ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐา 1 ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ประวัติภายในสัปดาห์นี้ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง
โครงสร้าง องค์ประกอบ ตัวบุคคลที่มีชื่อปรากฏตามข่าว พอเป็นภาพสะท้อนถึงเสถียรภาพของรัฐบาลผสม 11 พรรคได้ในระดับหนึ่งว่า น่ามีอายุอยู่ได้นานพอสมควร เกินกว่า 2 ปีหรือครึ่งเทอม
เหตุจากการเกลี่ยผลประโยชน์ จัดสรรตำแหน่งค่อนข้างลงตัว ภายใต้ท่าทีประนีประนอมของพรรคเพื่อไทย แกนนำไม่ดึงดันเอาตามที่พรรคใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงสุดต้องการเป็นหลักฝ่ายเดียว
พิจารณาได้จากการยอมสละเก้าอี้กระทรวงหลักๆ ให้กับพรรคร่วมรัฐบาลอันดับสอง สาม สี่ จนเป็นที่พอใจ
ตัวอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงใหญ่ เกรดเอ มีบทบาทระดับรองจากนายกรัฐมนตรี มอบให้กับพรรคภูมิใจไทย
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กับพรรคพลังประชารัฐ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติ
ขณะที่กระทรวงกลาโหมแรกจะดึงคนกลาง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของกองทัพเข้ามารับตำแหน่ง
แม้มีข่าวต่อมาภายหลังว่า กลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสานไม่ค่อยพึงพอใจนัก จึงเปลี่ยนเป็น นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม อดีตประธานวิปฝ่ายค้านก็ตาม
นั่นแสดงว่า พรรคเพื่อไทยมีความคิดที่จะประนีประนอม ซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพรัฐบาลในระยะยาว เพื่อให้เกิดการยอมรับจากเหล่าทัพ ที่ยังมีอิทธิพลต่อความเป็นไปทางการเมืองอยู่
การเปลี่ยนกลับมาเป็นนายสุทินเพื่อรักษาฐานเสียงคนเสื้อแดงในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปขณะเดียวกันเพื่อส่งทหารคืนกลับเข้าที่ตั้งภายใต้รัฐมนตรีที่มาจากพลเรือน จะทำให้ความสัมพันธ์และการยอมรับจากกองทัพเป็นไปโดยราบรื่นเพียงไร
ความสามารถในการบริหารจัดการต่อไป จะเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าเพื่อไทยตัดสินใจถูกหรือผิดในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม การยินยอมให้การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาระดับสูง ทั้ง 4 เหล่าทัพภายใต้การประชุมตัดสินใจของสภากลาโหมที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน
ผ่านไปด้วยความราบรื่น เรียบร้อย
แกนนำพรรคเพื่อไทยคงมั่นใจว่าประเด็นการแต่งตั้งนายทหารระดับสูงน่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญกว่าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ทั้งหลายทั้งปวง การฟอร์มคณะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ให้น้ำหนักทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลักเพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ขณะที่กระทรวงด้านสังคมที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือกระทรวงศึกษาธิการ การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งนี้ ยังคงมีสถานะเป็นกระทรวงเกรดบีอยู่เช่นเดิม
แทนที่พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจะดูแลรับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการที่มีบทบาทหน้าที่ในการสร้างคนโดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว รุ่นใหม่ กลับมอบให้พรรคอันดับรองคือภูมิใจไทยเจ้าของนโยบายกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด ดูแลรับผิดชอบ
ถ้าพรรคภูมิใจไทยยังยืนยันนโยบายกัญชาเสรี ขณะที่คนสำคัญของพรรคนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นภาพของการย้อนแย้งอย่างน่าเป็นห่วง
เทียบเคียงกับพรรคก้าวไกล เคยประกาศจุดยืนหนักแน่นตั้งแต่แรกว่าจะรับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง แต่ก็พลาดโอกาสการเป็นแกนนำรัฐบาล มาตกที่นั่งฝ่ายค้าน
แม้แนวทางนโยบายการศึกษาของพรรค จะทะลุทะลวง ก้าวหน้าท้าทาย อาทิ เลิกตั้งแถวเลิกบังคับทรงผม เลิกบังคับเกณฑ์ทหาร ไม่ต้องเสียเวลาเรียน รด. บอร์ดโรงเรียนมีตัวแทนนักเรียน สภาเยาวชนเสนอกฎหมายได้ ฯลฯ ยังมีผู้เห็นต่างก็ตาม แต่คงยืนหยัดจะรับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการเองเช่นเดิม
มาถึงคิวพรรคเพื่อไทยครองความเป็นแกนนำ มอบให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐมนตรี ความเป็นไปในการบริหารกระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินไปในลักษณะใด
การศึกษาไทยจะรุ่งโรจน์หรือร่วงโรยต่อไป
คงพิจารณาได้จากนโยบายการศึกษา ซึ่งผ่านการหลอมรวมระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลออกมาเป็นนโยบายกลางเป็นหลักกับตัวบุคคลที่พรรคส่งลงมารับผิดชอบ จะมีสไตล์การบริหารอย่างไร
อีกไม่กี่วันคงได้ฟังเสียงสะท้อนจากผู้นำองค์กรทางการศึกษา ทั้งกลุ่มที่เป็นกลางๆ และกลุ่มก้าวหน้า ไม่ว่ากลุ่มนักเรียนเลวหรือชื่ออะไรก็ตาม จะยิ้มรับและให้โอกาส หรือร้องยี้มากกว่า

