เศรษฐานายกฯคนที่30 นับหนึ่งครม. 314 เสียง ถอดสลักการเมือง-ศก.

27.08.23 | 09:00 น.

เศรษฐานายกฯคนที่30 นับหนึ่งครม. 314 เสียง ถอดสลักการเมือง-ศก.

ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน” ภายหลังที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ลงมติแบบขานชื่อเรียงตามตัวอักษรของจำนวนสมาชิกรัฐสภา 747 คน (จำนวนเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้) โหวตเลือก “เศรษฐา” ขึ้นเป็นนายกฯ แบบม้วนเดียวจบ ด้วยมติเห็นชอบ 482 เสียง ไม่เห็นชอบ 165 เสียง และงดออกเสียง 81 เสียง นับหนึ่งฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐา 1 จำนวน 11 พรรค 314 เสียง เดินหน้าบริหารประเทศทุกด้าน ในฐานะรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็ม


ขณะเดียวกันอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลา 09.00 น. ก่อนที่ที่ประชุมรัฐสภาจะโหวตเลือก “เศรษฐา” เป็นนายกฯ คือ การเดินทางกลับประเทศไทยของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในรอบ 17 ปี เพื่อมารับโทษที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินถึงที่สุดแล้ว 3 คดี รวมโทษจำคุก 8 ปี ด้วยเหตุผลอยากกลับมาเลี้ยงหลาน อย่างไรก็ตามในมิติการเมือง การเดินทางกลับประเทศไทยของ “ทักษิณ” จะมองว่าไม่เชื่อมโยงกับการโหวตเลือกแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. นักเฝ้ามองทางการเมืองย่อมไม่มีใครเชื่อ

เพราะเห็นชัดผ่านคะแนนโหวตเลือก “เศรษฐา” นั่งนายกฯ โดยเฉพาะเสียงจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่โหวตเห็นชอบถึง 152 เสียง ถอดรหัสออกมาว่าล้วนเป็นสายตรงของฝั่ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีทั้งเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่นที่ 12 (ตท.12) อาทิ พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2,      พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์, พล.ท.จเรศักดิ์ อานุภาพ, พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร, พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ, พล.อ.ดนัยมีชูเวท, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร, พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ในแวดวง ส.ว.สาย “พล.อ.ประยุทธ์” รู้กันดีว่า พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ พล.ต.กลชัย  สุวรรณบูรณ์ คือ คีย์แมนคนสำคัญ ในการพูดคุยรวมเสียงสนับสนุนของกลุ่ม ส.ว.

ขณะที่ ส.ว.ในสายของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่วนใหญ่ ลงมติงดออกเสียง เช่น พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.อ.อู้ด เบื้องบน, พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ ขณะที่ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชาย พล.อ.ประวิตร ไม่มาร่วมประชุม ผลการลงมติของ ส.ว.หนุน “เศรษฐา” นั่งนายกฯ จึงตามมาด้วยคำถามสำคัญที่ว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองของ 2 ลุง ระหว่าง   พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร ยังอยู่ในสถานะ “ปึ้ก” เหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครรู้ความจริงได้ดีที่สุดเท่ากับ 2 ลุง

Advertisement

ภารกิจของ ครม.เศรษฐา 1 หลังจากโปรดเกล้าฯ และเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ย่อมต้องเดินหน้าทำงานทันที ไม่มีเวลาให้ฮันนีมูนในฐานะรัฐบาลชุดใหม่ เห็นได้จาก   “เศรษฐา” ประกาศภายหลังเข้าพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า 4 ปีต่อจากนี้ จะเป็น 4 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยวันนี้อยู่ท่ามกลางจุดเปลี่ยนสำคัญ มีวิกฤตและปัญหาที่ต้องการทางออกอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ รายได้ รายจ่าย ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ความมั่นคง สังคม การต่างประเทศสิ่งแวดล้อม กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การทุจริตประพฤติมิชอบ และอื่นๆ ขอให้คำมั่นว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพรรค พท. จะทำงานอย่างหนักเพื่อบำบัดความทุกข์ สร้างความสุข นำพาความเจริญให้กับประชาชนคนไทยและคนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งความหวังของคนรุ่นใหม่ เป็นดินแดนแห่งความสุขของคนทุกวัย เป็นประเทศที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีในเวทีนานาชาติอีกครั้ง

วันรุ่งขึ้นเจ้าตัวได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รักษาการนายกฯ เพื่อหารือการรับส่งมอบงานของนายกฯคนที่ 30 อันเป็นนัยยะต่อการสลายความขัดแย้งของการเมืองสองขั้วนับจากนี้ ย่อมจะส่งผลดีต่อการเดินหน้าบริหารงานของรัฐบาลพรรค พท.ให้ราบรื่นขึ้น ขณะที่นายกฯเศรษฐาเดินหน้าลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต และพังงา เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศทันที

ส่วนภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อไทย ในวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านการทำประชามติสอบถามประชาชน เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ยังต้องฝ่าด่านสำคัญของ ส.ว.ที่ออกมาส่งสัญญาณว่า ไม่เห็นด้วยหากจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการให้ ส.ส.ร.เข้ามายกร่าง เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ และกระทบกับหมวด 1 หมวด 2 เกี่ยวกับเรื่องสถาบัน ซึ่งประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือ เป็นสัญญาประชาคม ที่พรรค พท.ประกาศเป็นเรื่องเร่งด่วนจะเดินหน้าในการประชุม ครม.นัดแรก เพื่อให้มีมติ ครม. ในการทำประชามติให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายต้องทำให้สำเร็จเนื่องจากเป็นความคาดหวังของคนทุกกลุ่ม

ขณะเดียวกันยังมีปัญหาทั้งเรื่องการเมือง โดยเฉพาะกระแสคัดค้านของกลุ่มมวลชนที่ไม่พอใจต่อการจัดตั้งรัฐบาลแบบข้ามขั้วของพรรค พท. ที่รอวันปะทุได้ทุกเมื่อ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจในหลายด้าน ตามคำประกาศของ “เศรษฐา” ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะต้องถอดสลักแก้โจทย์ร้อนในสองเรื่องดังกล่าวข้างต้นให้จับต้องได้มากที่สุด

รัฐนาวาของพรรค พท. ภายใต้การนำของ “เศรษฐา” นับจากนี้จะต้องเผชิญกับความเป็นจริงทางการเมือง ดังที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์อย่าง รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวไว้บนเวที “Talks for Thailand รัฐ ลวง ลึก” ในเสวนาหัวข้อ “ลับ ลวง ล่อ การเมืองไทย” ที่จัดโดยเครือมติชน ไว้ว่า “ไม่เคยเห็นนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าที่นายกฯคนที่ 30 อยู่ในภาวะความสุขมากขนาดนี้ ท่านต้องเก็บไว้ เพราะวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ท่านมีความสุข ดังนั้นต้องเก็บภาพนี้ไว้ หลังจากนั้นหน้าจะเขียว เพราะถูกบีบตลอด มีอย่างที่ไหนไปตั้งพรรคการเมืองกับคนที่คิดไม่เหมือนกัน”