เข้าสู่สัปดาห์แรกของปี 2560 จากการติดตามรายงานเศรษฐกิจทั่วโลก มีความผันผวนวิกฤตถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย แม้ประเทศตะวันออกอย่างจีน ญี่ปุ่น ก็ไม่เว้น ที่สุดไทยเราก็หนีไม่พ้น จะเห็นได้จากสื่อมวลชนไม่ว่าวิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ โซเชียลมีเดีย ก็ยังระบุในเชิงปรากฏการณ์ที่เป็นจริง รวมทั้งรัฐบาลเองก็ได้เปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมาเป็นชุดที่สอง ตามด้วยการเทงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจลงไปทุกระดับไม่ว่าจะเป็นเมกะโปรเจ็กต์ จนถึงเอสเอ็มอีเมื่อปลายปี 2559 ประชาชนรากหญ้า ปมสำคัญที่พอให้เห็น น้ำมันถูก ถนนโล่ง หมดเวลางานคนกลับไปนอนบ้านเซฟค่าใช้จ่าย เป็นต้น
ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 ฉะนั้น คนไทยก็ต้อง 4.0 ในทศวรรษที่ 21 ซึ่งการใช้ชีวิตต่างจากอดีตคนไทยเราคุ้นกับวัฒนธรรม “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ทำนาเกี่ยวข้าว “ลงแขก” ลงแรง ช่วยกันทำมาหากินเก็บเกี่ยวข้าวในนาร่วมด้วยช่วยกัน อยู่กันแบบพอมี พอกิน พออยู่ ตามอัตภาพ แต่วันนี้โลกอนาคตเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่เจริญพรั่งพรู ดั่งสึนามิ อนาคตจะเป็นอย่างไร ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ การดำรงชีวิตก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง แม้ไม่สมัครใจก็ถูกบังคับจากปัจจัยภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลง
แผน “ไทยแลนด์ 4.0” ได้นิยามคนไทยทศวรรษที่ 21 ว่า “เป็นคนไทยที่มีปัญญาเฉียบแหลมคม มีทักษะที่เห็นผล มีสุขภาพที่แข็งแรง มีจิตใจที่งดงาม” เรียกว่า ปฏิรูปและปฏิวัติคนไทยตั้งแต่หัวจรดเท้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ หากติดตามข้อมูล การเตรียมการของรัฐบาลเตรียมพลิกโฉมคนไทยที่เคยถูกกล่าวว่า คนไทยในระบบอุปถัมภ์ คนไทยที่เฉื่อยช้า คนไทยขี้เกียจ คนไทยขี้อิจฉา คนไทยขี้โกง ฯลฯ สารพัดที่ถูกกล่าวอ้างชื่อ ไปสู่ “คนไทย 4.0 ที่ดีงาม” ในปัจจุบันให้ประกอบด้วย 4 มิติคือ
1.เปรียบคนไทยจากแบบ Thai-Thai เป็นแบบ Global Thai ที่มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย แต่มีกรอบความคิดที่เป็นสากล เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจาก One Country One Destiny เป็น One World One Destiny 2.คนไทยต้องเปลี่ยนจาก Analog Thai เป็น Digital Thai เพื่อให้สามารถดำรงชีวิต เรียนรู้ ทำงาน และประกอบธุรกิจได้ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจาก Analog Society เป็น Digital Society
3.คนไทยต้องเปลี่ยนจากคนไทยที่มีความรู้และทักษะต่ำ เป็นคนไทยที่มีความรู้และทักษะสูง มีความสามารถในการรังสรรค์นวัตกรรมเพื่อให้อยู่ได้เป็น Global Digital Platform 4.คนไทยต้องเปลี่ยนจากการเน้นประโยชน์ส่วนตัว เป็นคนมีจิตวิญญาณเกื้อกูล แบ่งปัน และรับผิดชอบของส่วนรวม
ทั้งหมด 4 ประการนี้ คือ คุณสมบัติคนไทยยุค 4.0 เมื่อประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วใน
ทศวรรษที่ 21 คือ ในอีก 100 ปี ต่อไปนี้แหละที่จะว่ากันต่อไป… ประเด็นคือ แล้วคนไทย 1.0… 2.0… ถึง 4.0 คนไทยส่วนใหญ่อยู่ตรงไหน…กัน? ในปัจจุบันนี้?
หันมาดูพ่อค้า นักธุรกิจ ยังไม่รวมชาวนาชาวไร่ หาเข้ากินค่ำ ผู้คนที่สนใจเรื่อง “การค้าขาย วงการนี้ข่าวการคาดหมายเชิงพยากรณ์ว่า ส่งท้ายปีเก่า ย่างเข้าสู่ปีใหม่ 2560 นี้ก็ผ่านมา 4 วันแล้ว จะมีธุรกิจใดว่าเป็น “ดาวรุ่ง” ธุรกิจใดบ้างที่จะเป็น “ดาวร่วง” เพื่อพ่อค้า แม่ขายจะได้กะเกณฑ์ถูก จะลงทุนทำอะไร จะเริ่มทำอะไร จะได้ไม่เป็น… “กระทงหลงทาง”… ข่าวคราวจาก… “ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ” ของ “มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” โดย ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ได้วิเคราะห์สรุปผลเรียบร้อยและมีการแถลงให้ทราบแล้ว
ปรากฏว่า 10 ธุรกิจที่เป็นความหวังแห่งปี มีดังนี้
1.ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม 2.ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว 3.ธุรกิจคอมเมิร์ซ 4.ธุรกิจท่องเที่ยว, เทคโนโลยี+สารสนเทศและการสื่อสาร 5.ธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง 6.ธุรกิจส่งเสริมโลจิสติกส์ 7.ธุรกิจบริหารการเงินด้านออนไลน์ 8.มี 3 ประเภท : โมเดิร์นเทรด+ธุรกิจประกันชีวิต+ธุรกิจออแกนไนซ์ 9.มี 2 กลุ่ม : ธุรกิจซ่อมแซม+จำหน่ายอิเล็กทรอนิกส์+ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 10.มี 2 กลุ่ม : ธุรกิจด้านการศึกษา (เช่น โรงเรียนกวดวิชา, สถาบันด้านไอที)+ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและบัญชี
ส่วนธุรกิจ “ดาวร่วง” ประกาศมา 10 อันดับ ได้แก่ 1.ธุรกิจฟอกย้อม 2.ธุรกิจหัตถกรรม 3.ธุรกิจนิตยสาร หนังสือ และหนังสือพิมพ์ 4.ธุรกิจร้านเช่าหนังสือ 5.ธุรกิจร้านเช่าวิดีโอ 6.ธุรกิจสิ่งทอผ้าผืน 7.ธุรกิจจัดทำโปสเตอร์ 8.ธุรกิจโรงไม้ 9.ธุรกิจตัดและซ่อมรองเท้า 10.มี 2 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจอุปกรณ์เครื่องจักรทางการเกษตร
ทั้งหมดนี้ คือ คำพยากรณ์โฉมหน้าของการเปลี่ยนแปลงการค้าธุรกิจ ในตลาดไทยบ้านเรา ซึ่งเป็นของธรรมดา สำหรับธุรกรรมทุกเรื่องมีถึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า วันเวลาผ่านไปก็อับเฉาร่วงโรยไปได้ เราในฐานะพ่อค้าก็ต้องพินิจ พิจารณาไตร่ตรอง เตรียมรับป้องกันกิจการที่จะซบเซา และเสาะหากิจการที่จะทำแล้วดีขึ้นเป็นการตัดสินใจจะเริ่มทำหรือเลิกทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้อง
กับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต แต่คนกลุ่มใหญ่ของประเทศ 60-80% ที่เป็นชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ทำงานบริการ หาเช้ากินค่ำ จะเดินไปอย่างไรดี
หากเรามาวิเคราะห์ดูเศรษฐศาสตร์แห่งยุคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นความเจริญของโลกตะวันตกนัยยะมีหลายอย่างเป็นข้อดีหลายอย่าง มีข้อจำกัด… พึงเป็นข้อสังเกตว่า
ยุคเศรษฐกิจปัจจุบันนี้เป็นการแยกตัวโดดเดี่ยว เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน : เศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันนี้ ได้แยกกิจกรรมเศรษฐกิจออกมาพิจารณาต่างหาก โดดเดี่ยวจากกิจกรรมอื่นๆ ของด้าน… “ชีวิตมนุษย์” และจากวิทยาการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน เรียกว่าเป็นแนวของ Specialization หรือลึกลงไปเป็น Sub-Specialization คือ เป็นความชำนาญพิเศษในทางวิชาการ หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นลักษณะของความเจริญในยุคอุตสาหกรรม
เพราะฉะนั้นในการพิจารณากิจกรรมของมนุษย์ “เศรษฐศาสตร์” จึงได้พยายามคิดนัย หรือแง่ความหมายอื่นๆ ที่มิใช่เรื่องทางเศรษฐกิจออกไปเสีย เมื่อจะพิจารณาเรื่องกิจกรรมการดำเนินชีวิตอะไรก็ตามของมนุษย์ ก็จะพิจารณาในแง่เดียว คือ แง่วิชาการที่เกี่ยวกับของตนเองเท่านั้น การที่ “เศรษฐศาสตร์” แยกตัวออกมาโดดเดี่ยวอย่างนี้แหละ นับว่าเป็น… “สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา ซึ่งจะต้องมาพิจารณา ทรรศนะของพุทธศาสนาเป็นอย่างไร?…”
ถ้ามองในแง่พุทธศาสนาแล้วพบว่า “เศรษฐศาสตร์” ไม่แยกโดดเดี่ยวจากความรู้ ทัศนคติ การยอมรับ ความชัดเจนด้านอื่นๆ ของ “มนุษย์” กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่แยกโดดเดี่ยวจากกิจกรรมด้านอื่นๆ ในการแก้ปัญหาของ…“มนุษย์” เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ ไม่เป็นศาสตร์ที่เสร็จสิ้นไปในตัวได้โดยลำพัง… แต่ได้อิงอาศัยกับวิทยาการด้านอื่นๆ ในระบบความสัมพันธ์จาก… “ชีวิตและสังคม” ถ้ามีกิจกรรมอันใดอันหนึ่งขึ้นมา เราก็สามารถมองได้หลายแง่ ยกตัวอย่างเช่นการ “การโฆษณา”
“การโฆษณา”… ก็เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งทางการค้าที่ปรากฏในสังคม และเป็นกิจกรรมที่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจได้แน่นอน ในแง่ของเศรษฐกิจนั้น การโฆษณาเป็นการ “ชักจูง” โน้มน้าวให้คนมาซื้อของ ซึ่งจะทำให้ขายของได้ดีขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เป็นการเพิ่มต้นทุนทำให้ของนั้นแพงขึ้นไปด้วย ที่นี้ถ้าพิจารณาในแง่ของสังคม การโฆษณาก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างนิยมของสังคมด้วย โดยที่ว่าคนที่จะโฆษณานั้น เขามักจะอาศัยค่านิยมสร้างกระแสให้เกิดในสังคมนั้นเอง มาเป็นเครื่องช่วยในการที่จะจัดวิธีการโฆษณา ให้ดึงดูดใจคน โดยสัมพันธ์กับจิตวิทยา คือ ใช้จิตวิทยาสังคมเป็นเครื่องมือสร้างเอาค่านิยมไปใช้ในทาง …“เศรษฐกิจ”
ในด้าน “จริยธรรม” การโฆษณามีความหมายเหมือนกัน เช่น อาจจะต้องคิดว่า วิธีการโฆษณาของบริษัท หรือกิจการหรือธุรกิจเป็นการชักจูง มอมเมา อาจมีผลเสียทางศีลธรรมอย่างไร ซึ่งต้องคำนึงถึงทางฝ่ายการเมืองก็ต้องพิจารณาว่าจะมีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับการโฆษณานี้ เช่นว่าจะควบคุมหรือไม่อย่างไร เพื่อผลดีในทางเศรษฐกิจก็ตาม หรือในทางศีลธรรมก็ตาม รวมทั้งความเหมาะสม… แม้แต่ “การศึกษา” ก็ต้องเกี่ยวข้องเพราะอาจจะต้องพยายามหาทางสอนคนให้รู้เท่าทัน ให้พิจารณาการโฆษณาอย่างมีวิจารณญาณ ควรจะเชื่อคำโฆษณาแค่ไหน ต้องดูให้รู้พึงให้สำเหนียก แยกแยะอย่างมีสติ เลือกรับรู้ เลือกโยนทิ้งไป ซึ่งเมื่อให้การศึกษาดีแล้ว ก็มีผลย้อนกลับมาทาง “เศรษฐกิจ” อีก ทำให้ “คนที่มีการศึกษาดี” มีการตัดสินใจดีขึ้น ในการที่จะเลือกซื้อ ไม่ซื้อข้าวของนั้น เป็นต้น
คำว่า “Specialization” หรือ ความชำนาญพิเศษในทางวิทยาการเฉพาะในแง่ใดแง่หนึ่งนั้น ความจริงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาตราบเท่าที่เรายังไม่ลืมความมุ่งหมายเดิม คือการที่เรามีกิจกรรมหรือวิทยาการพิเศษต่างๆ ขึ้นมานั้นก็เพื่อเป็นการสร้างให้มีส่วนร่วมในการที่จะแก้… “ปัญหาของมนุษย์” เป็นหลัก ซึ่งสำคัญมาก ถ้าเรากำหนดขอบเขตของตนเองให้ดี กำหนดจุดที่เป็นหน้าที่ของตัวเองให้ดี ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง และกำหนดจุดประสานกับวิทยาการอื่นๆ ให้ดีแล้ว ก็จะเป็นการร่วมกันทำงานที่เรียกว่าบูรณาการ “Integration” ในการแก้ปัญหาของมนุษย์ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จุดผิดพลาดก็อยู่ที่ว่า จะเกิดความลืมตัว นึกว่าวิทยาการของตัวเองนั้น แก้ปัญหาของ “มนุษย์” ได้หมด ถ้าอย่างนั้นแล้วก็จะเกิดผิดพลาดนั้นและจะแก้ปัญหาไม่สำเร็จด้วย เมื่อยอมรับกันอย่างนี้แล้วข้อสำคัญก็อยู่ที่เราจะจับจุดให้ได้ว่า… เศรษฐศาสตร์นี้จะโยงต่อกับศาสตร์หรือวิทยาการอื่นๆ หรือกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์จุดใหม่ เช่น ว่า 1.เศรษฐศาสตร์จะเชื่อมโยงกับการศึกษาจุดไหน 2.เศรษฐศาสตร์จะเชื่อมโยงเป็นการสาธารณสุข จุดไหน 3.เศรษฐศาสตร์จะเชื่อมโยงกับ จริยธรรม จุดไหน 4.เศรษฐศาสตร์จะเชื่อมโยงกับสังคม มนุษยศาสตร์จุดไหน 5.เศรษฐศาสตร์จะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีจุดไหน หากเชื่อมโยงประสานได้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงมีเรื่องเกิดขึ้นสมัยพุทธกาล เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ…เศรษฐศาสตร์ในพุทธศาสนา และเราเมื่ออ่านจบแล้วจะตีความว่า “พุทธเศรษฐศาสตร์” เป็นอย่างไร… ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตุวัน ในพระนครสาวัตถี วันหนึ่งตอนเช้าพระองค์ได้ทรงพิจารณาว่ามีคนเข็ญใจคนหนึ่งอยู่ในเมืองอาฟวีห่างไกลออกไปเป็น… ผู้มีความพร้อม มีอิทธิฤทธิ์แก่กล้าพอที่จะฟังธรรม พระองค์สมควรจะเสด็จไปโปรด เมื่อถึงอาฟวี ชาวเมืองอาฟวีนับถือพระองค์อยู่แล้วก็ต้อนรับ และในที่สุดก็จัดสถานที่เตรียมที่จะฟังธรรม แต่จุดหมายของพระพุทธเจ้านั้น เสด็จไป… เพื่อจะโปรดคนคนเดียว ที่เป็นคนเข็ญใจ พระองค์จึงทรงตรัสรับรอไว้ก่อน รอให้ทานคนเข็ญใจคนนี้มา
ฝ่ายนายคนเข็ญใจนี้ได้ทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา เขามีความสนใจอยู่แล้วอยากฟังธรรม แต่พอดีวัวตัวหนึ่งของเขาหาย เขาจึงคิดว่า เอ! เขาจะฟังธรรมก่อน หรือหาวัวก่อนดีนะ คิดแล้วก็ตัดสินใจหาวัวก่อน หาวัวเสร็จแล้วค่อยฟังธรรม… ตกลงเขาก็ออกเดินทางเข้าไปในป่าไปหาวัวของเขา ในที่สุดก็ได้พบวัวนั้น แล้วต้อนกลับมาเข้าฝูงของมันได้ แต่กว่าเขาจะทำได้สำเร็จก็เหนื่อยยาก หิวโหย ครั้นเขาจึงคิดว่า เอ! เวลาก็ล่วงไปมากแล้ว ถ้าเราจะกลับบ้านก็จะยิ่งเสียเวลา เราจะไปฟังธรรมเลยทีเดียว ตกลงก็เดินทางไปยังที่จัดการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า เข้าไปฟังธรรม แต่มีความ เหนื่อยและหิวเป็นอันมาก พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นคนเข็ญใจนี้มา พระองค์ทราบดีว่าเขาเหนื่อยและหิว พระองค์จึงได้ตรัสบอกให้คนจัดแจง จัดอาหารให้นาย “คนเข็ญใจ” นี้กินเสียก่อน เมื่อกินอิ่มสบายใจดีแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงธรรม นายเข็ญใจนี้ฟังธรรมแล้วได้บรรลุ… “โสดาปัตติผล” ก็เป็นอันว่าบรรลุความมุ่งหมายในการเดินทางของพระพุทธเจ้า
ตอนพระพุทธเจ้าเดินทางกลับ หมู่พระสงฆ์ที่เดินทางไปด้วยวิพากษ์วิจารณ์ว่า พระพุทธเจ้า เอ๊ะ! วันนี้เรื่องอะไรนะ พระพุทธเจ้ารอถึงกับให้คนหาอาหารให้คนเข็ญใจรับประทาน พระพุทธเจ้าทราบและหันมาชี้แจงให้แก่พระภิกษุสงฆ์ฟัง…ตอนหนึ่งพระองค์ว่า… “คนที่ถูกความหิวครอบงำ มีความทุกข์จากความหิว แม้จะแสดงธรรมให้เขาฟัง เขาก็จะไม่สามารถเข้าใจได้…” แล้วพระองค์ก็ตรัสต่อไปว่า… “ชิฆจฺฉาปรมา โรคา” เป็นต้นแปลว่า… “ความหิวเป็นโรคร้ายแรงที่สุด”… สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์มีหนักหน่วงที่สุด
เมื่อทราบตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว จึงบรรลุนิพพานที่เป็น… “บรมสุข”
ผู้เขียนเองและนักวิชาการศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ ผู้นำทางการเมือง ผู้บริหาร… ลักษณะ
ทั่วไปของเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ…หรือเรียกอีกอย่างว่า… “พุทธเศรษฐศาสตร์” มีมาช้านานแล้ว ตั้งแต่ครั้นพุทธกาล บ่งบอกให้รู้ว่าแม้พระพุทธเจ้าเองด้วยพระปรีชาญาณตระหนักว่า “ความหิวเป็นโรคร้ายแรงที่สุด” ในชีวิตของคน คงจะเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า “ความหิวโหย” เป็นโรคร้ายแรงที่สุด ตราบใดที่คนไทยยังมีปัญหาปากท้องทุกหย่อมหญ้า เป็นสัญญาณอันตรายต่อความสงบสุขของประชาชน เขาทั้งหลายยังตกอยู่ในกองทุกข์ ต่อให้เอาอะไรมาให้ ไม่ว่าจะเป็น… “เศรษฐกิจ 4.0” สู่การเป็นคนไทย 4.0 นั้น น่าจะเหนื่อยหน่อย เคยมีคนไทยเก่าแก่ได้พูดเรื่องเล่า ที่เป็นจริงในภาคอีสาน “ทุ่งกุลาร้องไห้” จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งแต่งเป็นเพลงที่ชื่อ “กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่” นั่นแหละคือ “โรคความหิวโหย” ของคนหรือมนุษย์ เมื่อเกิดแล้วอะไรๆ ก็เกิดได้โดย “เรา” … “เขา” เป็นปุถุชนสามารถ… “ลูก”… “ฆ่าแม่” ของตัวเองได้ ขอเพียงให้ผู้นำประเทศ หรือผู้รับผิดชอบนั้น แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่สำคัญต้องบูรณาการให้ครบวงจร ขจัดวงจรอุบาทว์ของปรัชญาการมีชีวิต ที่เกิดขึ้นมีอยู่ให้สมบูรณ์
จาก…“จน เจ็บ โง่” แก้ให้ได้สู่การเป็น…คนไทยมี “การศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา พาให้สุขสมบูรณ์” ไงเล่าครับ
นพ.วิชัย เทียนถาวร

