หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลบความทรงจำ ด...

ลบความทรงจำ ด้วยการทำให้ลืมเมืองอโยธยา โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

24.08.23 | 17:00 น.
รถไฟความเร็วสูงผ่านอยุธยา แล้วผ่าเมืองอโยธยาสองซีก ทำลายสิ้นซากความทรงจำที่มีอยู่ในพระราชพงศาวดารเหนือ (ภาพจากโดรน มติชนทีวี)

“การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับอำนาจที่มากดขี่ คือการต่อสู้ระหว่างความทรงจำกับการถูกทำให้ลืม”

“การต่อสู้เพื่อรักษาโบราณสถาน, อนุสาวรีย์, วัตถุสัญลักษณ์บางอย่าง—-มิใช่การต่อสู้เพื่อรักษาอิฐหินปูนทราย แต่คือการต่อสู้เพื่อรักษาอัตลักษณ์ ตัวตน อุดมการณ์ จิตวิญญาณ ของผู้คนที่ฝังอยู่ในสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น”

ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษเรื่อง “รื้อสร้างความทรงจำในเมืองเก่ากรุงเทพฯ” (ในกิจกรรม SAVE อโยธยา ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2566)

แล้วกล่าวโดยสรุปอีกว่าการรื้อทำลายโบราณสถานในหลายกรณีมีนัยยะสำคัญมาก เพราะเป็นการทำลายความทรงจำของสังคมและผู้คนที่บ่งบอกว่าตัวตนของพวกเขาคือใคร จิตวิญญาณเป็นเช่นไร มีอุดมการณ์แบบไหน และเมื่อผู้คนไร้ตัวตน ไร้จิตวิญญาณ พวกเขาก็ไร้ค่า ไร้ความหมาย และถูกลืม

กระบวนการทำลายสัญลักษณ์แห่งความทรงจำในหลายกรณี จึงมีสถานะเป็นบันไดขั้นแรกที่ตัวตนของความเป็นมนุษย์ของพวกเขาถูกลืมและเปิดทางไปสู่ความรุนแรงและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ผู้คนได้โดยง่าย

Advertisement

“…บันไดขั้นแรกของการฆ่าผู้คนคือการทำลายความทรงจำของพวกเขา ทำลายหนังสือ วัฒนธรรม และทำลายประวัติศาสตร์ของพวกเขา จากนั้นก็ให้ใครสักคนเขียนมันขึ้นมาใหม่ สร้างวัฒนธรรมใหม่ เขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ ในไม่ช้าผู้คนก็จะลืมว่าพวกเขาคือใคร และพวกเขาเคยเป็นใครมาก่อน…”

การทำลายโบราณสถาน สิ่งที่ถูกทำลายไปจึงไม่ใช่เพียงแค่ อิฐ หิน ปูน ทราย แต่คือส่วนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์ นั่นก็คือจิตวิญญาณ และอุดมการณ์

เมืองอโยธยาถูกทำให้ลืมจากความทรงจำของไทย ด้วยเหตุดังนี้

1.ประวัติศาสตร์ไทย “แห่งชาติ” กำหนดให้คนไทยอพยพถอนรากถอนโคนจากน่านเจ้า ลงมาตั้ง “เมืองสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก” ราว พ.ศ. 1800

2.หลังเมืองสุโขทัยล่มสลายจึงเกิดเมืองอยุธยาเป็น “แห่งสอง” เมื่อ พ.ศ. 1893

3.เมืองอโยธยามีอายุเก่าแก่กว่าเมืองสุโขทัย โดยมีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุนแข็งแรงรอบด้าน ถ้ายอมรับการมีตัวตนของเมืองอโยธยาก็เท่ากับประวัติศาสตร์ไทย “แห่งชาติ” เป็นเรื่องเท็จ

ดังนั้นต้องทำลายความทรงจำด้วยการทำให้ลืมความเป็นมาของเมืองอโยธยา ซึ่งพบพฤติกรรมดังต่อไปนี้

หนึ่ง แผ่นดิน ร.5 ยกย่องเมืองอโยธยามีความสำคัญมากต่อประวัติศาสตร์สยาม ดังพบในพระราชดำรัส ร.5 และงานค้นคว้าของพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) โดยมีนักปราชญ์และนักวิชาการจำนวนหนึ่งสืบเนื่องค้นคว้าเมืองอโยธยาต่อมาจนปัจจุบัน

สอง เมืองอโยธยาถูกด้อยค่าลดความสำคัญจากประวัติศาสตร์ไทย “แห่งชาติ” ด้วยการไม่กล่าวถึง หรือกล่าวถึงอย่างผิวเผินผ่านๆ ไป แต่ยกย่องให้ความสำคัญเกินจริงแก่เมืองสุโขทัย

สาม หน่วยงานราชการและสถาบันอุดมศึกษาตั้งแต่แรกจนปัจจุบัน หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงความเป็นมาของเมืองอโยธยาซึ่งเป็นต้นกำเนิดความเป็นคนไทยและความเป็นประเทศไทยเพื่อสนองประวัติศาสตร์ไทย “แห่งชาติ” (ที่ขาดหลักฐานวิชาการ) จึงไม่พบงานวิจัยค้นคว้าความเป็นมาของเมืองอโยธยาอย่างละเอียดทุกแง่มุม (เหมือนเรื่องเมืองสุโขทัยและเมืองอยุธยา)

การรื้อลบทำลายประวัติศาสตร์ & ความทรงจำ ส่วนใหญ่เป็นประเด็นว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา เป็นความไม่ลงรอยกันระหว่างความต้องการเก็บรักษาความทรงจำอันมีค่า กับการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งใหม่ที่ทันสมัย สะดวกสบาย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในพื้นที่

อีกสาเหตุหลักก็คือ เกิดจากความไม่รู้คุณค่าที่แท้จริงของวัตถุแห่งความทรงจำนั้นๆ ซึ่งความไม่รู้นี้ก็เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เราสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรทที่มีคุณค่าไปมากมายตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา” ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ กล่าวไว้ในปาฐกถา

กรณีเมืองอโยธยาสามารถหลีกเลี่ยงการทำลายได้ แต่รัฐราชการรวบอำนาจรวมศูนย์จงใจไม่หลีกเลี่ยง แม้มีการคัดค้านมาจากประชาชนและนักวิชาการ แต่รัฐรวมศูนย์ไม่ฟังเสียงคัดค้านนั้น

“การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับอำนาจที่มากดขี่ คือการต่อสู้ระหว่างความทรงจำกับการถูกทำให้ลืม”