หน้าแรก คอลัมนิสต์ สลายขั้ว ยุติ...

สลายขั้ว ยุติสงครามเสื้อสี…?

24.08.23 | 12:42 น.
สลายขั้ว ยุติสงครามเสื้อสี...? สถานการณ์การโหวตหาตัวนายกรัฐมนตรี

สถานการณ์การโหวตหาตัวนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนจากพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำมาเป็นพรรคเพื่อไทย พร้อมกับการประกาศหลักการใหม่ “สลายขั้ว” ทุกพรรค โละทิ้งของเดิม “ไม่ข้ามขั้ว มีเรา ไม่มีลุง” อย่างหน้าตาเฉย

อ้างเหตุผลสนับสนุนว่า เพื่อเปิดโอกาสไปสู่การยุติความขัดแย้ง สงครามสีเสื้อ เหลืองแดงที่ดำเนินมานานยี่สิบปี ก่อนนำไปสู่การปรองดอง สมานฉันท์ หันหน้าเข้าหากัน ของผู้เห็นต่างทางการเมืองต่อไป

แต่ก็ไม่วายเกิดคำถามตามมาทันที สลายขั้วเพื่อสมานฉันท์ ปรองดอง อย่างแท้จริง หรือเป็นแค่ฉากละครการเมือง ขอให้ได้ครองอำนาจไว้ก่อน อุดมการณ์เก็บใส่ลิ้นชักไว้ชั่วคราว

เป็นการเคลื่อนไหวภายใต้หลักคิด ขอเพียงบรรลุเป้าหมาย วิธีการอย่างไรไม่สำคัญ ตามวลีอมตะของพญามังกรจีน เติ้ง เสี่ยวผิง “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็แล้วกัน”

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปก็คือ ความเชื่อที่ว่าการสลายขั้วจะทำให้เกิดการปรองดอง สมานฉันท์ ในทางปฏิบัติจะเป็นจริงแค่ไหน

Advertisement

หลักการสลายขั้วจะมาทดแทนหรือสลายวิธีคิดเดิม แบ่งขั้ว เลือกข้าง ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการอนุรักษนิยม ให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิงหรือไม่

ต่อไปนี้ไม่มีฝ่าย ไม่มีขั้ว ทั้งก้าวหน้าและล้าหลัง ใดๆ อีกแล้ว ทุกฝ่ายล้วนเป็นขั้วเดียวกันคือ ขั้วประชาธิปไตย เพียงแต่สลับกันทำหน้าที่ฝ่ายบริหารกับฝ่ายค้าน จากการตัดสินใจของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

การเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยที่กำลังดำเนินไป จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตาม เนื่องเพราะเกิดขึ้นพร้อมกับบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

ตั้งแต่การสิ้นสุดของบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ 2560 อำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ถูกยกเลิกไป พร้อมกับการครบวาระ 5 ปีของวุฒิสมาชิกในเดือนพฤษภาคม 2567 ต้องเริ่มกระบวนการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกชุดใหม่ จำนวน 200 คน ตามกลุ่มอาชีพ

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติบางหมวด บางมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อหลักการสลายขั้ว เพื่อปรองดอง สมานฉันท์ ยังไม่ถูกยกเลิก ได้แก่ หมวดที่ 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะกำหนดเงื่อนไขต้องมีวุฒิสมาชิกเห็นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ทั้งวาระแรกและวาระที่ 3 คือ คน 66 คน จึงยังเป็นปัจจัยทำให้ความขัดแย้งเดิมระหว่างสองฝ่าย “ก้าวหน้ากับอนุรักษ์” กลับคืนมาอีก

รวมทั้ง หมวด 16 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ

ทั้งสองหมวด ยังคงให้อำนาจ บทบาทวุฒิสมาชิกอยู่เช่นเดิม เนื่องจากต้องใช้ที่ประชุมรัฐสภาเป็นองค์กรตัดสิน

กล่าวเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แม้ทำได้ยากก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการร่างใหม่โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลานานกว่าและเสียงบประมาณมากกว่า

ทั้งการทำประชามติและการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจนถึงกระบวนการยกร่างและพิจารณา

ฉะนั้น เป็นประเด็นที่พรรครัฐบาลและฝ่ายค้านควรนำไปคิดพิจารณา ก็คือระหว่างการแก้ไข กับการยกร่างใหม่ แนวทางไหนจะรวดเร็วกว่าและเป็นคุณมากกว่า

รวมถึงความเป็นไปทางการเมือง ภายใต้การบริหารโดยพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ อีกเพียง 9 เดือนวุฒิสมาชิกที่มาจากอำนาจพิเศษหมดวาระ

เมื่อไม่มีอำนาจพิเศษมาเป็นอุปสรรค การเมืองก็เดินไปตามครรลองประชาธิปไตยปกติ

หากรัฐบาลบริหารงานราบรื่น พรรคร่วมรัฐบาลไม่แตกขั้ว ไม่เกิดปัญหาถูกพรรคฝ่ายค้านเล่นงานจนต้องเลือกทางออกทางใดทางหนึ่งระหว่าง ปรับคณะรัฐมนตรี ยุบสภาหรือลาออก

การเมืองสลายขั้วมีโอกาสกลับหลังหันเป็นข้ามขั้ว พรรคก้าวไกลฝ่ายค้านที่อดีตเคยเป็นพันธมิตรกันมาก่อนสลับขั้วมาร่วมรัฐบาลแทน

ยกเว้นแต่ว่าพรรคเพื่อไทยเลือกตัดสินใจยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนตัดสิน

ถ้ารัฐบาลเพื่อไทยไม่ต้องการให้การสลับขั้วเกิดขึ้น ทางเลือกก็คือบริหารงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เปิดเผยโปร่งใส ไม่เหลิงอำนาจ มูมมาม คอรัปชั่นและเผด็จการรัฐสภา แต่รับฟังเสียงข้างน้อยทั้งในสภาและบนถนน ให้แสดงออกโดยสันติ

สุดท้าย แนวคิดสลายขั้วมีโอกาสเป็นจริง

สงครามเสื้อสีจะค่อยๆ คลายจางหายไปตามวันเวลาของประชาธิปไตยแบบปกติ

แต่หากความอยุติธรรมในสังคม ไม่ว่าทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคมวัฒนธรรม ยังดำรงอยู่ ไม่ถูกขจัดให้ลดลงจนถึงระดับที่กลุ่มพลังต่างๆ มีพลังต่อรองที่ทัดเทียมกัน

การปรองดอง สมานฉันท์จากการสลายขั้วชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อย จึงไม่ใช่การปรองดอง สมานฉันท์ ที่แท้จริงและยั่งยืนอย่างแน่นอน