‘แสงสุริยาทิตย์’ ณ ปี 2560โดย ปราปต์ บุนปาน

3.01.17 | 12:08 น.

ในวาระขึ้นต้นปีใหม่ พ.ศ.2560 ขออนุญาตคัดลอกเนื้อหาส่วนหนึ่งจากพระนิพนธ์เรื่อง “อัตตชีวประวัติ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร” ของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร หรือพระองค์เจ้าธานีนิวัต อดีตประธานองคมนตรี (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แสงดาว บรรณาธิการโดยธงชัย ลิขิตพรสวรรค์)

ที่กล่าวถึงธรรมชาติและกาลเวลาเอาไว้ได้อย่างจับใจมานำเสนอ ดังนี้

“กฎแห่งธรรมชาติมีอยู่ว่า เมื่อราตรีกาลได้ปกคลุมโลกไว้มิดชิดพักหนึ่งแล้ว ท้องฟ้าก็จะค่อยๆ สว่างขึ้นด้วยรัศมีสีทองเรื่อๆ ซึ่งคนที่ตื่นเช้าทันได้เห็นจะอดชมว่างามว่าเชิดชูใจนั้นไม่ได้

“แต่ภายในไม่กี่นาทีสีท้องฟ้าอันงดงามนั้นก็ค่อยๆ จางลงโดยลำดับ จนหมดไป บัดนี้จึ่งจะมีแสงสุริยาทิตย์โผล่ขึ้นมาในท้องฟ้า ทำให้โลกมีชีวิตกระปรี้กระเปร่าขึ้น เป็นกำหนดสำหรับคนที่ทำงานเลี้ยงชีพได้เริ่มออกปฏิบัติอาชีพ

“อาการแห่งธรรมชาติระยะนี้ ทำให้มนุษย์มีใจเบิกบานคิดอะไรคิดออก ถ้าเราสนใจอ่านกวีนิพนธ์เราจะสังเกตได้ว่าไม่ว่านิพนธ์ภาษาใดในโลก เราจะพบถ้อยคำต้อนรับปัจจุสมัยคือระยะนี้ของวัน

Advertisement

“บางแห่งก็ยกเอาความงามแห่งสตรีมาเปรียบเทียบ แต่บางแห่งก็ยกย่องชมเชยธรรมชาติอันนี้โดยไม่ยกอื่นใดมา

“ในภาษาไทยเราผู้อยู่ใกล้ธรรมชาติและรู้จักค่าแห่งความงามตามธรรมชาติมากนั้น เรามีกวีโวหารอยู่มากที่กล่าวถึงความงามแห่งธรรมชาติ ทั้งที่ยกเอาอื่นๆ มาเปรียบเทียบ ทั้งที่กล่าวถึงธรรมชาติเองๆ โดยมิต้องเอาอื่นมาเปรียบเทียบ

“ดั่งเช่นพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ที่กล่าวถึงพระรามตื่นบรรทมในตอนที่เรียกว่า ‘นางลอย’ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยอัครมหากวีทรงไว้ว่า”

“เมื่อนั้น                            พระตรีภพลบโลกนาถา

บรรทมตื่นจากที่ศรีไสยา         พอเวลาล่วงสามยามปลาย

เสนาะเสียงสำเนียงนกการเวก   ออกจากเมฆแซ่ซ้องร้องถวาย

ไก่ขันแจ้วเจื้อยเฉื่อยชาย         มยุเรศร้องร่ายบนปลายไม้

เผยพระแกลแลดูดาวเดือน        เห็นคล้อยเคลื่อนเลื่อนลับเหลี่ยมไศล

แสงทองส่องฟ้านภาลัย             จวนจะใกล้ไขสีระวีวัน”

กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงเขียนบรรยายถึงธรรมชาติ กาลเวลา และกวีนิพนธ์ เอาไว้อย่างละเอียดลออ เพื่อใช้เป็นอุปมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง

หากใครเคยได้อ่านพระนิพนธ์เล่มนี้ ก็ย่อมตระหนักดีว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติ คือ “ความมืดมิดแห่งราตรีกาล” “แสงเงินแสงทอง” และ “แสงสุริยาทิตย์” นั้น มีสถานะเป็นอุปลักษณ์ของชะตากรรมที่ค่อยๆ เคลื่อนคลายของประเทศชาติ จากยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สู่ช่วงทศวรรษ 2510

กฎแห่งธรรมชาติทำงานของตนเองมาโดยต่อเนื่องสม่ำเสมอ

กระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ที่ทุกคนล้วนเชื่อและคาดหวังว่า “แสงสุริยาทิตย์” จะสาดส่องเรืองรองทั่วฟ้าเมืองไทยในปี 2560