หน้าแรก คอลัมนิสต์ ผูกข้อมือเรีย...

ผูกข้อมือเรียกขวัญ เริ่มมีหลายพันปีมาแล้ว โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

28.08.23 | 19:06 น.
ร่วมประเพณี – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมประเพณีผูกข้อมือเรียกขวัญเดือนเก้า (กี่จือลาคุปุ) ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปกากะญอที่เดินทางมาจากหลายจังหวัด ที่วัดพระยาสุเรนทร์ เขตคลองสามวา กทม. เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม (ภาพและคำบรรยายจาก มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม 2566 หน้า 1)

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกรุมล้อมด้วยชาวปกากะญอ หรือกะเหรี่ยง แน่นวัดพระยาสุเรนทร์ คลองสามวา กรุงเทพฯ ขณะเดินทางเข้าร่วมพิธีผูกข้อมือตามประเพณีของชาวปกากะญอ หรือกะเหรี่ยง ที่เดินทางมาจากจากจังหวัดต่างๆ นับพัน โดยมี สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ให้การต้อนรับ (มติชนออนไลน์ 27 สิงหาคม 2566)

พิธีดังกล่าวคือการผูกข้อมือ หรือมัดมือเรียกขวัญ หรือ “กี่จือ” โดยใน 1 ปี มี 2 ครั้ง โดยครั้งแรกระหว่างมกราคม-กุมภาพันธ์ ส่วนครั้งหลังระหว่างสิงหาคม-กันยายน [ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งอ้างอิงจากคำบอกเล่าของชาวปกากะญอ บ้านห้วยตองก๊อ จังหวัดแม่ฮ่องสอน]

ร่วมเรียกขวัญ – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังคงได้รับความสนใจจากชาวบ้าน ระหว่างร่วมพิธีประเพณีผูกข้อมือเรียกขวัญเดือนเก้า (กี่จือลาคุปุ) ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปกากะญอ ที่วัดพระยาสุเรนทร์ เขตคลองสามวา กทม. เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม (ภาพและคำบรรยายจาก ข่าวสด ฉบับวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม 2566 หน้า 1)

ผูกข้อมือ-เรียกขวัญ 2,500 ปีมาแล้ว

ผูกข้อมือ หรือมัดมือ เป็นพิธีสู่ขวัญหรือเรียกขวัญของปกากะญอ เรียก “กี่จือ” ส่วนคำลาวในอีสานเรียก “ผูกข้อต่อแขน”

สู่ขวัญ (ทำขวัญ) ตามประเพณีมีทั่วไปในอุษาคเนย์ โดยเฉพาะที่เป็นพิธีส่วนบุคคลซึ่งพบทั่วไป เมื่อถึงขั้นตอนสุดท้ายต้องมีผูกข้อมือด้วยเส้นฝ้ายหรือด้ายดิบ ถ้าผู้ผูกข้อมือมีหลายคน เส้นฝ้าย-ด้ายดิบก็มีหลายเส้นซ้อนกันเป็นแผง ตั้งแต่ข้อมือถึงแขนหรือข้อศอก จึงมีคำเรียกในวัฒนธรรมลาวว่า “ผูกข้อต่อแขน” หมายถึงผูกข้อมือล้นถึงแขน ซึ่งพบเก่าสุดขณะนี้ราว 2,500 ปีมาแล้ว ดังนี้

Advertisement

(1.) พิธีสู่ขวัญเป็นความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี พบทั่วไปในอุษาคเนย์มากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว

(2.) เส้นฝ้ายหรือด้ายดิบใช้ผูกข้อมือ เป็นอย่างเดียวกับฝ้ายที่ใช้ทอผ้าซึ่งพบเศษผ้าในหลุมฝังศพราว 2,500 ปีมาแล้ว

เส้นฝ้ายหรือด้ายดิบที่ผูกข้อมือเป็นสัญลักษณ์ของสายขวัญ หมายถึงสายคล้องขวัญของคนเข้าด้วยกันให้สิงร่างอย่างมั่นคงแข็งแรงปลอดภัยไม่หลุดหายจากร่าง

ทั้งนี้มีเหตุจากความเชื่อว่าแต่ละคนมีขวัญมากกว่าหนึ่ง ซึ่งในบางกลุ่มชนเชื่อว่าแต่ละคนมีขวัญรวมมากกว่า 80 อยู่ข้างหน้า 50 อยู่ข้างหลัง 30

ขวัญสำคัญที่สุดของทุกคนเรียกจอมขวัญ ซึ่งสิงในกะโหลกบนหัวกบาลตรงกลางกระหม่อมบริเวณโคนเส้นผมขึ้นชนกันเป็นวงเหมือนก้นหอย เป็นต้นแบบปุ่มนูนมีแฉกบนหน้ากลองทอง (มโหระทึก) และลายมีแฉกหม้อบ้านเชียง

สายขวัญของชนชั้นนำทำด้วยโลหะ แต่ของชาวบ้านทำจากเส้นฝ้าย-ด้ายดิบ (ซ้าย) หญิงเผ่าละเวนในลาว สวมกำไลหลายวงซ้อนเป็นแผงเต็มแขน [ภาพโดยชาวยุโรป เมื่อ พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910)] (ขวา) ผูกข้อมือด้วยเส้นฝ้าย-ด้ายดิบ พิธีสู่ขวัญครูสุรินทร์ ภาคสิริ ครูเพลงอาวุโส ที่นครราชสีมา พ.ศ. 2560 (ภาพและคำอธิบายโดย ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ ร้อยเอ็ด)
ขวัญไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น แต่เคลื่อนไหวได้ ลักษณะเป็นหน่วย มีหลายหน่วย แต่ละหน่วยสิงสู่อยู่กระจายตามส่วนต่างๆ ของคน, สัตว์, พืช, สิ่งของ, อาคารสถานที่

แต่จินตนาการของคนหลายพันปีมาแล้ว ขวัญรูปร่างกลม หรือกลมรี มีหลายระดับ

ชนชั้นนำ ขวัญทรงกลม มีหยักเป็นแฉกหลายแฉก ทำด้วยวัตถุมีค่า

เครือญาติชนชั้นนำ ขวัญทรงกลมเกลี้ยงๆ (ไม่มีหยัก) ทำด้วยโลหะ หรือดินเผา

สายขวัญในหลุมฝังศพชนชั้นนำ ทำจากวัสดุมีค่า เช่น กระดองเต่า, กระดองตะพาบ, หินหายาก, โลหะ เป็นต้น มีทั้งทรงกลมมีขอบเป็นหยักๆ และทรงกลมรูปกำไลไม่มีหยัก แล้วสวมข้อมือหรือข้อเท้าคนตาย เสมือนผูกข้อมือในพิธีสู่ขวัญปกติเพื่อเชิญขวัญสิงร่างคนตายจะได้ฟื้นคืนชีวิต

ขวัญและสายขวัญ สัญลักษณ์ชนชั้นนำ (ซ้าย) โครงกระดูก 2,500 ปีมาแล้ว ที่ข้อมือขวาสวมกำไลขอบหยักๆ ขุดพบที่บ้านโคกพลับ ต. โพหัก อ. บางแพ จ. ราชบุรี (กลาง) วัตถุคล้ายกำไล มีขอบหยักๆ ทำจากกระดองเต่า หรือกระดองตะพาบ และหิน (ควอทไซท์?) ขุดพบที่บ้านโคกพลับ ต. โพหัก อ. บางแพ จ. ราชบุรี (ภาพจากหนังสือ ราชบุรี กรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2534 หน้า 70) (ขวา) ดินเผาคล้ายกำไลมีขอบหยักๆ ขุดพบที่อีสาน (ไม่รู้รายละเอียด)

อีกแบบหนึ่งของสัญลักษณ์สายขวัญ ได้แก่ วัตถุทรงกลมแบน มีขอบนอกเป็นหยัก (คล้ายกงจักร) แล้วเจาะกลางกลวงกว้าง (คล้ายกำไล) ขุดพบสภาพเดิมคล้องข้อมือข้างขวาของโครงกระดูกศพมนุษย์ 2 โครง ซึ่งฝังดินราว 2,500 ปีมาแล้ว บริเวณที่ราบลุ่มต่ำบ้านโคกพลับ ต. โพหัก อ. บางแพ จ. ราชบุรี [จากรายงาน “การฏิบัติงานขุดสำรวจแหล่งโบราณคดีที่โคกพลับ จังหวัดราชบุรี” ของ สด แดงเอียด พิมพ์ในนิตยสาร ศิลปากร (ปีที่ 22 เล่มที่ 4) พ.ศ. 2521 หน้า 22-30]