สงครามยูเครนจะยืดเยื้อ?
สถาบันวัชรสิทธา ภายใต้มูลนิธิวัชรปัญญา จัดกิจกรรมการนั่งภาวนาระหว่าง 17.00-20.30 น. ทุกวันที่ซอย 10 ถนนสาทร โดยหวังให้เป็นการนั่งผ่อนพักในพื้นที่ของความสงบ-สันติภายในที่เปิดกว้าง ก่อนจบการภาวนา มีการอุทิศบุญกุศลถึงบุคคลที่เรารัก เคยรัก ผู้ที่กำลังประสบความทุกข์ จากภัยพิบัติธรรมชาติ สถานการณ์ทางการเมือง สงคราม และอื่นๆ ขอให้เขาเหล่านั้นพบกับความรักความกรุณาและสันติในใจ
ดังนั้น ขอให้เรานึกถึงชาวยูเครนผู้กำลังประสบภัยสงคราม และทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสมาประมาณหนึ่งปีครึ่งแล้ว ขอเชิญชวนให้เราส่งความรักความกรุณาไปถึงทุกคนที่ประสบความรุนแรงจากภัยสงครามในทุกแห่งทุกหนบนโลกนี้ ก่อนจะกล่าวถึงสงครามยูเครนต่อไป ขอย้อนไปพิจารณาสงครามที่ประเทศมหาอำนาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพื่อเป็นภูมิหลังโดยสังเขป
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศต่างๆ แบ่งออกเป็น ฝ่ายตะวันตก ฝ่ายสหภาพโซเวียต และประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สองฝ่ายแรกถือเป็นมหาอำนาจทางการทหารที่มีอาวุธนิวเคลียร์มากพอที่จะทำลายล้างโลกทั้งใบของเราได้ ทั้งสองจึงระวังและหลีกเลี่ยงการทำสงครามกันโดยตรง หากสนับสนุนประเทศที่เล็กกว่าให้มาอยู่ฝ่ายตน กรณีมีความขัดแย้งภายในประเทศเล็กหรือระหว่างประเทศเล็ก มหาอำนาจมักจะเลือกข้างและเข้าไปสนับสนุนผู้นำที่อยู่ฝ่ายตน ยิ่งกว่านั้น มหาอำนาจอาจอยู่เบื้องหลังการทำสงครามระหว่างประเทศเล็ก ถ้าประเทศที่เป็นพันธมิตรชนะสงครามก็จะทำให้อิทธิพลของมหาอำนาจนั้น แผ่ขยายออกไป การทำสงครามระหว่างประเทศเล็กจึงถูกมองว่าเป็นสงครามตัวแทน (ของมหาอำนาจที่ไม่ต้องลงมือเอง)
แต่มหาอำนาจได้ลงมือกับประเทศที่เล็กกว่าหลายครั้ง เช่น สหภาพโซเวียตส่งทหารเข้ายึดครองเมืองหลวงบูดาเปสต์ของฮังการีในปี 2499 และเมืองหลวงปรากของเช็กโกสโลวาเกียในปี 2511 เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงนโยบายไปฝักใฝ่ตะวันตก ต่อมาในปี 2522-2532 สหภาพโซเวียตส่งกองกำลังเข้ายึดครองอัฟกานิสถานเพื่อค้ำจุนรัฐบาลที่สนับสนุนตนจากการคุกคามของกองกำลังฝ่ายอิสลาม แต่ต้องถอนทหารออกไปเมื่อสหภาพโซเวียตจวนล่มสลาย
มีบ่อยครั้งที่สหรัฐทำตัวเป็นตำรวจโลก และบางครั้งก็มีพันธมิตรเข้าร่วมด้วย เรื่องที่อื้อฉาวมากเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2516 เมื่อสหรัฐสนับสนุนจอมพลปิโนเชล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของซัลบาดอร์ อาเยนเด แม้จะมีสหรัฐหนุน แต่รัฐบาลทหารก็ล่มสลายในปี 2533 นอกจากนี้ สหรัฐยังทำสงครามโดยตรงกับประเทศที่เล็กกว่า เช่น ทำสงครามกับเวียดนามเป็นเวลายาวนานถึง 19 ปีเศษ (ปี 2498-2518) ส่วนสงครามกับอัฟกานิสถานยังยาวกว่าหนึ่งปี (ปี 2544-2564) หลังการโค่นล้มรัฐบาลอิรัก ด้วยข้อหาจอมปลอมว่ามีอาวุธสังหารมวลชน สหรัฐได้เข้ายึดครองประเทศอยู่ 8 ปี (2546-2554) แต่สหรัฐไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสนับสนุนให้มีสันติภาพและเสรีภาพในอิรัก ส่วนการส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซงในลิเบียในปี 2554 ด้วยเหตุผลว่าต้องการยุติสงครามกลางเมืองและโค่นล้มรัฐบาลกัดดาฟีที่แข็งข้อกับฝ่ายตะวันตก กัดดาฟีถูกฆ่าตายในระหว่างการหลบหนี ซึ่งเป็นการบรรลุเป้าหมายเป้าหนึ่งของฝ่ายตะวันตก แต่สงครามกลางเมืองในลิเบียยังคุกรุ่นอยู่จนทุกวันนี้
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นวันที่รัสเซียบุกยูเครน workpointTODAY ช่วยทำความเข้าใจเรื่องนี้โดยเล่าภูมิหลังของสงครามยูเครนไว้ 34 ข้อ ซึ่งขอเล่าต่อโดยสังเขปดังนี้
• ไครเมียเป็นเหมือนเกาะ หลังจากที่รัสเซียผนวกดินแดนส่วนนี้ก็ได้สร้างสะพานเชื่อมไครเมียเข้ากับแผ่นดินใหญ่ (เหมือนเกาะภูเก็ต) ชาวไครเมียแต่เดิมมีเชื้อสายทาร์ทาร์ โดยมีสัดส่วนประชากรเดิม (ปี ค.ศ.1795) ดังนี้ ชาวทาร์ทาร์ 87.6%, ชาวรัสเซีย 4.3%, ชาวยูเครน 1.3% ต่อมาระหว่างปี ค.ศ.1959-1989 รัฐบาลสหภาพโซเวียตได้อพยพชาวทาร์ทาร์ออกจากไครเมีย จนมีสัดส่วนเพียง 0.2-1.6% สิ้นสุดสมัยโซเวียต ชาวทาร์ทาร์อพยพกลับมาใหม่บ้าง เมื่อรัสเซียเข้ายึดครองไครเมียในปี ค.ศ.2014 สัดส่วนประชากรเป็นดังนี้ ชาวทาร์ทาร์ 12.6%, ชาวรัสเซีย 67.9%, ชาวยูเครน 15.7% ด้วยสัดส่วนประชากรเช่นนี้ หนึ่งเดือนหลังการยึดครองของรัสเซีย จึงไม่น่าประหลาดใจที่ชาวไครเมียจะลงประชามติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น (96.8%) ว่าจะขออยู่กับรัสเซีย
• เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ.1991 สาธารณรัฐแต่ละแห่งรวมทั้งยูเครน ที่ประกอบเป็นสหภาพโซเวียตก็แยกตัวออกเป็นประเทศเอกราช แต่การเมืองในยูเครนไม่เคยนิ่ง ประชาชนยูเครนในช่วงนั้นแบ่งเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่นิยมตะวันตกเพราะเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจกว่า กับฝ่ายที่นิยมรัสเซีย เพราะมีเชื้อสายสลาฟเหมือนกัน มีวัฒนธรรม-ภาษาคล้ายคลึงกัน และนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์เหมือนกัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็สลับไปมาระหว่างฝ่ายนิยมตะวันตกกับนิยมรัสเซีย
• จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ.2013 เมื่อสหภาพยุโรปเสนอให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ ซึ่งจะทำให้ประชาชนเคลื่อนย้ายไปทำงานทั่วยุโรปได้อย่างอิสระ สินค้าของยูเครนไม่โดนกำแพงภาษี และจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
• ในปี ค.ศ.2014 วิคเตอร์ ยานูโควิช ประธานาธิบดีของยูเครนที่นิยมรัสเซียเลือกที่จะอยู่กับกลุ่มเศรษฐกิจเดียวกันกับรัสเซียต่อไป พร้อมทั้งรับเงินสนับสนุน 15,000 ล้านดอลลาร์จากรัสเซีย ทำให้ประชาชนยูเครนเดือดดาล กล่าวหาว่าผู้นำประเทศเอายูเครนไปขายให้รัสเซีย ประชาชนจึงรวมตัวกันประท้วงทั่วประเทศ รัฐบาลสั่งใช้กำลังสลายการชุมนุม จนสุดท้ายประธานาธิบดียานูโควิชถูกสภาถอดถอนจากตำแหน่ง แต่เจ้าตัวบอกว่า เหตุการณ์นี้เหมือนเขาโดนลอบกระทำรัฐประหาร
• เพียง 1 วันหลังยาคูโนวิชถูกถอดถอนจากตำแหน่ง รัสเซียตอบโต้ด้วยการเข้ายึดไครเมีย
• ในภาคตะวันออกของยูเครนที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย โดยเฉพาะในแคว้นดอนบาส (Donbas) และในสองจังหวัดใหญ่คือ ลูฮันสก์ (Luhansk) และโดเนตสก์ (Donetsk) ประชากรส่วนมากมีเชื้อสายรัสเซีย มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน และผูกพันกับรัสเซียมานาน จึงต้องการจะผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียมากกว่าจะอยู่กับยูเครน
• ในวันที่ 19 กันยายน 2014 ยูเครนและรัสเซีย ทำข้อตกลงสันติภาพมินสก์ (Minsk Protocol) คือให้กองกำลังนิยมยูเครนและนิยมรัสเซียหยุดยิงทันที และต่างฝ่ายต้องถอนอาวุธหนักให้อยู่ห่างกันในระยะ 15 กิโลเมตร
• ข้อตกลงยังไม่ช่วยการหยุดยิงได้จริง สุดท้ายฝรั่งเศสกับเยอรมนี ต้องเข้ามาเป็นคนกลาง ให้ทั้ง 2 ฝ่ายทำข้อตกลงฉบับใหม่คือ Minsk II ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2015 ซึ่งแม้สงครามใหญ่จะยุติลง แต่ก็ยังมีการสู้รบประปรายต่อเนื่อง จนมีคนตายนับร้อยอยู่ดี
• ตามข้อตกลง Minsk II ยูเครนอนุญาตให้จังหวัด ลูฮันสก์ และโดเนตสก์ จัดการเลือกตั้งขึ้นมาเอง พร้อมให้ตั้งศาล และมีตำรวจของตัวเองด้วย แม้ในทางทฤษฎีจะยังคงอยู่ในพรมแดนยูเครน
• ในปี ค.ศ.2019 เกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญ เมื่อโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของยูเครน ด้วยคะแนนเสียง 73.2% เขามีนโยบายต่อต้านรัสเซียและมีแผนการที่จะให้ยูเครนสมัครเข้าเป็นสมาชิกของนาโต ถ้ายูเครนเป็นสมาชิกนาโต และรัสเซียบุกมาโจมตี สมาชิกของนาโตทุกประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาจะต้องเข้าสู้รบด้วย
• ประธานาธิบดีปูตินกล่าวจุดยืนอย่างชัดเจนว่า จะไม่ยอมให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตเด็ดขาด และต้องการคำยืนยันจากนาโตว่าจะไม่รับยูเครนเป็นชาติสมาชิก “ถ้ามีการยิงอาวุธทางอากาศจากดินแดนยูเครน มันจะบินมาถึงมอสโกในระยะเวลา 7-10 นาที และถ้าเป็นอาวุธเหนือเสียงจะใช้เวลาแค่ 5 นาทีเท่านั้น ลองจินตนาการดูละกัน ว่าเราจะทำอะไรได้ในสถานการณ์แบบนั้น” ปูตินกล่าว (ประธานาธิบดีเคนเนดีเคยยื่นคำขาดไม่ให้สหภาพโซเวียตมาตั้งขีปนาวุธบนเกาะคิวบาด้วยเหตุผลทำนองเดียวกัน คราวนั้นเราเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์มาได้เพราะโซเวียตยอมถอย)
• ชาติตะวันตกจำนวนมากไม่พอใจรัสเซีย เพราะถือว่ายูเครนเป็นประเทศอิสระ ถ้าอยากจะเป็นสมาชิกนาโต ก็เป็นอธิปไตยของชาตินั้นในปัจจุบัน สงครามยูเครนยืดเยื้อมาประมาณหนึ่งปีครึ่งแล้ว กองทัพรัสเซียเข้ายึดครองดินแดนภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน รัสเซียจัดให้ประชาชนในภาคตะวันออกลงประชามติ ซึ่งแน่นอนว่าผลออกมาคือขออยู่กับรัสเซีย รัฐบาลรัสเซียจึงรับรองผลและผนวกดินแดนภาคตะวันออกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียแล้ว
ดูเหมือนว่ารัสเซียจะพอใจในระดับหนึ่งแม้จะมีการสูญเสียอย่างหนัก ส่วนยูเครนสูญเสียมากกว่า แต่ทั้งสองฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการสู้รบ ตราบใดที่ยูเครนทำสงครามตัวแทนให้ฝ่ายตะวันตกและได้รับยุทโธปกรณ์จากตะวันตกสงครามคงจะยืดเยื้อต่อไป แต่จะเป็นเช่นนี้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับยูเครน รัสเซีย และฝ่ายตะวันตกเอง ซึ่งมีฐานะเป็นผู้สนับสนุนยูเครนอย่างเต็มที่ ยกเว้นไม่ส่งทหารไปร่วมสู้รบและเสียชีวิต
คอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลกลงเรื่องผลของสงครามจากมุมมองของรัสเซีย ซึ่งเป็นมุมมองที่ขาดหายไปในสื่อตะวันตก จึงขออนุญาตย่อความมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ คอลัมน์ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2566 เสนอว่า ชาวรัสเซียเปลี่ยนทัศนคติด้านสงคราม จากเดิมที่มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการบุกยูเครน แต่คนเหล่านี้จำนวนหนึ่งได้เปลี่ยนทัศนคติมาเห็นด้วย รัฐบาลรัสเซียกล่าวเสมอมาว่ามีชาวยูเครนติดอาวุธกลุ่มหนึ่งที่รัฐบาลรัสเซียตั้งชื่อว่า “นีโอนาซี” หรือนาซีใหม่ที่เป็นอริกับรัสเซีย อันเป็นผลสืบเนื่องมาแต่สงครามโลกครั้งที่สอง คำกล่าวโทษของรัสเซียคือกลุ่มนีโอนาซีพยายามเข่นฆ่าชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซียตลอดมา ซึ่งฟังดูไม่น่าเชื่อถือ เพราะไม่ค่อยมีหลักฐานประกอบที่ชัดเจน ปรากฏว่ามีคลิปใหม่ๆ ในมือถือที่มาจากทหารยูเครนที่ตกเป็นเชลย หรือจากทหารยูเครนที่เสียชีวิต คลิปที่นำมาเผยแพร่แสดงให้เห็นการฆ่าและทารุณกรรมชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซีย ชาวรัสเซียก็โกรธและกลับมาสนับสนุนการสงครามของรัฐบาล
คอลัมน์ลงวันที่ 22 สิงหาคม ให้ข้อมูลว่า “รัสเซียไม่ง้อสินค้าตะวันตกอีกแล้ว” เพราะรัสเซียหันมาผลิตสินค้าได้เอง โดยเฉพาะผลิตอาหารได้เกินความต้องการ คอลัมน์ดังกล่าวอ้างว่า “ตระเวนตามร้านอาหารระดับกลางจนถึงระดับหรูหรา … ตามเมืองใหญ่ๆ … พบว่าทุกร้านมีอาหารขายเต็มตลอด มีลูกค้าแน่น” รัสเซียเคยนำเข้าเนยแข็งจากยุโรป ตอนนี้ผลิตเองได้อร่อยไม่แพ้กัน รถยนต์ราคาแพงจากยุโรปกำลังหายไปจากถนน มีรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมาแทนที่
สารภาพตามจริง ผมสงสัยว่าจะเป็นจริงตามที่คอลัมน์ดังกล่าวเสนอ หรือควรถือว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อในทำนองเดียวกับสื่อส่วนใหญ่ของตะวันตก แต่ที่ได้นำมาเสนอในบทความนี้ เพราะอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่า รัสเซียไม่ได้เดือดร้อนมากนักจากการคว่ำบาตรของตะวันตก อีกทั้งมีกำลังใจจากประชาชนที่จะทำสงครามต่อไป
การเคลื่อนไหวของฝ่ายตะวันตกคือการส่งอาวุธเพิ่มเติมให้แก่ยูเครน เช่น สหรัฐส่งระเบิดลูกปรายไปให้ ทั้งๆ ที่ควรห้ามการใช้อาวุธชนิดนี้แล้ว เพราะลูกปรายประมาณ 40% ที่ไม่ระเบิดในทันทีนั้น จะกลายเป็นทุ่นระเบิดทำร้ายบุคคล และจะตกค้างอยู่ในพื้นที่อีกนาน โดยผู้เป็นเหยื่อคือพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ ต่อมามีข่าวว่าสหรัฐเห็นชอบการส่งมอบเครื่องบินขับไล่รุ่น F-16 ไปให้ยูเครน โดยก่อนหน้านี้ระมัดระวังไม่ส่งอาวุธที่มีพิสัยการโจมตีระยะไกล เพราะเคยเกรงว่าอาวุธเชิงรุกอาจถูกใช้เพื่อโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย ซึ่งเป็นการขยายวงสงครามออกไปอย่างน่าอันตราย
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม มีข่าวว่าเมื่อได้รับอนุญาตจากสหรัฐ รัฐบาลเดนมาร์กจะส่งมอบ F-16 แก่ยูเครน 6 ลำในช่วงปีใหม่ของปี 2567 ตามด้วยอีก 8 ลำในปีเดียวกัน และมอบชุดสุดท้าย 5 ลำในปี 2568 รวมทั้งหมด 19 ลำ ส่วนรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่มี F-16 จำนวน 42 ลำในคลังแสง จะส่งมอบ F-16 ให้ยูเครนจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ระบุ แต่จะส่งมอบหลังจากที่นักบินยูเครนได้รับการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญเป็นที่น่าพอใจแล้ว อย่างเร็วคือต้นปี 2567
การมีแผนส่งอาวุธให้ยูเครนโดยอาจดำเนินไปจนถึงปี 2568 นั้น อาจมีนัยว่าตะวันตกคาดการณ์ว่าสงครามยังคงจะยืดเยื้อต่อไป
ในด้านความพยายามยุติสงคราม รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้จัดประชุมระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม ที่กรุงเจดดาห์ มีผู้เข้าร่วมกว่า 40 ประเทศ รวมทั้งจีน อินเดีย สหรัฐ และประเทศในยุโรป แต่รัสเซียไม่เข้าร่วม ที่ประชุมมีข้อเสนอให้รัสเซียถอนทหารจากยูเครนและคืนดินแดนทั้งหมดที่อยู่ในการควบคุมของรัสเซียให้แก่ยูเครน
รัฐบาลรัสเซียอาจถือว่าตนได้เปรียบจึงแทบจะไม่ส่งสัญญาณอะไร เพียงแต่บอกยูเครนในทำนองว่า “อยากทำศึกก็เชิญ อยากเจรจาก็มาคุยเงื่อนไขกัน” และบอกตะวันตกทำนองว่า “อยากทำอะไรก็ทำ ขอเพียงว่าอย่าให้ลามเป็นสงครามนิวเคลียร์ก็แล้วกัน” ส่วนประธานาธิบดีลูกาเชนโกแห่งเบลารุสให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า 1) ถ้าสู้ต่อยูเครนอาจเสียดินแดนเพิ่มเติม โดยรัสเซียอาจบุกยึดเมืองท่าทางใต้ ซึ่งจะปิดทางออกทะเลของยูเครน 2) กองกำลังของยูเครนที่มีแนวคิดนาซีบอบช้ำมาก ถ้ารัสเซียนำกองกำลังสองแสนห้าหมื่นคนมาสมทบก็จะมีจำนวนเหนือกว่ายูเครนมาก 3) ประชาชนยูเครนเริ่มเรียกร้องให้ผู้นำประเทศหาทางออก 4) เบลารุสจะไม่เข้าร่วมสงครามยกเว้นว่ายูเครนข้ามพรมแดนเข้ามา 5) น่าเสียดายที่ชาวสลาฟมาเข่นฆ่ากันเอง
ถ้าจะมีการเจรจากัน ประเด็นสำคัญคือการกำหนดเส้นการควบคุม (Line of Control) ซึ่งมีทางเลือกหลายทางเลือก ทางเลือกที่เอื้อต่อรัสเซียมากที่สุดคือยึดเส้นที่เป็นแนวรบในวันที่หยุดยิง ใครควบคุมดินแดนส่วนใด ก็ควบคุมต่อไป ทางเลือกที่ยูเครนต้องการมากที่สุดคือ ยึดเส้นแดนตามที่เคยเป็นพรมแดนระหว่างประเทศก่อนหน้าการสู้รบใดๆ และให้รัสเซียถอนทหารออกไปจากยูเครนทั้งหมด
แต่ก็มีทางเลือกอีกทางหนึ่งคือ ในปี ค.ศ.2014 รัสเซียเข้ายึดและผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย และตามข้อตกลง Minsk II ยูเครนยอมรับโดยปริยายว่าประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัด ลูฮันสก์และโดเนตสก์มีเชื้อสายรัสเซีย และในปีนั้น มีส่วนหนึ่งของจังหวัดดังกล่าวอยู่ในการควบคุมของกองกำลังนิยมรัสเซีย ทางเลือกเส้นการควบคุมอีกเส้นหนึ่งคือ เส้นการควบคุมที่เป็นจริงก่อนการรุกรานของรัสเซียในปี ค.ศ.2022 หมายความว่ารัสเซียถอนทหารจากดินแดนที่เข้าไปควบคุมหลังปีดังกล่าว แต่ยังคงควบคุมไครเมียและบางส่วนของจังหวัดลูฮันสก์และโดเนตสก์ที่อยู่ในการควบคุมของกองกำลังนิยมรัสเซียก่อนการรุกรานดังกล่าว
สงครามยูเครนยังคงยืดเยื้อเพราะจุดยืนเรื่องดินแดนยังต่างกัน การประนีประนอมอาจได้แก่การยอมรับเส้นควบคุมในปี ค.ศ.2022 ดังกล่าวข้างต้น แต่จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเจรจา ซึ่งควรเริ่มต้นก่อนที่จะมีความเสียหายและการสูญเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ โดยเริ่มตระหนักว่าต่างฝ่ายต่างจะบอบช้ำ แต่แล้วในที่สุดก็กลับไปสู่จุดเริ่มสงคราม อย่างไรก็ดี ฝ่ายตะวันตกควรยอมตามคำเรียกร้องด้านความมั่นคงของรัสเซียบ้าง เช่น ไม่นำขีปนาวุธที่มีหัวรบนิวเคลียร์ไปจ่อที่พรมแดนรัสเซีย
ในระหว่างนี้ ขอให้เราภาวนาและส่งความรักความกรุณาไปถึงชาวยูเครนและชาวรัสเซียผู้เป็นเหยื่อสงคราม รวมทั้งส่งความรักความกรุณาถึงชาวไทยที่ทุกข์ร้อนใจกับการเมืองอยู่ในขณะนี้
โคทม อารียา

