หน้าแรก คอลัมนิสต์ ป่วยกาย รักษา...

ป่วยกาย รักษาด้วยใจ

26.08.23 | 12:24 น.
ป่วยกาย รักษาด้วยใจ “คนไข้” คือ คนที่มีพยาธิสภาพของทางร่างกายเปลี่ยนแปลงไป

“คนไข้” คือ คนที่มีพยาธิสภาพของทางร่างกายเปลี่ยนแปลงไป และใจก็มักจะได้รับผลกระทบ ให้มีพยาธิสภาพได้ด้วยทั้งทางตรงและทางอ้อม

“คนไข้” เมื่อเวลาใดการป่วยแปรปรวน ก็จะพาจิตให้แปรปรวนไปด้วย จึงเห็นได้ว่า คนเจ็บไข้ได้ป่วยทางกายนั้น “ใจ” ก็มักจะไม่ค่อยดี คือจะเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือยิ่งกว่าหงุดหงิด ก็จะเกิดความรู้สึกเลยเถิดเข้าสู่การเป็นทุกข์ เช่น ความเศร้าใจ ความวิตก ความหวาดกลัว เกิด “มโน” นึกถึงเลยไปว่า มันจะหายไหม จะพิการไหม จะเป็นอันตรายถึงชีวิตไหม จะหายเมื่อไหร่ บ้างก็เลยนึกถึงห่วงใย ญาติ พี่น้อง ลูกและเงินทองทรัพย์สมบัติ โดยเฉพาะคนในครอบครัว ที่ต้องดูแลรับผิดชอบไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ยิ่งคิดไปก็ยิ่งเสียกำลังใจทางคนไข้คงหวังว่า ลูกจะมาเยือน แฟนจะมาเยี่ยม แต่เขาก็ไม่มา ตั้งตารอวันแล้ววันเล่า ก็ยิ่งเกิดวิตกนอนไม่หลับทั้งคืนก็เป็นได้ นึกถึงความหว้าเหว่หวาดกลัว เศร้าโศก บางคนท้อแท้สิ้นหวัง เก็บตัวเงียบ ไม่พูดกับใคร ภาวะนี้แสดงว่าผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือไม่เฉพาะทางกายเท่านั้น แต่ต้องการความช่วยเหลือ ทางใจด้วย ผู้รักษาที่เกี่ยวข้อง หากวิเคราะห์ได้เร็วเท่าใดก็จะมีประโยชน์กับ “คนไข้” มากเท่านั้น

อาการทางกายเราเห็นชัดเจน เพราะเขาป่วยมาก็ต้องมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง เวลาซักประวัติตรวจร่างกายจะพบอาการ การแสดง ตรวจพบจุดแปรปรวนได้ชัดเจน แต่ส่วนทางใจเขามักจะไม่บอก เก็บกด เมื่อเขาไม่ได้บอกเราก็ต้องสังเกตสังกา พิจารณาหรือคาดหมายในใจ เฝ้าระวังไว้ได้เบื้องต้น แต่โดยทั่วไปก็พูดได้ ฟังได้ เราก็วิเคราะห์อาจจะพบได้ว่า เราจะมีสภาพจิตใจไม่สบายด้วย รวมความว่า…เขาต้องการความช่วยเหลือ เขามีความทุกข์มา เราทำอย่างไรจะช่วยแก้ไข ป้องกัน ดูแล รักษา ทั้งทางกาย และทางใจ ครอบคลุมไปด้วย ให้หายโดยเร็ว คือ “หัวใจ” ที่ “ทีมแพทย์” ปรารถนา

เวลาเรารักษาพยาบาลก็มักจะเน้นแต่เรื่องทางกาย เพราะสิ่งที่ผู้ป่วยบอกก็คือ เรื่องเจ็บป่วยทางกายว่าด้วย ปวดหัว ตัวร้อน ปวดท้อง ท้องเสีย ฯลฯ แต่ความเจ็บป่วยทางใจมักจะไม่บอกให้เรารู้ เพราะฉะนั้น การดูแลคนป่วย ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยว่า เราจะรักษาคนป่วยคนไข้ทั้งทางกายและจิตใจ ไม่ใช่รักษาทางกายอย่างเดียว

หากมองในมุมของ “คนรักษา” ก็น่าเห็นใจไม่น้อยเช่นกันพบเจอ “คนป่วย” หรือ “ญาติ” ที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นชม ที่ภาษาทางพระเรียกว่า “อนิฏฐารมณ์” (อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา) แล้ว “คนรักษา” จะทำอย่างไร…?

Advertisement

คนทำงานด้านการรักษาพยาบาล เป็นคนที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะ ต้องพบกับอารมณ์ที่ไม่สบายตา ไม่สบายหู เท่านั้น งานที่ทำก็อาจจะกดดันด้วย เพราะเป็นเรื่องของ “ชีวิต” ความเป็นความตายเกิดได้ทุกขณะ ตัวเองก็ทำงานเหนื่อยอยู่แล้ว เรื่องเยอะแยะ อย่างเช่น “พยาบาล” เป็นคนกลางอยู่ระหว่างฝ่ายที่ให้การรักษาคือ “หมอ” กับ “คนไข้” ต้องถูกกระทบรอบด้านทั้งกดทั้งดัน ก็ยิ่งทำให้เกิดแรงอัดอั้นในใจรอบด้าน งานก็เร่งร้อน คนโน้นจะเอาอย่างโน้น คนนี้จะเอาอย่างนี้ คนไข้ที่มาก็มีปัญหา มีเรื่องรีบด้วย รอไม่ได้ แต่ละรายก็เรียกร้องมาก อยากจะได้ตามใจของเขา บางทีก็รู้สึกว่า เป็นอารมณ์ที่สุดแสนจะทนทาน

“ทุนทางใจ” มีความสำคัญที่จะทำให้การทำหน้าที่ของเราได้ผลดี การรักษาพยาบาลต้องทำทั้งสองด้าน คือ ทั้งทางกาย ทางใจ พอเราเตรียมใจเท่านั้นไม่พอ จะต้องมีการ “ทำใจ” ด้วย ทำใจอย่างไรจึงจะได้ผล ก่อนจะทำอะไร ถ้ามีทุนทางใจที่ดีอยู่แล้วช่วยได้มาก ทุนเดิมก็คือ “ความรักวิชาชีพ” รักวิชาชีพก็ยังกล่าวเกินไป ต้องรัก “งานของตน” คือ รักงานแพทย์ รักงานพยาบาล รักงานรักษาคนไข้ ที่สำคัญที่สุดคือ รักงานคนที่แข็งแรงอย่างไร ป้องกันไม่ให้เขาป่วย

เมื่อเรารักษาคนไข้ พร้อมกับรักษาใจ “ของตน” ก็สำคัญ จะมีทุนหรือไม่มีทุนก็ตาม ความนี้ก็มาถึง “การทำใจ” เมื่ออยู่ในสถานการณ์ว่าทำอย่างไรจะทำงานนี้ให้ได้ผล นอกจากจะได้ผลจากคนไข้ทั้งทางกาย ทางใจแล้ว ผลต่อกิจการของ “โรงพยาบาล” ซึ่งเป็น “องค์กร” ที่เราทำงานอยู่ก็บรรลุผลด้วยแล้ว ก็คือ “จิตใจของตนเอง” นั้นสำคัญคือ “เป็นสุข” ด้วย “งานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข” เรียกว่ามี มุทิตาจิต และจิตมี “อุเบกขา” ซึ่งมีวิธีหลายๆ อย่าง เช่น การมองเห็นหรือนึกถึงอะไรที่ประสบก็ให้ดี ให้เห็น ก็สนุกไปหมด ไม่ว่าเรื่องงานการอะไร ที่มาในรูปแบบใดก็ตาม หรือเห็นคนผ่านเข้ามาหน้าบึ้ง หน้างอ ได้ตามใจบ้าง ไม่ได้ตามใจบ้าง อะไรต่างๆ ได้เห็นคนแปลกๆ ได้พบสิ่งแตกต่างหลากหลาย เห็นแล้วให้มองข้ามเรื่องต่างๆ ให้ตั้งจิตให้มีสติ ก็จะสบายใจ ดูแลคนไข้ได้อย่างมีความสุข

ผู้เขียนเองในฐานะเป็น “หมอ” คนหนึ่ง อยู่ในทีมงานของผู้รักษาส่งเสริมสุขภาพ คนดี คนป่วยกาย คนป่วยจิตใจ มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ แต่ก็ต้องขอความ “เมตตา” จากคนไข้ ญาติคนไข้ เห็นใจและเอ็นดูกันด้วย “ใจเขา ใจเรา” เพราะต่างก็ต้องการให้ “คนไข้” หายป่วยไวๆ กลับบ้านไวๆ เหมือนๆ กันไงเล่าครับ