ในที่สุด สิ่งที่ นายวิษณุ เครืองาม เรียกว่า “ตัวแปร” อันอาจส่งผลสะเทือนทำให้ “โรดแมป” เกิดการเปลี่ยนแปลง
ก็เริ่ม “เผยแสดง”
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยังนิ่ง แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะยังคงสงบ ยืนหยัดจะรักษาระยะเวลาตาม “โรดแมป”
ไม่ยอมเสีย “สัจจะ” แห่ง “ชายชาติทหาร”
แต่สัญญาณอันมาจาก นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ แห่งสำนักสุขิโต จังหวัดเชียงใหม่ ก็เด่นชัดว่ามีความจำเป็นต้อง “เลื่อน”
อ้างเหตุผลทางด้าน “ดวงดาว” อ้างปัจจัยจำเป็นทาง “การเมือง”
ในที่สุด ความนัยเหล่านี้ก็ปรากฏผ่านจาก นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนที่ 1
ในฐานะคนที่จะต้อง “ผ่าน” กฎหมายประกอบ “รัฐธรรมนูญ”
คำพูด 1 ซึ่งหลุดออกมาก็คือ มีความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งหากไม่เกินต้นปีก็น่าจะประมาณกลางปี 2561
มิได้เป็นปี 2560 ตาม “โรดแมป” เสียแล้ว
หากถือเอากระบวนการในทางกฎหมาย โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเป็น “เส้นแบ่ง” อย่างสำคัญก็ต้องมองไปยัง
1 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
1 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งจะต้องพิจารณาและปรับแต่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญก่อนประกาศและบังคับใช้
กำหนดเวลาของส่วนแรกอยู่ที่ไม่เกิน 240 วัน
กำหนดเวลาของส่วนหลังอยู่ที่ไม่เกิน 60 วัน
ระยะเวลา 240 วันของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเริ่มต้นจากเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม 2559
ครอบคลุม 8 เดือน
กระนั้น ก็มิได้หมายความว่าจะต้องครบ 8 เดือนก่อนจึงจะส่งร่าง พ.ร.บ.ไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หากแต่สามารถทยอยส่งไปได้
การบริหารเวลาตรงนี้จึงสำคัญ
จากเดือนมกราคมเรื่อยไปสายตาทุกสายตาจึงมองไปยัง 1 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและ 1 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
จะกระชับเหมือนแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์หรือไม่ ต้องตามไปดู
เหมือนกับว่าปัจจัยจาก 1 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และ 1 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นปัจจัยภายนอก
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ไม่ใช่
ตรงกันข้าม คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เป็น 2 ใน “แม่น้ำ 5 สาย”
เคลื่อนไหวอยู่ภายใน “เรือแป๊ะ” ด้วยกัน
จึงมิได้หมายความว่า นายวิษณุ เครืองาม ซึ่งอยู่ใน ครม.จะพูดไปอย่าง จึงมิได้หมายความว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งอยู่ใน กรธ. จะพูดไปอย่าง และจึงมิได้หมายความว่า นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ซึ่งอยู่ใน สนช.จะพูดไปอย่าง
ในฐานะคนอยู่บน “เรือแป๊ะ” เสียงของท่านเหล่านี้ย่อมมี “ความหมาย”
หากไม่มีความหมายและเชื่อถือไม่ได้เสียแล้ว ผู้คนก็จำเป็นต้องเงี่ยหูฟังเสียงจากสำนักสุขิโตก็น่าจะเพียงพอ
เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
เชื่อว่าแม้กระทั่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
ท่ามกลาง “สัญญาณ” อันเป็นเหมือนกับ “ตัวแปร” ซึ่งผลักดันเข้ามาจากคนบน “เรือแป๊ะ”
คำถามที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือ คำถามอันเกี่ยวกับ “โรดแมป” คือ คำถามอันเกี่ยวกับการปลดล็อกในทาง “การเมือง”
คำถามเหล่านี้อาจสร้างความหงุดหงิด แต่ดังขึ้นแน่ และดังถี่ยิบเป็นลำดับ

