอย่างไรก็สู้เขาไม่ได้อยู่ดี แต่เขาคานกันเอง คือมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งคงจะไม่นิ่งเฉยเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งรุกรานเรา ส่วนเราก็ไม่มีประเด็นจะไปรุกรานหรือถูกรุกรานโดยประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นมิตรและต่างต้องพึ่งการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศเหมือนกัน นิธิสรุปว่า ทหารมีไว้เพื่อการเมืองในประเทศ มีไว้ “ปราบปรามประชาชน”
พรรคก้าวไกลให้ความหวังการปฏิรูปกองทัพ แต่จะหวังได้เพียงใดหลังจากที่พรรคเพื่อไทยไปจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่ฝ่ายทหารจัดตั้งหลังการรัฐประหาร
ในงานรำลึก “นิธิ นิธิ นิธิ” ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ยุกติ มุกดาวิจิตรกล่าวว่า นอกเหนือจากงานวิชาการแล้ว นิธิยังเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้นำคนหนึ่งของคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ที่ประชาชนเกินกว่า 30,000 รายร่วมลงนามเสนอแก้ไขมาตรา 112 เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ยุกติเผยว่า นิธิเปรยว่าอาจจะอยู่ได้ไม่ทันเห็นผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม แต่จากการที่ผลออกมาเกินกว่าที่คาด คือพรรคการเมืองที่เสนอเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชนะการเลือกตั้ง ยุกติจึงสรุปว่า “นั่นอาจเป็นขวัญกำลังใจที่สังคมไทยจะมอบให้แก่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้เขาได้เดินทางไปสู่ภพหน้าอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง”
ผมก็มีความหวังการเปลี่ยนแปลงไปกับพรรคก้าวไกล แล้วก็ผิดหวังกับการเปลี่ยนไปของพรรคเพื่อไทย ที่อ้างความจำเป็นจะต้องไปจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคขั้วอำนาจเดิม และบางพรรคอาจอ้างความปรองดองผ่านการสลายขั้ว ซึ่งไม่น่าจะกินใจเพราะเป็นวาทกรรมเก่าที่กลวงในด้านเนื้อหา
แต่ผมก็ผิดหวังกับท่าทีของพรรคก้าวไกลในขณะนี้เช่นกัน พรรคก้าวไกลโกรธพรรคเพื่อไทยจนถึงกับลืมหลักการสำคัญที่ต่อสู้มา หลักนั้นก็คือ กลุ่มพรรคการเมืองที่รวมกันเป็นเสียงข้างมาก (ข้างมากเด็ดขาดหรือข้างมากธรรมดา) ควรเป็นกลุ่มพรรคการเมืองที่จัดตั้งรัฐบาล โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเสียงจาก ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ในกรณีเฉพาะหน้านี้ พรรคก้าวไกลควรยืนยันในหลักการ และลงคะแนนสนับสนุนให้แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ถึง ส.ส. ก้าวไกลจะโกรธและบริภาษด่าทอพรรคเพื่อไทยอย่างไรก็เข้าใจได้ แต่ขอให้ยึดหลักการไว้ก่อน
เหตุการณ์กำลังพาไป ให้กลับสู่โครงสร้างเดิม วิธีการเดิม การต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีแบบเดิม พรรคร่วมแต่ไม่มีนโยบายร่วม พรรคที่คุมกระทรวงใดก็จะกำหนดนโยบายของกระทรวงนั้นแบบเดิม ๆ ใครที่หวังในการเมืองใหม่อาจจะต้องทำใจอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า
บทความนี้เขียนเรื่องความหวังจึงไม่อยากจะกล่าวถึงแต่ในเรื่องน่าหดหู่ จึงขออ้างบทความชื่อ “การเมืองทางสายกลาง” ที่หมอประเวศ วะสี เขียนลงในหนังสือพิมพ์วันที่ 15 สิงหาคม มาปลอบประโลมใจบ้าง หมอประเวศเสนอว่า “การเมืองที่แบ่งข้างแบ่งขั้วสูงสุด เปลืองพลังไปกับความขัดแย้งมาก เหลือพลังสร้างสรรค์น้อยและเคลื่อนไม่ได้ไกล เพราะโดนขั้วตรงข้ามจับสกัดไว้” [ผมขอเสริมว่า ถ้าฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาลเล่นการเมืองแบบเดิม คือรัฐบาลเสนออะไรฝ่ายค้านก็ค้าน ฝ่ายค้านเสนออะไรฝ่ายรัฐบาลก็ปฏิเสธ การขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงทางสร้างสรรค์ก็จะทำได้น้อย] หมอประเวศจึงเสนอว่า พระพุทธองค์สอนเรื่องทางสายกลาง เป็นไปตามเหตุตามผล ไม่สุดโต่ง ไม่แบ่งข้างแบ่งขั้ว “เป็นทางสายปัญญา ความรักความเมตตา และความร่วมมือ”
หมอประเวศมีข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ พอสรุปได้ดังนี้
1.รับฟังข้อเสนอของคนทั้งประเทศ ว่าประเทศไทยมีประเด็นใหญ่อะไรบ้าง สมมุติว่าวิเคราะห์แล้วได้ 25 ประเด็น
2.หานักวิชาการทางนโยบายมาสังเคราะห์ให้เป็นนโยบายสาธารณะ 25 เรื่อง
3.สื่อสารนโยบายสาธารณะ 25 เรื่องให้คนไทยรับรู้อย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดความมุ่งมั่นร่วมกัน
4.จัดตั้งกลุ่มขับเคลื่อนนโยบายที่มีสมรรถนะสูง 25 กลุ่มเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นระบบครบวงจร
5.เมื่อนโยบายสาธารณะประสบความสำเร็จทุกเรื่อง ประเทศไทยก็จะกลายเป็นแผ่นดินศานติสุข ที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมและงดงาม
6.กระบวนการที่กล่าวนี้เรียกว่า Participatory Public Policy Process หรือ P4 กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม จึงเป็นประชาธิปไตยโดยเฉพาะอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงกลไกไปสู่อำนาจ
7.เมื่อคนไทยได้ผ่านการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ความสำเร็จ ก็จะรักกันมาก เชื่อถือไว้วางใจกัน เกิดปัญญาร่วม
หมอประเวศสรุปว่า การเมืองทางสายกลางมีอานิสงส์ถึงเพียงนี้ จะพลิกโฉมประเทศไทยภายใน 4 ปี
เนื่องจากผมจิตตกไปกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน อยากจะมีความหวังมากกว่านี้ หวังกับปัจจัยภายนอกมาก ก็ทำอะไรมากไม่ได้ จึงหวนมานึกถึงความสงบและความอ่อนโยนภายใน พอดีหมอประเวศกล่าวถึงทางสายกลาง เลยหยิบหนังสือ “ทางสายกลาง: ศรัทธาอย่างมีเหตุผล” ที่เขียนโดยองค์ทะไลลามะ และแปลโดย นัยนา นาควัชระขึ้นมาอ่าน ในอารัมภบทองค์ทะไลลามะเขียนว่า
“ในแต่ละวัน เราได้ยินข่าวการนองเลือดและการก่อการร้าย … ข้าพเจ้าคิดว่าปัญหาบางเรื่องที่เราเผชิญในปัจจุบัน เป็นผลมาจากความละเลยที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18, 19 และ 20 และน่าเสียดายที่มีคนบางคนจงใจปลุกเร้าความอาฆาตพยาบาทกันเอง เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แล้วมาตรการที่ดีที่สุดที่จะรับมือกับความรุนแรงเหล่านี้คือวิธีใด? ข้าพเจ้าขอแย้งว่าเราต้องไม่ใช้ความรุนแรงและการนองเลือดอีกต่อไปแล้ว เราจะต้องไม่แก้ปัญหาที่เกิดจากความรุนแรงด้วยการใช้ความรุนแรง … วิธีที่ดีที่สุด (และอันที่จริงเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด) ก็คือการแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา เราจะต้องเคารพประโยชน์และความต้องการของผู้อื่น และต้องรู้จักประนีประนอม หากไม่ใส่ใจความต้องการของผู้อื่น ในที่สุดเราเองก็อาจต้องทุกข์ไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องรู้จักเห็นแก่ผู้อื่น”
องค์ทะไลลามะอ้างถึงคำสอนทางสายกลาง มูลมธยมกการิกา ของนาคารชุน และคำสอน คุณลักษณะที่สำคัญสามประการของมรรคาธรรม ของคุรุซงคาปะ ได้แก่
1) การสละโลกอย่างแท้จริง [ชวนให้นึกถึงวลีในพระมหาสติปัฏฐานสูตรที่ว่า วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง แปลว่า นำความพอใจและไม่พอใจในโลกออกเสียได้] อันนำไปสู่ความความกรุณา หรือปรารถนาจะบรรเทาทุกข์ให้สรรพสัตว์ทุกผู้ทุกนามอย่างไม่มีเงื่อนไข
2) การมีโพธิจิต คือจิตตื่นรู้ที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาสองประการคือ ปรารถนาจะสงเคราะห์ผู้อื่นให้อยู่ดีมีสุข และปรารถนาที่จะตรัสรู้เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนี้
3) การปฏิบัติภาวนาพิจารณาความว่างแบบสายกลาง คือมองว่าโลกแห่งปรากฏการณ์ภายนอก (หรือโลกแห่งสมมุติสัจจ์) เป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท การมองเช่นนี้สลายความคิดสุดโต่งที่เชื่อว่ามีตัวมีตน กับโลกแห่งความว่างที่ปรากฏการณ์แม้ว่างเปล่าจากสวภาวะแต่ก็บังเกิดขึ้นในความว่างพร้อมกับคุณลักษณะของมัน การมองเช่นนี้สลายความคิดสุดโต่งว่าไม่มีตัวมีตน อันที่จริง ทั้งสองมุมมองไม่ควรมองแยกกัน ทว่าให้มองเห็นทั้งสองพร้อมกันในคราวเดียว
ผมปรารถนาจะมีศรัทธาอย่างมีเหตุผล เผื่อแผ่ และเป็นทางสายกลาง ปรารถนาให้โลกนี้ละทิ้งความรุนแรง เพื่อให้ทุกคนมีเสรีภาพตามปรารถนาของตน ผมมีความหวังที่จะเดินไปตามแนวทางนี้ แม้รู้ว่าตนเองมีความก้าวหน้าน้อยบนเส้นทางก็ตาม และหนทางระดับตนเองและระดับสังคมนั้นยังอีกยาวไกล แต่ความหวังยังมีและขอรักษาไว้
โคทม อารียา

